จิต (ศาสนาพุทธ)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

จิต หมายถึงสิ่งที่เรียกว่าอยู่นอกเหนื่อความคิด เหตุผล ตรรกะ จิตสามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความคิด กับปัญญาญาณ

พระพุทธศาสนาจำกัดความคำว่า จิต ไปในทางธาตุรู้หรือธาตุคิด ที่มีกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปตามองค์ประกอบหรือคุณภาพต่าง ๆ ที่เรียกว่า เจตสิก กระบวนการนี้เกิดดับไปตามแต่ที่จิตจะเหนี่ยวสิ่งใดขึ้นมาจับไว้ จิตจึงเป็นความคิดที่เกิด ๆ ดับ ๆ ในอภิธรรมกล่าวว่ามี 89 หรือ 121 คุณลักษณะ มีลักษณะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ตามการปรุงแต่งของเจตสิก ส่วนใหญ่ใช้คู่กับคำว่า ใจ แต่คำว่าใจเมื่อประสมกับคำอื่นมักจะบ่งถึงสภาพความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่าจะเป็นกระบวนการทางความคิดที่เกิดดับ ตัวอย่างเช่น เสียใจ บ่งสภาพความเศร้าโศก ดีใจบ่งสภาพความดียินดี ในที่นี้คำว่าใจจึงบอกถึงสภาพของสิ่งหนึ่ง ที่เป็นศูนย์กลางของความรู้สึกมากกว่าจะเป็นกระบวนการของความคิด เหมือนอย่างคำว่า จิต

ในทางพระพุทธศาสนาไม่ถือว่าจิตเป็นตัวตนที่แท้จริงแต่ถือว่าเป็นสิ่งที่อาศัยเหตุปัจจัยหลายอย่างทำให้เกิดขึ้น ตามกฎแห่งอนัตตา (ทุกสิ่งไม่ตัวตนที่จริงแท้) คือไม่มีตัวตนอันเป็นแก่น เหมือนต้นไม้ย่อมอาศัยดิน ราก ใบ แสงแดด อากาศ กิ่ง ทำให้มีตัวตนที่เรียกว่าต้นไม้ขึ้น สรรพสิ่งดูเหมือนมีตัวตนเพราะอิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้น เมื่อแยกออกก็ว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย เช่นเดียวกับจิตอย่างไม่มีข้อยกเว้น จิตดำรงอยู่ได้ด้วยการอิงอาศัยกันของสิ่งที่เรียกว่าเจตสิกอันเป็นองค์ประกอบของจิต ประกอบกันเป็นกระบวนการทำงานทั้ง7อย่างเรียกว่า ธรรมธาตุ๗ ที่กำเนิดขึ้นตามกลไกมหาปัฏฐาน (ปัจจัย๒๔) ที่เป็นไปตามกฎแห่งปฏิจจสมุปบาทโดยจะหมดเหตุแห่งกระบวนการทางจิตเมื่อกำจัดอวิชชาสังโยชน์ จิตเหมือนรถยนต์การที่จะเป็นรถขี่ได้ ๑ คัน

กลไกต่างๆย่อมต้องอยู่ในที่ๆเหมาะสม หรือเหมือนคอมพิวเตอร์ย่อมอาศัยโปรแกรมหลายๆโปรแกรมประกอบกันขึ้น มหาปัฏฐานเหมือนโปรแกรม (ยกขึ้นเป็นตัวอย่างเท่านั้น) เพียงแต่กระบวนการทางธรรมชาติย่อมใช้เวลาให้กฎแห่งเหตุผลทางธรรมชาติ (กฎนิยาม) เกี่ยวเนื่องกัน สมบูรณ์ตามรูปแบบจิตเหมือนในคัมภีร์มหาปัฏฐานจนเหมาะสมที่จะเป็นกระบวนการทางจิตที่ซับซ้อนอันเป็นต้นกำเนิดของจิตอันเป็นบ่อเกิดให้มีการเวียนว่ายตายเกิด

จิตนั้นมีสภาวะเดียวแต่มี 4 ชื่อที่ท่านแจงเพื่อความเข้าใจในบทบาทนั้นๆของจิต คือ

  1. จิต มาจากการที่เป็นสิ่งที่ถูกปรุงแต่งได้ เช่นคำว่าวิจิตร หมายเอาสภาวะของจิตที่แปรปรวนตามเจตสิกที่เข้ามาประกอบเป็น 89 อาการ
  2. วิญญาณ มาจากคำว่ารู้แจ้ง หมายเอา จิตที่ทำหน้ารับรู้ทางอายตนะทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
  3. มโน มาจากคำว่านโม ความน้อมน้อม มาเป็นความน้อมรู้ หมายเอากิริยาที่จิตให้ความสนใจต่อสิ่งใด หรือมุ่งหวังสนใจสิ่งใดเป็นสำคัญ เช่น มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐสุด สำเร็จได้ด้วยใจ
  4. ภวังค์ มาจากคำว่าองค์แห่งการเกิดภพ หรือตัวเกิด หมายเอากระบวนการของจิต ที่มีการเกิดหรือปฏิสนธิจิต ชวนะจิตต่างๆ ก็จะมาจบที่ภวังคจิตอันเป็นข้อมูลทั้งปวงของจิตหรือจิตใต้สำนึก ที่จะส่งต่อข้อมูลไปยังจิตดวงใหม่ก่อนที่จิตดวงเก่าจะดับ จึงมักใช้ในความหมายของจิตใต้สำนึกของจิต

แต่แม้จะมี 4 ชื่อแต่ก็เป็นสิ่งเดียวกัน แยกชื่อเพื่อใช้ในความที่จิตไปเกี่ยวข้องในด้านนั้นๆเท่านั้น

เนื้อหา

ความอัศจรรย์ของจิตมนุษย์ [แก้]

ในจำนวนสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงที่อุบัติขึ้นมาบนโลกใบนี้มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่มีความสามารถพิเศษทางจิต กล่าวคือสามารถอบรมและพัฒนาจิตอันเป็นนามธรรมให้เกิดขึ้นภายในจิตใจของตนเองได้ และความสามารถในการพัฒนาคุณสมบัติอันพิเศษทางจิตนี้ยังช่วยให้มนุษย์สามารถค้นพบปัญญาแห่งความรู้แจ้งนานัปการ รวมถึงปัญญาแห่งการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอีกต่อไป มนุษย์จึงถูกเรียกว่าเป็น "สัตว์ประเสริฐ"

ในขณะที่สัตว์โลกชนิดอื่นๆ ที่ต่ำกว่ามนุษย์ลงไปนั้นล้วนเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งมีเพียงอาการของสัญชาตญาณของการเป็นสัตว์โลกเท่านั้น จึงทำให้พวกมันไม่อาจเข้าใจในนามธรรม (พลังจิต) และไม่อาจพัฒนาสิ่งที่เป็นนามธรรมอันวิเศษนี้ได้ เฉกเช่นที่มนุษย์สามารถกระทำได้

ดังนั้นเรื่องของจิตและพลังที่เกิดจากจิตจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากสำหรับผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ทุกคน

สิ่งที่มีพลังอำนาจมากที่สุดในโลกธาตุและจักรวาลธาตุนี้ก็คือ "พลังแห่งจิต" แม้กระทั่งไอน์สไตน์ผู้คนพบระเบิดปรมาณู อันมีพลังอำนาจในการทำลายล้างอย่างมหาศาล ยังกล่าวยอมรับว่าพลังที่มีอำนาจมากที่สุดโลกนั้นมิใช่พลังที่มีอานุภาพอย่างไร้ขอบเขตไร้ขีดจำกัด เป็นพลังงานที่หาที่สุดมิได้ ...ด้วยเหตุนี้เองไอน์สไตน์จึงมีความสนใจในเรื่องของพลังจิต และกระบวนการอบรมจิตตามหลักการของพุทธศาสนา และเชือว่าศาสนาพุทธเท่านั้นที่จะสามารถนำเขาค้นพบสัจธรรมความจริงแห่งชีวิตอันยิ่งใหญ่บนโลกใบนี้ได้[1]

มีผู้วินิจฉัยเรื่องของจิตไว้ว่า ถ้าจิตเป็นนามธาตุซึ่งแยกต่างหากจากรูปธาตุ ซึ่งทฤษฎีสัมพันธภาพ ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ทำให้รู้ว่าสสารทำให้เกิดเวลาและระยะทาง หากจิตแยกต่างห่างจากรูปตามหลักพุทธศาสนา จิตย่อมหลุดพ้นเป็นอิสระจากเวลาและระยะทางได้ จนน่าจะสามารถหยั่งรู้ได้ทุกสิ่งโดยไม่ติดขีดจำกัดของเวลาและระยะทาง อีกทั้งมีการพิสูจน์ว่าเวลาของสัตว์แต่ละชนิดน่าจะไม่เท่ากัน เช่นจิตของเต่าจะนานกว่าจิตมนุษย์เป็นต้น กบจิตจะเร็วกว่ามนุษย์มากจนพริบตาที่กบจับแมลงมนุษย์จะจับตาไม่ทัน

การเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ละเอียดกว่า ให้พลังงานมากกว่าการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่หยาบ เพราะการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ละเอียด มีผลกระทบต่อเนื่องไปมากกว่าไกลกว่า จึงให้พลังงานมากกว่าการเปลี่ยนแปลงที่หยาบกว่า เช่นเดียวกับพลังงาน ธาตุของแข็ง (ดิน) ให้พลังน้อยกว่าเหลว ของเหลว (น้ำ) ให้พลังงานน้อยกว่าแก๊ส แก๊ส (ลม) ให้พลังงานน้อยกว่าพลาสม่า พลาสม่า (ไฟ) ที่ความถี่ต่ำให้พลังงานน้อยกว่าพลาสม่าที่ความถี่สูง (เช่น รังสีเอ็ก) จิตนั้นเป็นสิ่งที่ละเอียดมาก ย่อมเปลี่ยนแปลงวัตถุได้ในระดับบริสุทธิได้ ความละเอียดของจิต อยู่ในระดับนามธรรม อยู่ในระดับจินตนาการ อยู่ในระดับอธิฏฐาน ดังนั้น พลังจิตจึงมีพลังมาก และ ผู้ที่จิตละเอียดในระดับบริสุทธิจึงมีพลังไร้ขีดจำกัด

ธรรมชาติของจิตมนุษย์ [แก้]

มนุษย์ทุกคนต่างมีจิตอันเป็นพลังในการขับเคลื่อนให้ชีวิตดำเนินไปได้ แต่ทุกวันนี้มนุษย์กลับสามารถใช้พลังจิตของตนเองได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งถ้าเทียบเป็นสัดส่วนแล้ว มนุษย์สามารถใช้พลังจิตที่มีอยู่ในตัวได้ไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์นั้น มนุษย์กลับไม่อาจเข้าไปใช้งานพลังเหล่านั้นได้เลย ทั้งนี้เพราะจิตส่วนนี้เป็นจิตไร้สำนึกที่อยู่เหนืออำนาจการควบคุมทางกาย ร่างกายจึงไม่สามารถเข้าไปบังคับควบคุมพลังจิตเหล่านั้นได้ แต่จิตในส่วนนี้กลับเป็นจิตส่วนที่มีพลังมากที่สุด และสามารถเปลี่ยนแปลงความเป็นไปของชีวิตเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ

จิตหรือนามธาตุนั้นจัดเป็นธาตุพลังงาน เช่นเดียวกับพืชที่โดยสภาวะเดิมแท้ (หลักวิทยาศาสตร์) ก็เป็นธาตุพลังงานเช่นเดียวกัน ดังนั้นพุทธศาสนาจึงไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่ออะไรในการที่จะเกิดมีสภาวะชีวิตของนามธาตุหรือจิตขึ้น เพราะพืชซึ่งเป็นสภาวะพลังงานเหมือนกันยังเกิดมีชีวิตได้เอง

จิต๘๙หรือ๑๒๑ จำแนกตามอภิธรรม [แก้]

อภิธรรมจัดจิตตามคุณภาพหรือคุณลักษณะ ที่ เจตสิกเข้ามาประกอบ มี 89 หรือ 121

กามาวจรจิต๕๔ [แก้]

กุสลจิต๒๔ [แก้]

  • จิตที่สหรคต (เป็นไปกับเวทนา) ด้วยโสมนัสหรืออุเบกขา
  • สัมปยุต (ประกอบกับสังขารเจตสิก) ญาณหรือปราศจากญาณ (หรือปัญญา)
  • สสังขาริก (มีใครชักชวน) หรืออสังขาริก (เกิดเองไม่มีใครชักชวน)

รวมเป็นกุศล ๘ และกุศลเช่นไร กิริยา และวิบากเป็นเช่นนั้น รวมเป็น๒๔

อกุสลจิต๑๒ [แก้]

โลภมูลจิต๘ [แก้]
  • จิตที่สหรคต (เป็นไปกับเวทนา) ด้วยโสมนัสหรืออุเบกขา
  • สัมปยุต (ประกอบกับสังขารเจตสิก) ทิฏฐิหรือปราศจากทิฏฐิ
  • สสังขาริก (มีใครชักชวน) หรืออสังขาริก (เกิดเองไม่มีใครชักชวน)
โทสมูลจิต๒ [แก้]
  • จิตที่สหรคต (เป็นไปกับเวทนา) ด้วยโทมนัส
  • สัมปยุต (ประกอบกับสังขารเจตสิก) ด้วยปฏิฆะ
  • สสังขาริก (มีใครชักชวน) หรืออสังขาริก (เกิดเองไม่มีใครชักชวน)
โมหมูลจิต๒ [แก้]
  • จิตที่สหรคต (เป็นไปกับเวทนา) ด้วยอุเบกขา
  • สัมปยุต (ประกอบกับสังขารเจตสิก) ด้วยอุทธัจจะหรือวิจิกิจฉา

อเหตุกจิต๑๘ [แก้]

กุศลวิบาก๘ [แก้]
  • จักขุวิญญาณ สหรคตด้วยอุเบกขา
  • โสตวิญาณ สหรคตด้วยอุเบกขา
  • ฆานวิญญาณ สหรคตด้วยอุเบกขา
  • ชิวหาวิญญาณ สหรคตด้วยอุเบกขา
  • กายวิญญาณ สหรคตด้วยอุเบกขา
  • สัมปฏิจฉันนจิต สหรคตด้วยอุเบกขา
  • สันตีรณจิต สหรคตด้วยอุเบกขา
  • สันตีรณจิต สหรคตด้วยโสมนัส
อกุศลวิบาก๗ [แก้]
  • จักขุวิญญาณ สหรคตด้วยอุเบกขา
  • โสตวิญาณสหรคตด้วยอุเบกขา
  • ฆานวิญญาณสหรคตด้วยอุเบกขา
  • ชิวหาวิญญาณสหรคตด้วยอุเบกขา
  • กายวิญญาณสหรคตด้วยทุกข์
  • สัมปฏิจฉันนจิตสหรคตด้วยอุเบกขา
  • สันตีรณจิตสหรคตด้วยอุเบกขา
อเหตุกิริยา๓ [แก้]
  • ปัญจทวารวัชชนจิต (จิตที่เป็นไปในทวาร๕)
  • มโนทวารวัชชนะจิต (จิตที่เป็นไปในมโนทวาร)
  • หสิตุปาทจิต (จิตร่าเริง)

มหัคคตจิต [แก้]

รูปาวจรจิต๑๕ [แก้]

  • ปฐมฌาน มีองค์ญาน๕คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
  • ทุติยฌานมีองค์ญาน๔คือ วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
  • ตติยฌานมีองค์ญาน๓คือ ปีติ สุข เอกัคคตา
  • จตุตถฌานมีองค์ญาน๒คือ สุข เอกัคคตา
  • ปัญจมฌานมีองค์ญาน๒คือ อุเบกขา เอกัคคตา

รวมเป็น กุศล ๕ กุศลเช่นไร กิริยา และวิบากเป็นเช่นนั้น รวมเป็น๑๕

อรูปาวจรจิต๑๒ [แก้]

  • อากาสานัญจายตนะ
  • วิญญาณัญจายตนะ
  • อากิญนัญจายตนะ
  • เนวสัญญานาสัญญายตนะ

รวมเป็น กุศล ๔ กุศลเช่นไร กิริยา และวิบากเป็นเช่นนั้น รวมเป็น๑๒

โลกุตตรจิต๘ [แก้]

  • โสดาปัตติมรรค เป็นกุศล
  • โสดาปัตติผล เป็นวิบาก
  • สกทาคามิมรรค เป็นกุศล
  • สกทาคามิผล เป็นวิบาก
  • อนาคามิมรรค เป็นกุศล
  • อนาคามิผล เป็นวิบาก
  • อรหัตตมรรค เป็นกุศล
  • อรหัตตผล เป็นวิบาก

จัดตามฌาน๕จะรวมเป็น๔๐

อ้างอิง [แก้]

  • พระมหารมย์ อนุธมฺมจารี (ป.ธ.๘) วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพ
  1. บูรพา ผดุงไทย, พลิกชีวิตด้วยพลังจิต, หจก. ส เจริญการพิมพ์, พ.ศ. ๒๕๕๑, หน้า ๑๖ - ๑๗