จิตรกรรมยุคเนเธอร์แลนด์ตอนต้น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


จิตรกรรมยุคเนเธอร์แลนด์ตอนต้น
Van Eyck - Arnolfini Portrait.jpg
ภาพเหมือนของครอบครัวอาร์โนลฟินิ” (ค.ศ. 1434)
โดย ยาน ฟาน เอค
หอศิลป์แห่งชาติ (ลอนดอน)
ประวัติศาสตร์ของจิตรกรรม
ของเนเธอร์แลนด์และเฟล็มมิช
เนเธอร์แลนด์ตอนต้น  (ค.ศ. 1400-1500)
เรอเนสซองซ์เนเธอร์แลนด์/เฟล็มมิช  (ค.ศ. 1500-84)
ยุคทองของเนเธอร์แลนด์  (ค.ศ. 1584-1702)
บาโรกเฟล็มมิช  (ค.ศ. 1585-1700)
รายชื่อจิตรกรชาวเนเธอร์แลนด์
รายชื่อจิตรกรชาวเฟล็มมิช

จิตรกรรมยุคเนเธอร์แลนด์ตอนต้น[1] (ภาษาอังกฤษ: Early Netherlandish painting; ภาษาเยอรมัน: Altniederländische Malerei) เป็นงานจิตรกรรมของจิตรกรในบริเวณกลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 ของยุคเรอเนสซองซ์เหนือโดยเฉพาะในบริเวณเมืองบรูจส์และเก้นท์ ที่เริ่มในช่วงเวลาเดียวกับที่ยาน ฟาน เอคเริ่มอาชีพเป็นจิตรกร ฟาน เอคมีชื่อเสียงจนกระทั่งได้รับชื่อว่าเป็นจิตรกรอเพลเลสคนใหม่ของยุโรปตอนเหนือ เรื่อยมาจนถึงภาพเขียนโดยคาเรล ฟาน มานเดอร์ (Karel van Mander) ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 และมาจบลงด้วยเจอราร์ด เดวิด ราว ค.ศ. 1520

ยุคนี้เป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับยุคเรอเนสซองซ์อิตาลีตอนต้นและตอนสูง แต่เป็นขบวนการศิลปะที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ต่างจากลัทธิมนุษยนิยมเรอเนสซองซ์ที่รุ่งเรืองในเวลาเดียวกันในตอนกลางของอิตาลี[2] เพราะจิตรกรยุคเนเธอร์แลนด์ตอนต้นรวมศิลปะจากยุคกลางของทางเหนือของยุโรปและความคิดของสมัยเรอเนสซองซ์ จึงทำให้ศิลปะที่สร้างขึ้นจากการผสานระหว่างจิตรกรรมยุคเรอเนสซองซ์ตอนต้นและศิลปะกอธิคนานาชาติหรือยุคปลายกอธิค

ภาพเขียนจากยุคนี้มีความก้าวหน้าทางการใช้การลวงตาที่เห็นได้จากรายละเอียดของงานของยาน ฟาน เอคซึ่งมักจะใช้รูปสัญลักษณ์ที่สลับซับซ้อน หัวข้อทีวาดส่วนใหญ่จะเป็นรูปสัญลักษณ์ทางคริสต์ศาสนาหรือภาพเหมือนขนาดเล็ก และการเขียนภาพแบบเล่าเรื่องหรือภาพตำนานเทพปรัมปรามีน้อยเมื่อเทียบกับอิตาลี

เนื้อหา

ที่มาของชื่อสมัย [แก้]

ฉากแท่นบูชาเก้นท์: การชื่นชมของลูกแกะ” โดยอูแบร์ต ฟาน เอคและยาน ฟาน เอคแสดงความสำคัญของการใช้สิ่งต่างๆ จากยุคกลางที่ยังมีอยู่

จิตรกรรมและจิตรกรของยุคเนเธอร์แลนด์ตอนต้นเป็นที่รู้จักกันในหลายชื่อเช่น “ยุคปลายกอธิค” หรือ “ยุคบรรพกาลเฟล็มมิช” (Flemish Primitives) นักประวัติศาสตร์ศิลปะบางคนใช้คำว่า “ศิลปะใหม่” (Ars nova) ที่เป็นคำที่มาจากประวัติศาสตร์การดนตรี ที่มาของคำที่ใช้หรือนัยยะก็ต่างกันไป คำว่า “ปลายกอธิค” เป็นต้นเน้นความต่อเนื่องของยุคนี้จากศิลปะจากยุคกลาง[2] ส่วนคำว่า “บรรพกาลเฟล็มมิช” เป็นคำที่ใช้เรียกจากมุมมองทางประวัติศาสตร์ทั่วไปที่มานิยมกันในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่ยังใช้กันในบางภาษาเช่นในภาษาดัทช์, ภาษาสเปน และภาษาฝรั่งเศส (ซึ่งมาจากภาษาอังกฤษ) “บรรพกาล” ในกรณีนี้มิได้หมายถึงความขาดความซับซ้อนแต่เป็นการบ่งถึงลักษณะศิลปะของจิตรกรผู้เป็นต้นตำรับในการเขียนตระกูลนี้ เช่นเป็นจิตรกรรมที่ใช้สีน้ำมันแทนที่จะเป็นสีฝุ่นเป็นต้น โดยการนำของMax Friedländer|แม็กซ์ ยาคอป ฟรีดเลนเดอร์ (Max Jakob Friedländer), เออร์วิน พานอฟสกี (Erwin Panofsky), ออตโต เพคต์ (Otto Pächt) และนักวิชาการชาวเยอรมันอื่นๆ แต่นักประวัติศาสตร์ศิลปะที่พูดภาษาอังกฤษโดยทั่วไปมักจะเรียกงานศิลปะในยุคนี้ว่า “จิตรกรรมยุคเนเธอร์แลนด์ตอนต้น” (ภาษาเยอรมัน: “Altniederländische Malerei”)

ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16th เขตแดนประเทศในยุโรปทางตะวันตกเฉียงเหนือเช่นที่เห็นกันในปัจจุบันของ ประเทศฝรั่งเศส, ประเทศเยอรมนี, ประเทศเบลเยียม และประเทศเนเธอร์แลนด์ ยังไม่เกิดขึ้น ฟลานเดอร์สที่ในปัจจุบันหมายถึงเขตหนึ่งของประเทศเบลเยียมและบริเวณอื่นๆ ในแถบนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของเบอร์กันดีเนเธอร์แลนด์ และต่อมาสหสิบเจ็ดจังหวัด การที่ บรูจส์และเก้นท์—เมืองเฟล็มมิชทั้งสองเมือง—กลายมาเป็นศูนย์กลางของการธนาคารนานาชาติ, การค้า, และศิลปะในบริเวณนั้นจึงเป็นการทำให้เป็นบริเวณนี้กลายเป็นที่ชุมนุมของจิตรกรและพ่อค้าที่ไม่แต่เป็นผู้มีที่อยู่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นแต่ยังรวมทั้งผู้ที่มาจากดินแดนอื่นๆ ด้วย ที่เป็นผลทำให้คำว่า “เฟล็มมิช” และ “เนเธอร์แลนด์” เป็นคำที่ใช้แทนกันได้ (ที่หมายถึง “จากกลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำ”) ที่มาจากที่ตั้งของเมืองที่เป็นศูนย์กลาง[3] นอกจากนั้นนักประวัติศาสตร์ศิลปะมักจะรวมศิลปะการเขียนจากโคโลญ และบริเวณโลเวอร์ไรน์ในกลุ่มนี้ด้วย ตัวอย่างเช่นจิตรกรเช่นเกียร์ตเก็น ทท ซิงท์ ยานส์ (Geertgen tot Sint Jans) ที่ทำงานอยู่ทางเหนือของเนเธอร์แลนด์ที่ไม่ใช่ในฟลานเดอร์ส ปัจจัยอีกปัจจัยหนึ่งที่ยังเป็นที่ขัดแย้งกัน และยังเป็นปัญหาในเบลเยียมคือต้นกำเนิดของจิตรกรที่พูดภาษาฝรั่งเศสของจิตรกรหลายคนเช่นโรเจียร์ ฟาน เดอ เวย์เด็น[4] จิตรกรเยอรมันฮันส์ เม็มลิง และเอสโตเนีย มิเคล ซิตเตาว์ (Michael Sittow) เป็นตัวอย่างของจิตรกรที่ย้ายมาจากบริเวณอื่นมาทำงานในเนเธอแลนด์และสร้างงานแบบเนเธอแลนด์เต็มที่ การใช้คำว่า “จิตรกรรมยุคเนเธอร์แลนด์ตอนต้น” และคำที่กว้างกว่าเช่น “ศิลปะใหม่” (Ars nova) และคำที่แคบกว่าเช่น “ศิลปะยุคเรอเนสซองซ์เหนือ” ทำให้ความหมายครอบคลุมงานเขียนที่กว้างขึ้นในยุคนั้นกว่าการที่จะใช้คำว่า “เฟล็มมิช” ที่จำกัดการเขียนในบริเวณที่แคบกว่ามาก นอกจากนั้นเช่นเดียวกับการเรียกยุคเรอเนสซองซ์อิตาลีการใช้คำว่า “จิตรกรรมยุคเนเธอร์แลนด์ตอนต้น” เป็นการเน้นการกำเนิดของจิตรกรรมยุคใหม่แทนที่จะเป็นการวิวัฒนาการมาจากยุคก่อนหน้านั้น

ความสัมพันธ์กับยุคเรอเนสซองซ์อิตาลี [แก้]

ฉากแท่นบูชาพอร์ตินาริ” ราวปี ค.ศ. 1475 โดยฮูโก ฟาน เดอร์ โกส์ (หอศิลป์อุฟฟิซิ) เขียนที่บรูจส์สำหรับโทมัสโซ พอร์ตินาเล (Tommaso Portinari) และนำไปฟลอเรนซ์ในปี ค.ศ. 1483

ลักษณะการเขียนใหม่เกิดขึ้นในฟลานเดอร์สเกือบในเวลาเดียวกับการเริ่มยุคเรอเนสซองซ์อิตาลี งานของช่างเขียนจากทางเหนือเป็นที่นิยมกันมากในอิตาลีและมีอิทธิพลต่อจิตรกรรมในอิตาลีมากกว่าอิทธิพลของจิตรกรรมอิตาลีที่มีต่อฟลานเดอร์สในคริสต์ศตวรรษที่ 15[5] ตัวอย่างเช่นงาน “ฉากแท่นบูชาพอร์ตินาริ” ของฮูโก ฟาน เดอร์ โกส์ ที่มีบทบาทสำคัญในการแนะนำให้จิตรกรฟลอเรนซ์ได้เห็นแนวการเขียนจากทางยุโรปตอนเหนือ จิตรกรเช่นอันโตเนลโล ดา เมสสินาอาจจะได้รับอิทธิพลของจิตรกรเนเธอร์แลนด์เมื่อได้ไปทำงานที่ซิซิลี, เนเปิลส์ และต่อมาเวนิส แต่จิตรกรยุคเนเธอร์แลนด์ตอนต้นมิได้ไม่มีความกระทบกระเทือนจากความเปลี่ยนแปลงทางศิลปะจากทางใต้ของเทือกเขาแอลป์มากนัก เช่นยาน ฟาน เอคผู้อาจจะเดินทางไปอิตาลีราวปี ค.ศ. 1426 ถึงปี ค.ศ. 1428 การเดินทางที่มีผลต่องานเขียน “ฉากแท่นบูชาเก้นท์” และความสำคัญของเมืองทางนานาชาติเช่นบรูจส์หมายถึงทั้งการเผยแพร่งานจิตรกรรมและการรับอิทธิพลจากต่างประเทศที่ทะลักเข้ามาด้วย[5][6]

ศิลปะคริสต์ศาสนา—การตกแต่งวัดหรือการเขียนฉากแท่นบูชาสำหรับคริสต์ศาสนสถานหรือสำหรับการสักการะส่วนตัวเป็นต้น—ยังเป็นหัวเรื่องของการเขียนภาพที่เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายทั้งในยุคเนเธอร์แลนด์ตอนต้นและยุคเรอเนสซองซ์อิตาลี แต่บทบาทของเรอเนสซองซ์มนุษย์นิยมไม่มีอิทธิพลมากทางยุโรปตอนเหนือเท่ากับในอิตาลี อิทธิพลของภายในท้องถิ่นเช่นเดโวติโอ โมเดอร์นา (Devotio Moderna) มีอิทธิพลที่เห็นได้ชัดกว่าและมีอิทธิพลต่อหัวเรื่องที่วาดและการวางภาพในงานเขียนต่างๆ ตัวอย่างเช่นการเน้นความทรมานของพระเยซูซึ่งเป็นหัวเรื่องที่นิยมกันมากกว่า

เช่นเดียวกับฟลอเรนซ์ที่การธนาคารและการค้านำมาซึ่งการจ้างงานเขียนส่วนตัว พ่อค้าที่มั่งคั่งว่าจ้างงานเขียนทางศาสนาสำหรับการสักการะส่วนตัวที่มักจะรวมภาพของตัวเองและครอบครัวภายในภาพที่เรียกว่าภาพเหมือนผู้อุทิศ และภาพเหมือนตนเองที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา นอกจากนั้นการที่มีราชสำนักเบอร์กันดีของผู้ปกครองเบอร์กันดีเนเธอร์แลนด์อยู่ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อาชีพการเป็นช่างเขียนประจำสำนักรุ่งเรืองขึ้น นอกจากนั้นจิตรกรก็ยังรู้ฐานะของตนเองในสังคมว่าเป็นที่นับถือและเริ่มลงชื่อในภาพเขียนบ่อยขึ้น, วาดภาพเหมือนตนเอง และกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงด้วยความสามารถที่มาจากการเป็นจิตรกรเท่านั้น

สิ่งหนึ่งที่ศิลปะทางยุโรปตอนเหนือในยุคนี้ต่างจากในอิตาลีคืออิทธิพลของศิลปะกรีกโรมันที่มีน้อยกว่าจนกระทั่งในคริสต์ศตวรรษที่ 16 จึงได้เข้ามาอย่างเต็มที่ นอกจากนั้นการเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงทางสถาปัตยกรรม, ประติมากรรม และปรัชญาในอิตาลีมิได้เกิดขึ้นในเนเธอร์แลนด์ ความเปลี่ยนแปลงในเนเธอร์แลนด์จำกัดอยู่แต่เพียงจิตรกรรม[2] สถาปัตยกรรมกอธิคยังเป็นที่นิยมกันจนตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 16

บรูจส์ลดความสำคัญในการเป็นศูนย์กลางของศิลปะราว ค.ศ. 1500 ขณะที่ความสำคัญอันท์เวิร์พเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่จิตรกรเรียกว่าจิตรกรแมนเนอริสต์อันท์เวิร์พ แม้ว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่ทราบนามและมีบทบาทระหว่างประมาณ ค.ศ. 1500 ถึง ค.ศ. 1530 แต่ก็เป็นกลุ่มที่ทำให้จิตรกรรมยุคเนเธอร์แลนด์ตอนต้นสิ้นสุดลงและเริ่มศิลปะยุคต่อไป ที่เรียกว่าเป็นนักแมนเนอริสต์อันท์เวิร์พก็เพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลจากอิตาลี แม้ว่าจะใช้อิทธิพลอิตาลีในงานเขียนแต่ก็ยังได้ชื่อว่ามีลักษณะกอธิคกระเส็นกระสายตามธรรมเนียมการเขียนในคริสต์ศตวรรษก่อนหน้านั้น[7]

จิตรกร [แก้]

อ้างอิง [แก้]

  1. Erwin Panofsky. Early Netherlandish Painting. London: Harper Collins, 1971 ISBN 0-06-430002-1
  2. 2.0 2.1 2.2 Janson, H.W. Janson's History of Art: Western Tradition. 7th rev. ed.,New York: Prentice Hall. 2006 ISBN 0-13-193455-4
  3. To Giorgio Vasari, for example, all northern painters were "fiamminghi", or "Flemmings".
  4. Hans Vlieghe ("Flemish Art, Does It Really Exist?," in Simiolus: Netherlands Quarterly for the History of Art, vol. 26, 1998, pp. 187-200) points to recent instances where institutions in the Wallonia French-speaking parts of Belgium have refused to loan painters to exhibitions labeled "Flemish".
  5. 5.0 5.1 The north to south-only direction of influence arose in the scholarship of Max Friedländer and was affirmed by Panofsky; see Lisa Deam, "Flemish versus Netherlandish: A Discourse of Nationalism," in Renaissance Quarterly, vol. 51, no. 1 (Spring, 1998), pp. 1-33. Also noted (pp. 28–29) is the increased interest by art historians in demonstrating the importance of Italian art on Early Netherlandish painters.
  6. Penny Howell Jolly, "Jan van Eyck's Italian Pilgrimage: A Miraculous Florentine Annunciation and the Ghent Altarpiece," Zeitschrift für Kunstgeschichte, vol. 61, no. 3 (1998), pp. 369-394.
  7. Brink, Peter van den, Kristin Lohse Belkin, and Nico van Hout. ExtravagAnt!: A Forgotten Chapter of Antwerp Painting, 1500-1538: Catalogue. Antwerp: Koninklijk Museum voor Schone Kunsten, 2005: This was the language of Mannerism popularised by Walter Friedlaender in his book Mannerism and anti-mannerism in Italian painting, one of the first attempts to define Mannerism.

ดูเพิ่ม [แก้]

ระเบียงภาพ [แก้]