โลกตะวันตก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ชาวตะวันตก)

ทำไมถึงเรียกว่าตะวันตก[แก้]

ก่อนหน้าที่มาร์โค โปโล ยังมิได้เดินทางออกไปสำรวจทวีปเอเชีย ผู้คนชาวยุโรป ยังมิค่อยได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับชาวเอเชีย สักเท่าไร จนกระทั่งที่ หนังสือ “บันทึกการเดินทางของมาร์โค โปโล” ได้พิมพ์ออกจำหน่าย ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ชาวยุโรป เป็นอย่างมาก ทำให้เกิดแรงบันดาลใจให้นักเดินทางอีกหลายคนเ ช่น คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เฟอร์ดินานด์ แมกเจลเลน เป็นต้น จากการเดินทางในครั้งนั้น ส่งผลให้ชาวเอเชีย ติดต่อค้าขายกับชาวยุโรป เป็นต้นมา ทวีปเอเชียอยู่ทางตะวันออกของทวีปยุโรป ชาวยุโรป จึงเรียก ชาวเอเชียว่า ชาวตะวันออก และ ทวีปยุโรปอยู่ทางตะวันตกของทวีปเอเชีย ชาวเอเชีย จึงเรียก ชาวตะวันตก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงเรียกกันอย่างติดปากในบันทึกของนักเดินทาง ว่า ชาวตะวันออก และ ชาวตะวันตก ภายหลังมีการค้นพบทวีปอเมริกา จึงมีการเหมารวมเป็น ชาวตะวันตก ปัจจุบัน เราเรียกชาวตะวันตก ต่อเมื่อ เขาเป็นคนฝรั่ง เช่น ชาวยุโรป ชาวอเมริกัน ชาวออสเตรเลีย ล้วนเรียกว่า ชาวตะวันตก

ยุคต่างๆในโลกตะวันตก[แก้]

โลกตะวันตกแบ่งเป็นยุคกว้างๆ ได้ 4 ยุคคือ

  • ยุคก่อนประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์ คือ งานศิลปะที่เริ่มทำต่อกันมาก่อนที่มนุษย์จะรู้จักการบันทึกเรื่องราว นับตั้งแต่ยุคหินเก่าตอนปลาย ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาประมาณ ๓o,ooo-๑o,ooo ปีมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง ๑๕,ooo-๑o,ooo มนุษย์ได้เขียนภาพสี และขูดขีดบนผนังถ้ำ และเพิงผา เป็นภาพสัตว์ ภาพการล่าสัตว์ และภาพลวดลายเรขาคณิต โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงออกเกี่ยวกับวิถีชีวิตประจำวัน และความสามารถในการล่าสัตว์

เหล่านี้มักระบายด้วยถ่านไม้ และสีที่ผสมกับไขมันสัตว์ พบได้ทั่วไปในประเทศฝรั่งเศสและภาคเหนือของประเทศสเปน ที่มีชื่อเสียงมาก ได้แก่ ถ้ำลาสโกซ์ ในฝรั่งเศส และถ้ำอัลตามิรา ในสเปน งานศิลปะในยุคเก่าไม่มีเพียงแต่การเขียนภาพเท่านั้นยังมีการปั้นรูปด้วยดินเหนียว หรือแกะสลักบนกระดูก เขาสัตว์ และงาช้าง เรื่องราวที่นิยมทำกัน ได้แก่ การล่าสัตว์ หรือภาพคนที่เป็นสตรี ซึ่งอาจมีความหมายถึงการให้กำเนิดเป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับชนเผ่า

ไฟล์:.lasgo.jpg
ภาพจิตรกรรมบนผนังถ้ำอัลตามิรา ในสเปน

ของศิลปะยุคโบราณ สามารถจำแนกได้ดังต่อไปนี้

  1. ยุคอียิปต์ (2650 ปีก่อน พ.ศ.-พ.ศ. 510)

ชาวอียิปต์มีศาสนาและพิธีกรรมอันซับซ้อน แทรกซึมเป็นวัฒนธรรมอยู่ในสังคมเป็นเวลานาน มีการนับถือเทพเจ้าที่มีลักษณะหลากหลาย ดังนั้น งานจิตรกรรม งานประติมากรรม และงานสถาปัตยกรรม ส่วนมากจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา พิธีกรรม โดยเฉพาะพิธีฝังศพ ซึ่งมีความเชื่อว่า เมื่อตายแล้วจะยังมีชีวิตอยู่ในโลกใหม่ได้อีก จึงมีการรักษาศพไว้อย่างดี และนำสิ่งของเครื่องใช้ที่มีค่าของผู้ตายบรรจุตามลงไปด้วย

  1. ยุคเมโสโปเตเมีย

เมโสโปเตเมียเป็นอารยธรรมเก่าแก่ที่เกิดขึ้นระหว่างลุ่มแม่น้ำไทกรีส และแม่น้ำยูเฟรติส โดยทั่วไปดินแดนเมโสโปเตเมียจะมีลักษณะภูมิอากาศร้อน และแห้งแล้ง จะมีเฉพาะบริเวณสองฝั่งของแม่น้ำเท่านั้นที่อุดมสมบูรณ์ ความเก่าแก่ของอารยธรรมเมโสโปเตเมียนี้เชื่อว่า มีมานานไม่แพ้อียิปต์ เพราะไม่มีหลักฐานใดๆ ที่บ่งบอกว่าได้รับอิทธิพลมาจากอียิปต์ โดยดินแดนแถบนี้จะประกอบด้วยผู้คนหลายเชื้อชาติเข้ามาตั้งชุมชนของตนเอง แต่ชนชาติที่เก่าแก่ที่สุด คือ ซูเมอร์ และบาบิโลเนีย

  1. ยุคกรีก (๕oo ปีก่อน พ.ศ.-พ.ศ. ๔๔o)

ศิลปะของกรีกจะยึดมั่นในเหตุผล และความสมบูรณ์ของมนุษย์ ต่างจากพวกอียิปต์และเมโสโปเตเมียที่ใช้ศิลปะไปในทางบูชา และเซ่นสรวงเกี่ยวกับศาสนา พวกกรีกถือว่า ร่างกายของมนุษย์เป็นความงามตามธรรมชาติดุจเช่นเดียวกับภูเขา ต้นไม้ สาย และน้ำ ดังนั้นศิลปกรรมของชาวกรีกจึงแสดงถึงความสมบูรณ์ของร่างกายมนุษย์อย่างชัดเจน ชาวกรีกมีความเชื่อว่า "มนุษย์เป็นมาตรวัดสรรพสิ่ง" ซึ่งความเชื่อนี้เป็นรากฐานทางวัฒนธรรมของชาวกรีก เทพเจ้าของชาวกรีกจะมีรูปร่างอย่างมนุษย์ และไม่มีความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายเหมือนชาวอียิปต์ ดังนั้น จึงไม่มีสุสาน หรือพิธีฝังศพที่ซับซ้อนวิจิตรเหมือนกับชาวอียิปต์

  1. ยุคโรมัน (พ.ศ. ๓๔o-พ.ศ. ๘๗o)

กรีกถูกพิชิตโดยโรมัน แต่กลับนำศิลปะและวัฒนธรรมที่เจริญกว่ามาชนะใจชาวโรมัน ทำให้ชาวโรมันยอมรับในศิลปะกรีกเหมือนกับ Philip ของ Macedon และ Alexander ซึ่งเขาทั้งหลายได้พิจารณาแล้วว่า วัฒนธรรม และศิลปะกรีกนั้นเหนือกว่าวัฒนธรรมอื่นใด แต่ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบ้างให้สอดคล้องกับอุปนิสัย ธรรมเนียมประเพณี และความคิด ทำให้งานทั้ง 2 ชาติต่างกันบ้าง โดยกรีกเน้นความเรียบง่ายสง่างาม เพื่อแสดงพุทธิปัญญา และความเป็นปราชญ์ แต่โรมันเน้นความหรูหรา สง่างาม อำนาจ สนองความต้องการทางกาย และความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิ เหมือนกันกับจักรวรรดิเฮลเซลนิก ที่เกิดก่อน จักรวรรดิโรมันได้ยึดเอารูปแบบลักษณะของกรีกอย่างชัดเจน จักรวรรดิโรมันได้ขนเอางานศิลปะกรีกจำนวนนับพันรวมถึงการเลียนแบบอีกจำนวนมหาศาลจริงๆ แล้วจำนวนไม่น้อยของงานศิลปะกรีกในปัจจุบัน เรารู้จักผ่านการเลียนแบบของโรมันแทบทั้งนั้น (ของกรีกแท้เหลือน้อย ศิลปะกรีกส่วนใหญ่ คือ ศิลปะกรีกที่โรมันทำจำลองขึ้น) เทพของกรีกถูกปรับเปลี่ยนสู่ศาสนาของโรมัน เทพ Jupiter จากภาษากรีก เป็นภาษาละติน กลายเป็น Zeus เทพ Venus กลายเป็น Aphrodite และอื่นๆ อีกมาก ในช่วงแรกๆ โรมันใช้แบบแผนสถาปัตยกรรมของกรีก ในการก่อสร้างอาคาร และวิหารของตน ชอบเป็นพิเศษ จนกระทั่งเขาทั้งหลายได้กลายเป็นชาวโรมันในที่สุด ในช่วงหลังโรมันมีการพัฒนาด้านศิลปะมากขึ้นโดยเฉพาะด้านสถาปตยกรรมที่มีรูปแบบเฉพาะตัว และเทคนิคที่มีความโดดเด่น แม้กระทั่งในยุคปัจจุบันสถาปัตยกรรมจำนวนมากก็ได้อิทธิพลทางด้านรูปแบบ และวิธีการมาจากโรมัน

  • ยุคกลาง
เวลา การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ศิลปวัฒธรรม
ยุคกลาง - ชนเผ่าเยอรมันได้ตั้งอาณาจักรปกครองดินแดนส่วนต่างๆ ขึ้น - ทำเกษตรกรรมระบบนาเปิด - วุ่นวายมากคนทั่วไปอ่านและเขียนหนังสือไม่ได้ 1. เป็นยุคมืด คือ ยุคที่งานสร้างสรรค์ศิลปะของกรีก - โรมัน หยุดชะงักลง
ยุคกลาง พวกแฟรงค์ ในสมัยของพระเจ้าชาร์ลมาญได้รวบรวมดินแดนและตั้งเป็นจักรวรรดิเดียวกันได้สำเร็จ - อำนาจของขุนนางมีจำกัด - เกิดระบบเศรษฐกิจแบบฟิวดัล - เป็นสังคมชนบท 2. มีสถาปัตยกรรม นิยมสร้างปราสาทใหญ่โต มีกำแพงสูง และหนา
- ดินแดนของจักรวรรดิ แบ่งออกเป็น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี - การค้าซบเซาจากระบบฟิวดัล - เกิดชุมชนเมืองขึ้น - สังคมศักดินา - สวามิภักดิ์เริ่มเสื่อม - แบ่งกลุ่มชน เป็นชนชั้นปกครอง สามัญชน และพระ 3. ศิลปะโรมาเนสก์และโกธิค

ศิลปะโรมาเนสก์ เช่น - หอเอนเมืองปิซา – อิตาลี

- รูปพระเยซูบนประตูทางเข้าโบสถ์แซงค์ฟัว ฝรั่งเศส

ศิลปะโกธิค เช่น

- วิการนอเตรอดาม ฝรั่งเศส

- วิหารออร์เวียตโต อิตาลี

ยุคใหม่เริ่มขึ้นตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ในประเทศฝรั่งเศส สืบเนื่องจากความเจริญทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางศิลปะอย่างขนานใหญ่ ทั้งรูปแบบ และจุดประสงค์ โดยเฉพาะสร้างสรรค์งานจิตรกรรม ศิลปินยุคใหม่ต่างพากันปลีกตัวออกจากการยึดหลักวิชาการ ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่มีรากฐานมาจากศิลปะกรีก และโรมัน มาใช้ความรู้สึกนึกคิด และความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคนอย่างอิสระ แยกศิลปะออกจากศาสนาโดยสิ้นเชิง ศิลปะจึงเป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคลอย่างแท้จริง ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเต็มที่ จึงทำให้เกิดรูปแบบศิลปะใหม่ๆ ขึ้นมากมาย ทั้งในยุโรป และสหรัฐอเมริกา

มหาอำนาจในตะวันตก[แก้]

ชาติมหาอำนาจในตะวันตกเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจเพราะมหาอำนาจเหล่านี้ ล้วนมีความสัมพันธ์ในประวัติศาสตร์เอเชีย อาทิ เช่น ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอังกฤษ ประเทศสเปน เป็นต้น ประเทศเหล่านี้ มีการแก่งแย่งชิงอาณานิคมตลอดมา ในอดีต สเปนมีอาณานิคมคือ ประเทศเม็กซิโก ประเทศแถบละตินอเมริกา เป็นต้น ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีอำนาจทัดเทียมกับอังกฤษในช่วง ศตวรรษที่ 17-19 เป็นอย่างมาก โดยมีอาณานิคมคือ ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา เป็นต้น ส่วนประเทศที่มีอาณานิคมมากที่สุดคือ ประเทศอังกฤษ หรือ สหราชอาณาจักร ได้ชื่อว่า ดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่ตกดิน เพราะมีอาณานิคมเยอะที่สุด และ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล มีอาณานิคม อาทิ เช่น ประเทศพม่า ประเทศมาเลเซีย เกาะฮ่องกง ประเทศอินเดีย เป็นต้น ส่วนในปัจจุบันประเทศอาณานิคมเหล่านี้ ได้รับเอกราชเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงแต่บางเกาะ หรือประเทศที่ยังคงเป็นอาณานิคมอยู่[1] [2][3][4]

อ้างอิง[แก้]

หนังสืออ่านเพิ่ม[แก้]

V. 1. From the earliest times to the Battle of Lepanto; ISBN 0-306-80304-6.
V. 2. From the defeat of the Spanish Armada to the Battle of Waterloo; ISBN 0-306-80305-4.
V. 3. From the American Civil War to the end of World War II; ISBN 0-306-80306-2.