จุฬาตรีคูณ (นวนิยาย)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก จุฬาตรีคูณ (นิยาย))
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ จุฬาตรีคูณ
จุฬาตรีคูณ  
จุฬาตรีคูณ.JPG
ปกหนังสือ จุฬาตรีคูณ
ผู้ประพันธ์ ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ
ประเทศ ประเทศไทย
ภาษา ไทย
ประเภท นวนิยายโรแมนซ์

จุฬาตรีคูณ เป็นนวนิยายของพนมเทียน (ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ) ประพันธ์เสร็จในปี พ.ศ. 2491[1] แต่ไม่ได้รับการตีพิมพ์เนื่องจากสำนักพิมพ์ปฏิเสธ[1][2] ซึ่งต่อมาวงดนตรีสุนทราภรณ์นำมาทำเป็นละครประกอบเพลง โดยมีครูเอื้อ สุนทรสนาน และครูแก้ว อัจฉริยะกุล ประพันธ์เพลงประกอบ จนทำให้ได้ตีพิมพ์และได้รับความนิยมมากมาจนถึงปัจจุบัน

โครงเรื่อง[แก้]

ดารารายพิลาส ธิดากษัตริย์แคว้นกาสี มีเมืองหลวงคือกรุงพาราณสี ผู้เกลียดและกลัวความงามเพราะเชื่อว่าพระมารดา ดาราราย ถูกสังเวยเพราะความงาม ดาราราย เป็นสตรีที่มีความงามเกินพรรณาและผู้ใหญ่ได้จัดการมั่นหมายให้สมรสกับกษัตริย์กรุงพาราณสี แต่ ดาราราย กลับมีคนรักอยู่ก่อนแล้ว นางได้หนีไปหาคนรักของนางหลังจากที่นางได้ให้ประสูติ ดารารายพิลาส ให้กับกษัตริย์กรุงพาราณสี ชาวเมืองพาราณสีจึงมีมติให้นางนำไปถ่วงน้ำที่จุฬาตรีคูณ ดารารายพิลาส จึงมักไปบวงสรวงจุฬาตรีคูณเพื่อขอให้นางอัปลักษณ์และไม่มีใครรัก นางจะได้ไม่ถูกนำมาถ่วงน้ำที่จุฬาตรีคูณเหมือนพระมารดา

อริยวรรต จอมกษัตริย์แห่งมคธ ต้องการรวมแผ่นดินชมพูทวีปให้เป็นหนึ่ง ด้วยคำอ้างว่าเพื่อรวบรวมเผ่าพันธุ์มคธที่แตกสานซ่านเซ็นกันไปในครั้งศึก อารยัน หลายต่อหลายอาณาจักรที่ยาตราทัพผ่านและมีชัยเหนือแผ่นดินเหล่านั้น จนเมื่อยกทัพมาหยุดยั้งตรงริมฝั่งแม่น้ำคงคา เพื่อข้ามไปยังกรุงพาราณสี ราตรีนั้น อริยวรรต ได้นิมิตเห็นนางงามผู้หนึ่งสะอื้นไห้ด้วยชิงชังในความงามของนางเอง ด้วยความรุ่มร้อนอยากค้นหานางในฝันและต้องการรู้ว่าทำไมนางจึงต้องการเช่น นั้น จึงเลิกทัพแล้วชักชวน ขัตติยะราเชนทร์ พระอนุชา ข้ามฝั่งนทีเพื่อตามหานางในฝัน แต่ด้วยเหตุที่รู้ว่าเป็นลางร้าย ขัตติยะ จึงเพียรขัดขวางแนะนำให้กลับไป อภิเษกกับเจ้าหญิง อาภัสรา พระคู่หมั้น แม้ว่าตนเองจะผูกสมัครรักใคร่อยู่กับนาง แต่เป็นเพราะพระราชบิดาทรงจัดการหมั้นหมายให้ก่อนจะสวรรคต อริยวรรต ทรงทราบพระทัยของคู่รักดีและคิดจะให้ทั้งคู่อุปภิเษกกัน แต่ ขัตติยะราเชนทร์ ทรงปฏิเสธ

อริยวรรต ตั้งพระทัยมั่นที่จะตามหานางในฝันให้ได้ ทำให้ ขัตติยะราเชนทร์ จำยอมปลอมเป็น กัญญะ ผู้มีเสียงเสนาะปานนกโกกิลา และ อริยวรรต ทรงปลอมพระองค์เป็นพราหมณ์ วิพาหะ ผู้มีจักษุเพียงข้างเดียว ทั้งสองเข้าไปถึงชานเมืองพาราณสีวันเดียวกับที่เจ้าหญิง ดารารายพิลาส ทรงหมั้นกับ กาฬสิงหะ กษัตริย์แห่งเวสาลีและเสด็จมานมัสการองค์ศิวะเทพที่เทวาลัย สองสหายเมื่อทราบความก็รีบหลบเข้าข้างทางซอกซอนหาทางเข้าเทวาลัย เมื่อ เทวตี นางแม่มดผู้ดูแลวิหารอัญเชิญเสด็จเจ้าหญิงเข้าสู่เทวาลัยใต้เงื้อมผา มีแต่เหล่าพี่เลี้ยงนางกำนัลตามเสด็จเข้าไป ทันใดนั้นเกิดแผ่นดินไหวหินถล่มลงมาทับนางแม่มดและเหล่านางกำนัลตายสิ้น ส่วนเจ้าหญิงนั้น วิพาหะ เข้าไปช่วยพาออกมาจากที่ทรงยืนนิ่งเพราะต้องมนต์อยู่ได้ทัน ทำให้ทรงรอดชีวิตมาเพียงผู้เดียว จากการช่วยชีวิตของเจ้าหญิง ดารารายพิลาส ทำให้สองสหายได้เข้าไปอยู่ในพระราชวังตามคำเชิญของพระเจ้ากรุงพาราณสี

พราหณ์ วิพาหะ แฝงตัวเข้าไปพบเจ้าหญิงที่จุฬาตรีคูณซึ่งอยู่ติดกับอุทยานด้านหลังของปราสาทที่บรรทมของนางและแสดงรูปโฉมแท้จริง แต่ไม่ได้บอกว่าที่แท้ตนเป็นใคร ในที่สุดทั้งคู่ผูกรักสมัครใคร่ อริยวรรต ได้ทราบว่าที่แท้ชนนีของ ดารารายพิลาส ก็ถูกบังคับให้กระโจนลงสูวังน้ำวนเบื้องล่างที่สถานจุฬาตรีคูณ การแฝงตัวของ อริยรรต ไม่อาจรอดพ้นหูตาของฝ่ายกาสีจึงโดยจับไปขังคุก ดารารายพิลาส แอบเข้าไปปล่อยให้ อริวรรต เป็นอิสระแต่ขอคำมั่นว่าจะไม่บุกแคว้นตนแต่ถูกปฏิเสธ ทำให้นางตัดสินใจตะโกนเรียกทหาร ก่อนที่ อริยวรรต จะเพลี่ยงพล้ำ ขัตติยะราเชนทร์ นำทหารมาช่วยทำให้หนีออกไปได้ และ อริยวรรต ก็พา ดารารายพิลาส ขึ้นม้าหนีออกไปด้วยแต่ ขัตติยะราเชนทร์ เสียท่าโดนจับไว้แทน ทางพาราณสีเสนอให้แลกเปลี่ยนเชลย คราแรก อริยวรรต ไม่ยอมเพราะไม่ต้องการเสียนางไปแต่จะบุกกาสีแทน ดารารายพิลาส ไม่ยอมเป็นคนบาปของแคว้นและตัดใจกล่าวตัดขาดกับ อริยวรรต เพื่อให้ทรงยินยอมแลกเปลี่ยนเชลย คล้อยหลังนางไปไม่นาน ขัตติยะราเชนทร์ ก็หนีกลับมาได้แต่ไม่ทันยับยั้งการแลกเปลี่ยน

อริยวรรต เสียพระทัยที่ถูกนางตัดรอนทำให้ไม่มีพระสติทรงตัดสินพระทัยอภิเษกกับพระคู่หมั้นโดยให้พระอนุชาไปรับเจ้าหญิง อาภัสรา มาจากมคธมาจัดพิธีอุปภิเษกกลางป่าโดยไม่ฟังคำทัดทานของใครว่าผิดโบราณราชประเพณีและเป็นลางวิบัติ หลังงานพิธีเจ้าหญิง ดารารายพิลาส ทรงหนีจากงานอภิเษกของตนเองมาได้ แต่กลับพบว่า อริยวรรต มีราชินีแห่งมคธไปแล้ว เจ้าหญิงทรงเสียพระทัยยิ่งนักวิ่งออกไปราวกับวิกลจริต

เมื่อรู้ว่าตนได้กลายเป็นผู้ทรยศต่อความรักของเจ้าหญิงอันเป็นที่รัก อริยวรรต ทรงคลุ้มคลั่ง ยืนกรานยกทัพบุกแคว้นพาราณสีเพื่อติดตามความรัก แม้จะเสี่ยงทายต่อแม่น้ำคงคาว่าการไปครานี้คงไม่รอดชีวิตกลับมา แม้พระอนุชาจะทรงทัดทานเพียงไรก็ไม่ฟังกลับยกบัลลังก์แคว้นมคธให้ครอง ส่วนพระองค์เองบุกเข้าแคว้นพาราณสี เมื่อ ขัตติยะราเชนทร์ และราชินีแห่งมคธยกทัพตามไปช่วยก็ไม่ทันเสียแล้ว อริยวรรต ได้ทรงต้องอาวุธสวรรคต และเมื่อถามหาเจ้าหญิง ดารารายพิลาส จากเหล่านางกำนัล ก็ได้ทรงทราบว่านางถูก กาฬสิงหะ และราษฎรทั้งอาณาจักรบังคับสู่สถานจุฬาตรีคูณ เช่นเสด็จแม่ของนาง

ตัวละครสำคัญ[แก้]

ดาราย ดารารายพิลาส

การประพันธ์และการตีพิมพ์[แก้]

คุณฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิเคยเล่าไว้ว่าในปี พ.ศ. 2490 ขณะมีอายุได้ 16 ปี (พ.ศ. 2490) ในหลักสูตรที่เรียนเกี่ยวกับวรรณคดีไทยมีเรื่อง “กามนิต-วาสิฎฐี” มีข้อความตอนหนึ่งที่ทำให้คุณฉัตรชัยสะดุดใจ เพราะพูดถึงวังน้ำวนอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งถือกำเนิดจากแม่น้ำคงคาและยมุนาไหลมาบรรจบกัน ความรุนแรงของสายน้ำที่มาบรรจบกันทำให้เกิดเป็นวังน้ำวนและในยามค่ำคืนก็จะมีทางช้างเผือกที่สว่างไสวขาวโพลนทอดยาวลงมาราวกับจะมาบรรจบกัน ณ ที่แห่งนั้น ทางช้างเผือกถูกเรียกขานว่า “คงคาสวรรค์” จึงเท่ากับเป็นการบรรจบกันของแม่น้ำ 3 สาย คือ จากพื้นพิภพ 2 สาย และจากสรวงสวรรค์อีก 1 สาย ตำแหน่งที่แม่น้ำ 3 สายได้มาบรรจบกันนั้นถูกเรียกว่า “จุฬาตรีคูณ” ซึ่งคุณฉัตรชัยคิดว่าเป็นชื่อที่ไพเราะและสถานที่คงจะสวยงามชวนฝัน หากเอาคำนี้มาผูกเป็นนิยายรักที่ออกเศร้าคงดีไม่น้อย

"อริยวรรตผู้ทรยศของข้าฯ เอ๋ย ท่านได้มาแล้ว ยังสถานแห่งความรักนี้ มาเถิด จงมาดื่มความพิศวาสกับข้าฯ ณ ที่นี้ ด้วยว่ารักนั้นได้ให้อภัยหมดสิ้นแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง"
คำโปรยที่ปกหลัง

ในปีถัดมา เมื่อมีโอกาสได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของอินเดีย จึงค้นพบว่าแม่น้ำคงคาและยมุนามีจุดบรรจบกันจริงตามที่ว่า ณ เมืองพาราณสี เมืองหลวงของแคว้นกาสี เมื่อเป็นดังนี้ "จุฬาตรีคูณ" ต้องมีอยู่จริงที่เมืองนี้ จึงคิดเอาไว้ว่าจะต้องเป็นเขียนเรื่องที่เป็นจินตนิยาย แบบย้อนยุค และออกแนวเศร้าแบบที่คิดไว้แต่แรก และยังได้แนวคิดมาจากเรื่องของ นาร์ซิสซัส[1] รูปงามผู้ซึ่งเมื่อยามที่มองลงไปบนผืนน้ำแล้วได้เห็นเงาร่างของตัวเอง ก็บังเกิดความหลงใหลในเงาของตน คุณฉัตรชัยจึงจินตนาการว่าหากมีสตรีนางหนึ่ง เกิดมีความคิดกลับกันในทางตรงกันข้ามจะน่าสนใจขนาดไหนกัน เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงเริ่มเขียน 3 เดือนให้หลังจึงแล้วเสร็จ

กระแสตอบรับ[แก้]

การดัดแปลงไปยังสื่ออื่น[แก้]

ปัจจุบัน (2554) โรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม ได้นำมาดัดแปลงและนำมาแสดงเป็นละครเวทีการกุศล โดยมีทีมคิดบวกสิปป์มาช่วยกำกับการแสดง 7-9 กุมภาพันธ์ 2557 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้นำไปแสดงเป็นละครเวที ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี โดยมีรองศาสตราจารย์มนตรี มีเนียมเป็นผู้เขียนบทและกำกับการแสดง ในการแสดงครั้งนี้มูลนิธิสุนทราภรณ์ ได้อนุญาตให้นำเพลงชุดจุฬาตรีคูณไปขับร้องและบรรเลงประกอบการแสดงโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 "พนมเทียน" กับ60ปี"จุฬาตรีคูณ", สยามดารา, สืบค้นวันที่ 3 พ.ย. 2553
  2. จุฬาตรีคูณ, OKnation, สืบค้นวันที่ 3 พ.ย. 2553