โลกตะวันตก
เนื้อหา |
[แก้] ทำไมถึงเรียกว่าตะวันตก
ก่อนหน้าที่มาร์โค โปโล ยังมิได้เดินทางออกไปสำรวจทวีปเอเชีย ผู้คนชาวยุโรป ยังมิค่อยได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับชาวเอเชีย สักเท่าไร จนกระทั่งที่ หนังสือ “บันทึกการเดินทางของมาร์โค โปโล” ได้พิมพ์ออกจำหน่าย ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ชาวยุโรป เป็นอย่างมาก ทำให้เกิดแรงบันดาลใจให้นักเดินทางอีกหลายคนเ ช่น คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เฟอร์ดินานด์ แมกเจลเลน เป็นต้น จากการเดินทางในครั้งนั้น ส่งผลให้ชาวเอเชีย ติดต่อค้าขายกับชาวยุโรป เป็นต้นมา ทวีปเอเชียอยู่ทางตะวันออกของทวีปยุโรป ชาวยุโรป จึงเรียก ชาวเอเชียว่า ชาวตะวันออก และ ทวีปยุโรปอยู่ทางตะวันตกของทวีปเอเชีย ชาวเอเชีย จึงเรียก ชาวตะวันตก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงเรียกกันอย่างติดปากในบันทึกของนักเดินทาง ว่า ชาวตะวันออก และ ชาวตะวันตก ภายหลังมีการค้นพบทวีปอเมริกา จึงมีการเหมารวมเป็น ชาวตะวันตก ปัจจุบัน เราเรียกชาวตะวันตก ต่อเมื่อ เขาเป็นคนฝรั่ง เช่น ชาวยุโรป ชาวอเมริกัน ชาวออสเตรเลีย ล้วนเรียกว่า ชาวตะวันตก
[แก้] ยุคต่างๆในโลกตะวันตก
- โลกตะวันตกแบ่งเป็นยุคกว้างๆได้ 4 ยุคคือ
- ยุคก่อนประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์ คือ งานศิลปะที่เริ่มทำต่อกันมาก่อนที่มนุษย์จะรู้จักการบันทึกเรื่องราว นับตั้งแต่ยุคหินเก่าตอนปลาย ซึ่ง อยู่ในช่วงเวลาประมาณ ๓o,ooo-๑o,ooo ปีมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง ๑๕,ooo-๑o,ooo มนุษย์ได้เขียนภาพสี และขูดขีดบน ผนังถ้ำ และเพิงผา เป็นภาพสัตว์ ภาพการล่าสัตว์ และภาพลวดลายเรขาคณิต โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงออกเกี่ยวกับวิถีชีวิตประจำวัน และความสามารถในการล่าสัตว์
เหล่านี้มักระบายด้วยถ่านไม้ และสีที่ผสมกับไขมันสัตว์ พบได้ทั่วไปในประเทศฝรั่งเศสและภาคเหนือของประเทศ สเปน ที่มีชื่อเสียงมาก ได้แก่ ถ้ำลาสโกซ์ ในฝรั่งเศส และถ้ำอัลตามิรา ในสเปน งานศิลปะในยุคเก่าไม่มีเพียงแต่การเขียนภาพเท่า นั้นยังมีการปั้นรูปด้วยดินเหนียว หรือแกะสลักบนกระดูก เขาสัตว์ และงาช้าง เรื่องราวที่นิยมทำกัน ได้แก่ การล่าสัตว์ หรือภาพคนที่เป็น สตรี ซึ่งอาจมีความหมายถึงการให้กำเนิดเป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับชนเผ่า
-
- ยุคโบราณ
ของศิลปะยุคโบราณ สามารถจำแนกได้ดังต่อไปนี้ ๑. ยุคอียิปต์ (๒๖๕o ปีก่อน พ.ศ.-พ.ศ. ๕๑o) ชาวอียิปต์มีศาสนา และพิธีกรรมอันซับซ้อน แทรกซึมเป็นวัฒนธรรมอยู่ในสังคมเป็นเวลานาน มีการนับถือเทพเจ้าที่มี ลักษณะหลากหลาย ดังนั้น งานจิตรกรรม งานประติมากรรม และงานสถาปัตยกรรม ส่วนมากจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา พิธีกรรม โดย เฉพาะพิธีฝังศพ ซึ่งมีความเชื่อว่า เมื่อตายแล้วจะยังมีชีวิตอยู่ในโลกใหม่ได้อีก จึงมีการรักษาศพไว้อย่างดี และนำสิ่งของเครื่องใช้ที่มีค่า ของผู้ตายบรรจุตามลงไปด้วย ๒. ยุคเมโสโปเตเมีย เมโสโปเตเมียเป็นอารยธรรมเก่าแก่ที่เกิดขึ้นระหว่างลุ่มแม่น้ำไทกรีส และแม่น้ำยูเฟรติส โดยทั่วไปดินแดน เมโสโปเตเมียจะมีลักษณะภูมิอากาศร้อน และแห้งแล้ง จะมีเฉพาะบริเวณสองฝั่งของแม่น้ำเท่านั้นที่อุดมสมบูรณ์ ความเก่าแก่ของ อารยธรรมเมโสโปเตเมียนี้เชื่อว่า มีมานานไม่แพ้อียิปต์ เพราะไม่มีหลักฐานใดๆ ที่บ่งบอกว่าได้รับอิทธิพลมาจากอียิปต์ โดยดินแดนแถบนี้ จะประกอบด้วยผู้คนหลายเชื้อชาติเข้ามาตั้งชุมชนของตนเอง แต่ชนชาติที่เก่าแก่ที่สุด คือ ซูเมอร์ และบาบิโลเนีย ๓. ยุคกรีก (๕oo ปีก่อน พ.ศ.-พ.ศ. ๔๔o) ศิลปะของกรีกจะยึดมั่นในเหตุผล และความสมบูรณ์ของมนุษย์ ต่างจากพวกอิยิปต์ และเมโสโปเตเมียที่ใช้ศิลปะไป ในทางบูชา และเซ่นสรวงเกี่ยวกับศาสนา พวกกรีกถือว่า ร่างกายของมนุษย์เป็นความงามตามธรรมชาติดุจเช่นเดียวกับภูเขา ต้นไม้ สาย และน้ำ ดังนั้น ศิลปกรรมของชาวกรีกจึงแสดงถึงความสมบูรณ์ของร่างกายมนุษย์อย่างชัดเจน ชาวกรีกมีความเชื่อว่า "มนุษย์เป็นมาตร วัดสรรพสิ่ง" ซึ่งความเชื่อนี้เป็นรากฐานทางวัฒนธรรมของชาวกรีก เทพเจ้าของชาวกรีกจะมีรูปร่างอย่างมนุษย์ และไม่มีความเชื่อเกี่ยว กับชีวิตหลังความตายเหมือนชาวอียิปต์ ดังนั้น จึงไม่มีสุสาน หรือพิธีฝังศพที่ซับซ้อนวิจิตรเหมือนกับชาวอียิปต์ ๔. ยุคโรมัน (พ.ศ. ๓๔o-พ.ศ. ๘๗o) กรีกถูกพิชิตโดยโรมัน แต่กลับนำศิลปะ และวัฒนธรรมที่เจริญกว่ามาชนะใจชาวโรมัน ทำให้ชาวโรมันยอมรับในศิลปะ กรีกเหมือนกับ Philip ของ Macedon และ Alexander ซึ่งเขาทั้งหลายได้พิจารณาแล้วว่า วัฒนธรรม และศิลปะกรีกนั้นเหนือกว่า วัฒนธรรมอื่นใด แต่ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบ้างให้สอดคล้องกับอุปนิสัย ธรรมเนียมประเพณี และความคิด ทำให้งานทั้ง ๒ ชาติต่างกันบ้าง โดยกรีกเน้นความเรียบง่ายสง่างาม เพื่อแสดงพุทธิปัญญา และความเป็นปราชญ์ แต่โรมันเน้นความหรูหรา สง่างาม อำนาจ สนองความต้องการทางกาย และความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิ์ เหมือนกันกับจักรวรรดิ์ Hellenistic ที่เกิดก่อน จักรวรรดิ์โรมันได้ยึด เอารูปแบบลักษณะของกรีกอย่างชัดเจน จักรวรรดิ์โรมันได้ขนเอางานศิลปะของกรีกจำนวนนับพันรวมถึงการเลียนแบบ อีกจำนวน มหาศาลจริงๆ แล้วจำนวนไม่น้อยของงานศิลปะกรีกในปัจจุบัน เรารู้จักผ่านการเลียนแบบของโรมันแทบทั้งนั้น (ของกรีกแท้เหลือ น้อย ศิลปะกรีกส่วนใหญ่ คือ ศิลปะกรีกที่โรมันทำจำลองขึ้น) เทพของกรีกถูกปรับเปลี่ยนสู่ศาสนาของโรมัน เทพ Jupiter จาก ภาษากรีก เป็นภาษาละติน กลายเป็น Zeus เทพ Venus กลายเป็น Aphrodite และอื่นๆ อีกมาก ในช่วงแรกๆ โรมันใช้แบบแผนสถาปัตยกรรมของกรีก ในการก่อสร้างอาคาร และวิหารของตน ชอบเป็นพิเศษในเรื่อง ของการประดับตกแต่งอย่างมากมายตามแบบแผนของโคริเธียนจำนวนมาก (หากไม่ใช่ทั้งหมด) ของศิลปินโรมัน คือ คนเชื้อชาติกรีก จนกระทั่งเขาทั้งหลายได้กลายเป็นคนโรมัในที่สุด ในช่วงหลังโรมันมีการพัฒนาด้านศิลปะมากขึ้นโดยเฉพาะด้านสถาปตยกรรมที่มีรูปแบบ เฉพาะตัว และเทคนิคที่มีความโดดเด่น แม้กระทั่งในยุคปัจจุบันสถาปัตยกรรมจำนวนมากก็ได้อิทธิพลทางด้านรูปแบบ และวิธีการมาจาก โรมัน
-
- ยุคกลาง
| เวลา | การเมือง | เศรษฐกิจ | สังคม | ศิลปวัฒธรรม |
|---|---|---|---|---|
| ยุคกลาง | ชนเผ่าเยอรมันได้ตั้ง
อาณาจักรปกครอง ดินแดนส่วนต่างๆขึ้น - || ทำเกษตรกรรม ระบบนาเปิด ||- วุ่นวายมาก - - - ก คนทั่วไปอ่านและ เขียนหนังสือไม่ได้ ||1. เป็นยุคมืด คือ ยุคที่ งานสร้างสรรค์ศิลปะ ของกรีก – โรมัน หยุด ชะงักลง |
|||
| ยุคกลาง | - พวกแฟรงค์ ในสมัย
ของพระเจ้าชาร์ลมาญ ได้รวบรวมดินแดน และตั้งเป็นจักรวรรดิ เดียวกันได้สำเร็จ - อำนาจของขุนนาง มีจำกัด |
- เกิดระบบเศรษฐกิจแบบ
ฟิวดัล || - เป็นสังคมชนบท || 2. มีสถาปัตยกรรม นิยมสร้างปราสาทใหญ่โต มีกำแพงสูง และหนา |
||
| - ดินแดนของจักรวรรดิ
แบ่งออกเป็น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี |
- การค้าซบเซา
จากระบบฟิวดัล ||- เกิดชุมชนเมืองขึ้น - สังคมศักดินา- สวามิภักดิ์เริ่มเสื่อม|| - แบ่งกลุ่มชน เป็น ชนชั้นปกครอง สามัญชน และพระ || 3. ศิลปะโรมันเนสก์ และโกธิค ศิลปะโรมันเนสก์ เช่น - หอเอนเมืองปิซา – อิตาลี - รูปพระเยซูบนประตู ทางเข้าโบสถ์ แซงค์ฟัว ฝรั่งเศส ศิลปะโกธิค เช่น - วิการนอเตรอดาม ฝรั่งเศส - วิหารออร์เวียตโต อิตาลี |
-
- ยุคใหม่
เริ่มขึ้นตอนปลายศตวรรษที่ ๑๘ ในประเทศฝรั่งเศส สืบเนื่องจากความเจริญทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มีผล ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางศิลปะอย่างขนานใหญ่ ทั้งรูปแบบ และจุดประสงค์ โดยเฉพาะสร้างสรรค์งานจิตรกรรม ศิลปินยุคใหม่ต่างพากันปลีกตัวออกจากการยึดหลักวิชาการ ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่ มีรากฐานมาจากศิลปะกรีก และโรมัน มาใช้ความรู้สึกนึกคิด และความคิด สร้างสรรค์ของแต่ละคนอย่างอิสระ แยกศิลปะออกจากศาสนา โดยสิ้นเชิง ศิลปะจึงเป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคลอย่างแท้จริง ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเต็มที่ จึงทำให้เกิดรูปแบบศิลปะใหม่ ๆ ขึ้นมากมาย ทั้งในยุโรป และสหรัฐอเมริกา
[แก้] มหาอำนาจในตะวันตก
ชาติมหาอำนาจในตะวันตกเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจเพราะมหาอำนาจเหล่านี้ ล้วนมีความสัมพันธ์ในประวัติศาสตร์เอเชีย อาทิ เช่น ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอังกฤษ ประเทศสเปน เป็นต้น ประเทศเหล่านี้ มีการแก่งแย่งชิงอาณานิคมตลอดมา ในอดีต สเปนมีอาณานิคมคือ ประเทศเม็กซิโก ประเทศแถบละตินอเมริกา เป็นต้น ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีอำนาจทัดเทียมกับอังกฤษในช่วง ศตวรรษที่ 17-19 เป็นอย่างมาก โดยมีอาณานิคมคือ ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา เป็นต้น ส่วนประเทศที่มีอาณานิคมมากที่สุดคือ ประเทศอังกฤษ หรือ สหราชอาณาจักร ได้ชื่อว่า ดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่ตกดิน เพราะมีอาณานิคมเยอะที่สุด และ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล มีอาณานิคม อาทิ เช่น ประเทศพม่า ประเทศมาเลเซีย เกาะฮ่องกง ประเทศอินเดีย เป็นต้น ส่วนในปัจจุบันประเทศอาณานิคมเหล่านี้ ได้รับเอกราชเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงแต่บางเกาะ หรือประเทศที่ยังคงเป็นอาณานิคมอยู่[1]
[แก้] อ้างอิง
[แก้] หนังสืออ่านเพิ่ม
- Ankerl, Guy (2000). Coexisting contemporary civilizations : Arabo-Muslim, Bharati, Chinese, and Western. INU societal research. Vol.1:. Geneva: INU Press. ISBN 2-88155-004-5.
- Bavaj, Riccardo: "The West": A Conceptual Exploration , European History Online, Mainz: Institute of European History, 2011, retrieved: November 28, 2011.
- Duchesne, Ricardo (2011): The Uniqueness of Western Civilization, Studies in Critical Social Sciences, Vol. 28, Leiden and Boston: Brill, ISBN 978-90-04-19248-5
- J.F.C. Fuller. A Military History of the Western World. Three Volumes. New York: Da Capo Press, Inc., 1987 and 1988.
- V. 1. From the earliest times to the Battle of Lepanto; ISBN 0-306-80304-6.
- V. 2. From the defeat of the Spanish Armada to the Battle of Waterloo; ISBN 0-306-80305-4.
- V. 3. From the American Civil War to the end of World War II; ISBN 0-306-80306-2.