ชั่วนิรันดร์ (วรรณกรรม)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ชั่วนิรันดร์  
Chuaniran.jpg
ปก "ชั่วนิรันดร์" ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2
ผู้ประพันธ์ นาตาลี แบ็บบิต
ชื่อต้นฉบับ Tuck Everlasting
ผู้แปล สุริยฉัตร ชัยมงคล
ผู้สร้างสรรค์ภาพประกอบ เฉลิมชาติ เจริญดียิ่ง
ผู้สร้างสรรค์ปก อภิชัย วิจิตรปิยกุล
ประเทศ Flag of the United States สหรัฐอเมริกา (ต้นฉบับ)
ภาษา ภาษาอังกฤษ (ต้นฉบับ)
ผู้เผยแพร่ สำนักพิมพ์ผีเสื้อ
วันเผยแพร่ ไทย
สิงหาคม 2544
(พิมพ์ครั้งที่ 2)
ชนิดสื่อ วรรณกรรมเยาวชน
วรรณกรรมแนวจินตนิมิต
จำนวนหน้า 192 หน้า
ISBN ธงชาติของไทย ไทย
ISBN 974-14-0197-3

ชั่วนิรันดร์ (อังกฤษ: Tuck Everlasting) เป็นวรรณกรรมอันสร้างสรรค์โดยนาตาลี แบ็บบิต (อังกฤษ: Natalie Babbitt) นักเขียนวรรณกรรมแนวจินตนิมิตสัญชาติอเมริกัน

หนังสือนี้แปลเป็นภาษาไทยโดยสุริยฉัตร ชัยมงคล จัดพิมพ์ในประเทศไทยโดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2539 และพิมพ์ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2544 โดยในฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 มีสุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร เป็นบรรณาธิการต้นฉบับ อภิชัย วิจิตรปิยกุล วาดภาพปก และเฉลิมชาติ เจริญดียิ่ง วาดภาพประกอบในเล่ม

เรื่องย่อ[แก้]

สาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้ เกี่ยวกับครอบครัวสกุลทัค (อังกฤษ: Tuck) ซึ่งประกอบด้วยแองกัส ทัค (อังกฤษ: Angus), เม ทัค (อังกฤษ: Mae) ภรรยาของแองกัส, เจสซี ทัค (อังกฤษ: Jesse) และไมส์ (อังกฤษ: Miles) บุตรสองคนของแองกัสกับเม และมิตรภาพของพวกเขากับเด็กหญิงนามว่า "วินนีเฟรด ฟอสเตอร์" (อังกฤษ: Winnifred Foster) หรือ "วินนีย์" (อังกฤษ: Winney) ผู้ถูกครอบครัวคอยจ้ำจี้จ้ำใจในทุกเรื่องจนทำให้เธอเกิดความคิดจะหนีออกจากบ้านไปหาความอิสระ วันหนึ่งวินนีย์จึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านจริง ๆ โดยเดินฝ่าเข้าไปในป่าทรีแก็ป (อังกฤษ: Treegap) อันเป็นสมบัติของครอบครัวเธอเอง

วินนีย์เดินดุ่ม ๆ ไปพบกับครอบครัวทัค และได้ใช้ช่วงเวลาอันน่าจดจำที่สุดที่ในชีวิตของเธอกับพวกเขา เธอได้ทราบว่าเรื่องน่าพิศวงที่สุดในโลกว่า ครอบครัวทัคเป็นอมตะเนื่องจากได้เผอิญดื่มน้ำพุตาหนึ่งในป่าทรีแก๊ปเข้าไป และเธอก็ได้หลงรักเจสซีผู้มีรูปลักษณ์หยุดอยู่ ณ วัยสิบเจ็ดปีมากว่าเจ็ดสิบปีแล้ว ขณะที่ครอบครัวของวินนีย์ออกตามหาเธอนั่นเอง ชายสวมชุดเหลืองได้ปรากฏตัวเข้ามาเจรจาขอแลกป่าทรีแก๊ปที่พวกเขาครอบครองอยู่กับการนำตัววินนีย์กลับคืนมาให้ ความจริงแล้วชายสวมชุดเหลืองผู้นี้ตามหาน้ำพุตานั้นอยู่นาน และได้สะกดรอยไปฟังเรื่องราวของครอบครัวทัคจนจบสิ้น

เมื่อครอบครัวฟอสเตอร์ตกลง ชายสวมชุดเหลืองจึงไปยังครอบครัวทัคเพื่อนำตัววินนีย์จากไป แต่หาใช่ความประสงค์ของวินนีย์ไม่ ขณะชุลมุนกันอยู่นั้น เม ทัค ได้กวัดแกว่งปืนเก่าแก่ซึ่งไม่อยู่ในสภาพใช้การได้แล้วเพื่อป้องกันมิให้ชายผู้นั้นนำตัวเด็กหญิงไป ท้ายปืนฟาดโดนศีรษะชายสวมชุดเหลืองล้มลงขาดใจตายทันที ประจวบกับที่นายตำรวจแห่งทรีแก๊ปซึ่งได้รับแจ้งจากชายสวมชุดเหลืองให้ติดตามมาด้วยก่อนหน้านี้ ปรากฏตัวขึ้นพอดีและเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด จึงเข้าจับกุมตัวเม ทัค เรื่องที่น่ากลัวมิใช่การที่เม ทัค จะถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ แต่คือการที่เม ทัค ไม่อาจตายได้เพราะนางเป็นอมตะ ครอบครัวทัคไม่ต้องการให้ผู้คนทราบเรื่องน้ำพุประหลาดดังกล่าว หาไม่แล้วคนก็จะแห่กันมาแย่งดื่มกิน วัฏจักรแห่งความเปลี่ยนแปลงก็จะพังครืนลงไป สิ่งมีชีวิตทั้งหลายไม่อาจดำเนินไปได้โดยปรกติอีกต่อไป ครอบครัวทัคพร้อมด้วยวินนีย์จึงช่วยเหลือเมออกมาจากคุกก่อนจะหลบหนีไปไกลแสนไกล

ก่อนจากไป เจสซีขอร้องให้วินนีย์ดื่มน้ำพุเมื่อเธออายุได้สิบเจ็ดปี แล้วพวกเขาทั้งสองจะได้หนีไปอยู่ร่วมกันชั่วนิรันดร์ อย่างไรก็ดี วินนีย์มิได้ปฏิบัติตาม หลังจากที่เธอได้คิดทบทวนโอวาทของแองกัส ทัค ที่ว่า ทุกชีวิตต้องมีความเปลี่ยนแปลง แต่พวกทัคเป็นสิ่งที่ออกนอกวัฏจักรไปแล้ว เป็นเหมือนก้อนหินก้อนหนึ่ง คงอยู่อย่างนั้นไปชั่วนิรันดร์ แองกัสกล่าวว่า "อย่ากลัวความตาย แต่จงกลัวชีวิตที่มิได้ใช้ให้เป็นประโยชน์"

ในบทส่งท้ายของหนังสือนั้นเป็นภาพของแองกัส ทัค และเม ทัค นั่งเกวียนกลับมายังป่าทรีแก๊ปในห้าสิบเจ็ดปีถัดมาซึ่งมีวิทยาการสมัยใหม่และมีความเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปมากมาย พวกเขาพบว่าหลายปีก่อนเกิดเพลิงไหม้ป่าและตาน้ำพุก็สูญเสียไปจากเหตุการณ์ครานั้นแล้ว และพวกเขายังได้ไปยังสุสานในเมือง พบกับป้ายชื่อ "วินนีเฟรด ฟอสเตอร์" อันหมายความว่า วินนีย์เลือกจะเป็นเช่นปุถุชนธรรมดา มิใช่อมตชน


รางวัลที่ได้รับ[แก้]

หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลและประกาศยกย่องจากสถาบันและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับวรรณกรรมเยาวชนมากกว่า 10 สถาบัน หนึ่งในจำนวนนั้น คือ การได้รับเลือกเป็นหนังสือทรงค่าของสมาคมห้องสมุดอเมริกัน (อังกฤษ: American Library Association) และในนิตยสารฮอร์นบุค (อังกฤษ: Horn Book Magazine) หนังสือเล่มนี้ได้รับการลงคะแนนเสียงจากผู้อ่านทั่วสหรัฐอเมริกาให้เป็นหนังสือควรค่าแก่การอ่าน นอกจากนี้ หนังสือดังกล่าวยังได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติจานุสกอร์สซัก (อังกฤษ: Janusz Korczak Medal) และรางวัลคริสตอเฟอร์เพื่อหนังสือดีเด่นสำหรับเยาวชนประจำ พ.ศ. 2519 (อังกฤษ: 1976 Christopher Award for Best Book for Young People) กับทั้งนักวิชาการแอนิทา ซิลวีย์ (อังกฤษ: Anita Silvey) ยังคัดเลือกหนังสือนี้ให้เป็นหนึ่งในหนังสือดีเด่นร้อยเล่มเพื่อเยาวชน ด้วย

ภาคดัดแปลง[แก้]

วรรณกรรม "ชั่วนิรันดร์" ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์สองครั้ง ครั้งแรกใน พ.ศ. 2524 โดยบริษัทวันแพสมีเดีย (อังกฤษ: One Pass Media) และครั้งที่สองใน พ.ศ. 2545 โดยวอลต์ดิสนีย์ ชื่อไทยว่า "มหัศจรรย์รักกลางป่าใหญ่"

อ้างอิง[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]