ฆาตกรจักรราศี
| ฆาตกรโซดิแอค | |
|---|---|
ฆาตกรจักรราศี (อังกฤษ: Zodiac Killer) คือฆาตกรต่อเนื่องซึ่งก่อเหตุในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ในแถบพื้นที่ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย (สันนิษฐานว่ารวมถึงเขตรัฐเนวาดา) ซึ่งทางการไม่สามารถระบุถึงตัวตนที่แท้จริงและแรงจูงใจของเขาได้มาจนถึงปัจจุบัน นามว่า "โซดิแอค" ถูกประดิษฐ์ขึ้นใช้โดยตัวเขาเอง เขาแทนตัวเองด้วยชื่อนี้ในในทุกจดหมายที่เขาส่งถึงกรมตำรวจซานฟรานซิสโก และถูกออกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ทำให้ประชาชนทั่วไปรู้จักเขาในนาม "โซดิแอค" ซึ่งในจดหมายประกอบด้วยรหัสลับสี่ชุด สามในสี่ชุดนี้ยังไม่มีบุคคลได้สามารถถอดได้จนถึงปัจจุบัน
โซดิแอคทำการฆาตกรรมเหยื่อในท้องที่ วัลเลโฮ, ทะเลสาบเบอรีเอสซ่าและซานฟรานซิสโก ระหว่างเดือนธันวาคม ค.ศ. 1968 - ตุลาคม ค.ศ. 1969 (สันนิษฐานว่าตั้งแต่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 1963 - ค.ศ. 1972) โดยเป็นชาย 4 คน หญิง 3 คน ทั้งหมดอายุระหว่าง 16 - 29 ปี และได้รับการยืนยันว่าทั้งหมดเป็นเหยื่อของโซดิแอคจริง ซึ่งจำนวนของเหยื่อที่นอกเหนือจาก 7 คนนี้ ถูกระบุเพิ่มเติมเข้าไปจากการสืบสวนที่ค้นพบความเชื่อมโยงของรูปแบบและลักษณะของเหยื่อที่ตรงกับ 7 คนก่อนหน้านี้ แต่ไม่มีหลักฐานใดที่แน่ชัดพอจะพิสูจน์ถึงความเชื่อมโยงของเหยื่อที่เหลือได้
ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2004 คดีซึ่งทำโดยกรมตำรวจซานฟรานซิสโกก็ได้หมดอายุความลง แต่ได้ถูกรื้อคดีขึ้นมาใหม่ในช่วงก่อนเดือนมีนาคม ค.ศ. 2007 คดียังคงเปิดอยู่ในท้องที่ของวัลเลโฮเคาท์ตี, นาปาเคาท์ตีและในโซลาโนเคาท์ตี ปัจจุบันศาลยุติธรรมแห่งแคลิฟอร์เนีย ยังคงเก็บรักษาเอกสารเกี่ยวกับเหยื่อของฆาตกรต่อเนื่องรายนี้
เนื้อหา |
[แก้] เหยื่อ
[แก้] เหยื่อที่ได้รับการยืนยัน
แม้โซดิแอคจะอ้างในจดหมายที่ส่งไปยังสำนักหนังสือพิมพ์ว่าเขาได้ทำการฆาตกรรมเหยื่อทั้งหมด 37 คน แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันเหยื่อเพียง 7 คนเท่านั้น ชาย 2 คนในรายชื่อนี้รอดชีวิต เหยื่อที่ได้รับการยืนยันทั้งหมดได้แก่
- เดวิด อาร์เธอร์ ฟาราเดย์ อายุ 17 ปี กับ เบตตี ลู เจนเซน อายุ 16 ปี - ถูกยิงและเสียชีวิตในวันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1968 บนถนนเลคเฮอร์แมนในเขตเมืองเบนิเซีย
- ไมเคิล เรนัลต์ แมกกู อายุ 19 ปี กับ ดาร์ลีน เอลิซาเบท เฟอร์ริน อายุ 22 ปี - ถูกยิงด้วยปืนในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 ในลานจอดรถของสนามกอล์ฟบลูรอคสปริงส์นอกเมืองวัลเลโฮ ดาร์ลีนเสียชีวิตขณะถูกนำส่งโรงพยาบาลไกเซอร์ฟาวน์เดชั่น ขณะที่ไมเคิลรอดชีวิต
- ไบรอัน แคลวิน ฮาร์ทเนล อายุ 20 ปี กับ เซซีเลีย แอนน์ เชพเพิร์ด อายุ 22 ปี - ถูกแทงหลายครั้งในวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1969 ที่ทะเลสาบเบอรีเอสซา, นาปาเคาท์ตี ไบรอันรอดชีวิตจากแผลถูกแทงบนแผ่นหลัง 6 จุด แต่เซซีเลียเสียชีวิต 2 วันต่อมา เนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว
- พอล ลี สไตน์ อายุ 29 ปี - ถูกยิงและเสียชีวิตในวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ. 1969 ที่เพรสซิดิโอไฮท์ในเขตเมืองซานฟรานซิสโก
[แก้] เหยื่อที่ไม่ได้รับการยืนยัน
จากผู้เสียชีวิตในเหตุฆาตกรรมที่ได้รับการสงสัยว่าอาจเชื่อมโยงถึงโซดิแอค ไม่มีผู้ใดในรายชื่อนี้ที่ได้รับการยืนยัน
- เชอร์รี โจ เบทส์ อายุ 18 ปี - ถูกแทงหลายจุดจนเสียชีวิตและเกือบถูกตัดศีรษะในวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 1966 ที่วิทยาลัยสังคมริเวอร์ไซด์ ริเวอร์ไซด์เคาท์ตี, รัฐแคลิฟอร์เนีย เชอร์รีถูกสงสัยว่ามีความเชื่อมโยงกับคดีของโซดิแอค และถูกเปิดเผย 4 ปีหลังจากที่โซดิแอคเริ่มก่อเหตุ โดยนักหนังสือพิมพ์ซานฟรานซิสโกคอร์นิเคิลส์ พอล เอเวอร์รี่ ซึ่งเขาค้นพบความเหมือนถึงลักษณะการถูกทำร้ายและสภาวะแวดล้อม ณ จุดที่เชอร์รีถูกฆาตกรรม
- โรเบิร์ต โดมิโกส์ อายุ 18 ปี กับ ลินดา เอ็ดเวิร์ด อายุ 17 ปี - ถูกยิงและเสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 1963 ณ ชายหาดใกล้ ๆ เมืองลอมพอค, รัฐแคลิฟอร์เนีย ลินดาและโรเบิร์ตถูกเพิ่มเข้าไปในรายชื่อเหยื่อเนื่องจากความเหมือน โดยเฉพาะลักษณะการถูกฆาตกรรมของทั่งคู่ ที่คล้ายคลึงกับการถูกฆาตกรรมที่ทะเลสาบเบอรีเอสซา ใน 6 ปีต่อมา
- แคธลีน จอห์นส์ อายุ 22 ปี - อ้างว่าถูกลักพาตัวเมื่อวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 1970 บนทางหลวงหมายเลข 132 หลักไมล์ที่ 580 ทางตะวันตกของโมเดสโต เธอเล่าว่าเธอหนีออกมาจากรถที่เธอนั่งมาด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้รถของเธอเสีย และมีชายแปลกหน้าชักชวนว่าจะไปส่งเธอ เธอตอบตกลงและนำลูกสาวแบเบาะของเธอไปด้วย จนเมื่อชายผู้นั้นบอกว่าจะฆ่าเธอและลูกของเธอ เธอจึงหนีลงมาจากรถขณะที่ชายแปลกหน้าเผลอ บริเวณระหว่างเมืองสตอคตันกับเมืองแพทเทอสัน
- ดอนนา ลาส อายุ 25 ปี - พบเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1970 ในเมืองสเตทไลน์, รัฐเนวาดา โปสการ์ดที่ถูกส่งมาจากฟอร์เรส ไฟน์ คอนโดมิเนียม ใกล้กับทะเลสาบทาโฮ ส่งมาถึงสำนักหนังสือพิมพ์ซานฟรานซิสโกคอร์นิเคิลส์ อ้างว่าการหายตัวไปของดอนนา ลาส เกี่ยวข้องกับโซดิแอค แต่ไม่มีหลักฐานใดที่เกี่ยวพันโดยตรงกับการหายตัวไปของดอนนา ลาสและโซดิแอค
[แก้] เส้นเวลา
[แก้] ถนนเลคเฮอร์แมน
คุณลักษณะของเหยื่อรายแรกของโซดิแอคกลับกลายเป็นเด็กวัยรุ่นมัธยมปลาย เดวิด อาร์เธอร์ ฟาราเดย์ อายุ 17 ปี และ เบตตี ลู เจนเซน อายุ 16 ปี 20 ธันวาคม ค.ศ. 1968 บนถนนเลคเฮอร์แมนในเขตเมืองเบนิเซีย ทั้งคู่อยู่ในระหว่างการเดทครั้งแรก และมีแผนที่จะไปคอนเสิร์ตวันคริสต์มาสที่โฮแกนไฮ ประมาณ 2 หรือ 3 ช่วงตึกจากบ้านของเบตตี แทนที่ทั้งคู่จะแวะบ้านเพื่อนและแวะทานอาหารค่ำที่ร้านอาหารท้องถิ่น เดวิดกลับบึ่งรถไปตามถนนเลคเฮอร์แมน ณ เวลาประมาณ 22.15 น. เดวิดหยุดรถยี่ห้อแรมเบลอร์ซึ่งเป็นของแม่ และจอดบริเวณไหล่ทาง บริเวณนั้นเองรู้จักทั่วไปกันในหมู่วัยรุ่นว่าเป็น "ไหล่ทางของคู่รัก" ไม่นานหลังจากล่วงเลยเวลา 23.00 น. รถยนต์อีกคันจอดข้าง ๆ รถของทั้งคู่ ก่อนที่คนขับจะลงมาจากรถพร้อมปืนพกและออกคำสั่งให้ทั้งคู่ออกมาจากรถแรมเบลอร์ เบตตีเป็นคนแรกที่ก้าวออกจากรถ ในขณะที่เดวิดกำลังก้าวออกจากรถได้ครึ่งทาง ชายแปลกหน้ายิ่งปืนเข้าที่หัวของเขา ด้วยความตื่นตระหนกเบตตีวิ่งหนีสุดชีวิต เธอถูกยิงที่หลัง 5 นัด จนล้มลงกับพื้นห่างจากตัวรถ 28 ฟุต สักพักชายแปลกหน้าจึงขับรถออกไป ศพทั้งสองถูกพบไม่กี่นาทีหลังจากเกิดเหตุโดยสเตลลา บอร์จส์ ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ละแวกนั้น สำนักงานนายอำเภอของโซลาโนเคาท์ตีรับผิดชอบสืบสวนเหตุฆาตกรรมนี้ แต่ไม่มีความคืบหน้าของการสืบสวนเลย
[แก้] บลูรอคสปริงส์
ช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนตรงของวันที่ 4 กรกฎาคม ย่างเข้าวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 ไมเคิล เรนัลต์ แมกกู อายุ 19 ปี และ ดาร์ลีน เอลิซาเบท เฟอร์ริน อายุ 22 ปี ขับรถออกไปกลางดึกไปยังสนามกอล์ฟบลูรอคสปริงส์, วัลเลโฮเคาท์ตี ที่ซึ่งห่างออกไปราว 1 ไมล์จากสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรมบนถนนเลคเฮอร์แมน ไมเคิลจอดรถ ขณะที่ทั้งสองอยู่บนรถของดาร์ลีน รถยนต์อีกคันขับเข้ามาและจอดข้าง ๆ ทั้งคู่ แต่รถยนต์คันดังกล่าวขับออกไปแทบจะทันทีที่จอด ก่อนจะกลับมาในอีกประมาณ 10 นาทีต่อมาและจอดข้างหลังทั้งคู่ ทันทีที่รถคันดังกล่าวจอดสนิท คนขับก้าวลงจากรถและตรงดิ่งสู่ประตูข้างคนขับของรถที่ซึ่งไมเคิลและดาร์ลีนนั่งอยู่ มือข้างหนึ่งของชายแปลกหน้าถือไฟฉายขณะที่อีกข้างถือปืนพกลูเจอร์ขนาด 9 มิลลิเมตร เขาส่องไฟฉายเข้าตาของทั้งสองเพื่อทำให้มองไม่เห็น ก่อนจะยิงทั้งคู่คนละ 3 ครั้ง จากนั้นเขาจึงเริ่มเดินกลับไปยังรถของตน ทันทีที่เสียงร้องคร่ำครวญจากความเจ็บปวดของไมเคิลดังขึ้น เขาจึงเดินกลับมาที่รถและยิงทั้งคู่ซ้ำอีกคนละ 2 ครั้ง และขับรถจากไป
เวลา 12.40 น. ของวันต่อมา มีผู้ชายคนหนึ่งโทรศัพท์มายังสถานีตำรวจวัลเลโฮ รายงานและอ้างความรับผิดชอบการกระทำดังกล่าว เขายังกล่าวอ้างความรับผิดชอบต่อคดีของเดวิด อาร์เธอร์ ฟาราเดย์ และ เบตตี ลู เจนเซน เหตุฆาตกรรมซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ 6 เดือนครึ่ง ตำรวจแกะรอยโทรศัพท์จนพบว่าชายคนดังกล่าวโทรมาจากตู้โทรศัพท์ในสถานีน้ำมันบนถนนสปริงส์ ตู้ดังกล่าวมีระยะห่างสามส่วนสิบไมล์จากบ้านของดาร์ลีน และห่างจากสถานีตำรวจวัลเลโฮเพียงไม่กี่ช่วงตึก ดาร์ลีนเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ขณะที่ไมเคิลรอดชีวิตแม้จะถูกยิงที่ใบหน้า, คอและหน้าอก
[แก้] จดหมายถ้อยแถลงฉบับแรก
1 สิงหาคม ค.ศ. 1969 จดหมายสามฉบับที่ถูกจัดเตรียมไว้โดยฆาตกร แต่ละฉบับถูกส่งไปยังสำนักหนังสือพิมพ์ 3 แห่ง ได้แก่ วัลเลโฮไทม์เฮรัลด์, ซานฟรานซิสโกคอร์นิเคิลส์และซานฟรานซิสโกเอ็กแซมิเนอร์ ลายลักษณ์อักษรที่แทบจะเหมือนกันของทั้งสามฉบับให้ใจความถึงการกล่าวอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุฆาตกรรมที่ถนนเลคเฮอร์แมนและที่บลูรอคสปริงส์ ในแต่ละฉบับยังแนบชุดรหัสลับ 3 ชุด โดยใช้ 408 สัญลักษณ์ ที่ซึ่งฆาตกรอ้างถึงความเป็นลักษณะเฉพาะของรหัสลับที่เขาประดิษฐ์ขึ้น เขายังข่มขู่ให้สำนักหนังสือพิมพ์ทั้งสามตีพิมพ์เนื้อความจากจดหมายของเขาลงบนหน้าหนึ่งของแต่ละฉบับ มิเช่นนั้นเขาจะ "ทำการฆาตกรรมผู้คนในเวลากลางคืนตลอดช่วงสุดสัปดาห์นั้น และฆ่าต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบหนึ่งโหล" (12 คน) ซานฟรานซิสโกคอร์นิเคิลส์ตีพิมพ์ชุดรหัสลับชุดที่สามลงบนหน้าที่ 4 ของฉบับวันต่อมา ข้าง ๆ รหัสลับ หนังสือพิมพ์ตีพิมพ์คำพูดของหัวหน้าสารวัตตำรวจ สน.วัลเลโฮ แจค อี. สติทช์ ที่ว่า "เราไม่พอใจที่จดหมายถูกเขียนขึ้นโดยฆาตกร" และท้าทายให้ฆาตกรส่งจดหมายมาอีกครั้งพร้อมกับข้อเท็จจริงที่สามารถระบุถึงบุคลิกลักษณะของเขาและสามารถยืนยันได้ว่าเขาเป็นผู้ก่อเหตุที่แท้จริง[1] ต่อมาคำขู่ของฆาตกรไม่เคยเกิดขึ้นจริง และชุดรหัสลับทั้งสามถูกตีพิมพ์ในที่สุด
7 สิงหาคม ค.ศ. 1969 จดหมายอีกฉบับถูกส่งไปที่ ซานฟรานซิสโกเอ็กแซมิเนอร์ ด้วยคำขึ้นต้นจดหมายที่ว่า "Dear Editor This is the Zodiac speaking" คำแปล: "ถึงบรรณาธิการ นี้คือถ้อยแถลงของโซดิแอค" ที่ซึ่งต่อมาเขาใช้เป็นคำขึ้นต้นจดหมายกับทุกฉบับที่เขาส่งมา จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเขาไปในที่สุด และวันนั้นเองที่เขาเริ่มแทนตัวเองด้วยชื่อ "โซดิแอค" เนื้อความในจดหมายจงใจที่จะตอบคำท้าทายของหัวหน้าสารวัตตำรวจ สน.วัลเลโฮ ที่ซึ่งท้าทายให้เขาเล่าถึงรายละเอียดของฆาตกรรม เขาจึงเล่าถึงขั้นตอนและวิธีการฆ่าเดวิด, เบตตีและดาร์ลีน ในจดหมายยังกล่าวถึงรายละเอียดของฆาตกรรมซึ่งไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน เช่นเดียวกับข้อความที่โซดิแอคส่งถึงตำรวจว่า "they will have me" 8 สิงหาคม ค.ศ. 1969 โดนัลด์ และ เบททีย์ ฮาร์เดิน จากเมืองซาลินาส, มอนเทอรีเคาท์ตี, รัฐแคลิฟอร์เนีย สามารถถอดรหัสชุดหนึ่งของโซดิแอคที่ตีพิมพ์บนหนังสือพิมพ์ได้[2] โดยที่ไม่พบชื่อของฆาตกรปรากฏในชุดรหัส ใจความดังนี้
คำแปล :
อักษรภาษาอังกฤษ 18 ตัวสุดท้ายที่ถอดได้ไม่มีผู้ใดเข้าใจถึงความหมายของมัน
[แก้] ทะเลสาบเบอรีเอสซา
27 กันยายน ค.ศ. 1969 ไบรอัน แคลวิน ฮาร์ทเนล อายุ 20 ปี และ เซซีเลีย แอนน์ เชพเพิร์ด อายุ 22 ปี ทั้งคู่กำลังปิคนิคกันที่บนเกาะกลางทะเลสาบที่มีทางเชื่อมสู่แผ่นดินเป็นทรายไปยังต้นโอ๊คแฝดสองต้น ชายผู้หนึ่งจู่โจมทั้งคู่โดยสวมใส่ชุดสีดำแบบเพชฌฆาต ส่วมหมวกสีดำคลุมใบหน้า และสวมแว่นตากันแดด บนหน้าอกมีลวดลายเป็นรูปวงกลมสีขาวมีกากบาตตรงกลาง ในมือถือปืนพกที่ซึ่งไบรอันเชื่อว่าน่าจะเป็นปืน 0.45 เอซีพี ไบรอันพยายามคุยกับชายคนดังกล่าวและได้ข้อมูลมาว่าเขาเป็นนักโทษหลบหนีออกมาจากเรือนจำที่รัฐมอนแทนา ซึ่งเขาอ้างว่าได้ฆ่าผู้คุมและขโมยรถหนีออกมา และกล่าวต่ออีกว่าต้องการรถและเงินจากทั้งคู่เพื่อเดินทางต่อไปยังเม็กซิโก เขานำเชือกที่พกมาส่งให้กับเซซิเลียและออกคำสั่งให้เธอมัดข้อมือของไบรอัน ขณะที่ไบรอันนอนหมอบคว่ำหน้า จากนั้นชายชุดคลุมคนดังกล่าวให้เซซิเลียนอนคว่ำเช่นเดียวกับไบรอันก่อนที่จะมัดข้อมือเธอเช่นกัน เขาเดินไปตรวจเชือกที่เซซิเลียมัดไบรอันและพบว่าเธอมัดมันอย่างหลวม ๆ เขาจึงมัดมันให้แน่นขึ้น ไบรอันคิดในใจว่านี้เป็นการปล้นที่แปลกประหลาด แต่ทันใดนั้นชายชุดคลุมก็คว้ามีดออกมาแล้วแทงทั้งคู่ซ้ำไปซ้ำมา ทั้งคู่ร้องด้วยความเจ็บปวด จากนั้นเขาจึงเดินไปยังถนนน็อกวิลล์ที่ซึ่งรถของทั้งคู่จอดอยู่ เขาวาดรูปวงกลมขีดกากบาดด้วยปากกาหมึกดำมีข้อความว่า "Vallejo/12-20-68/7-4-69/Sept 27-69-6:30/by knife"[3][4] บนประตูรถ เวลา 19.40 น. ชายคนดังกล่าวโทรศัพท์ไปแจ้งสำนักงานนายอำเภอของนาปาเคาท์ตีจากตู้โทรศัพท์สาธารณและรายงานการก่ออาชญากรรมของเขา ไม่กี่นาทีต่อมาตำรวจแกะรอยโทรศัพท์และพบว่ามันถูกโทรมาจากตู้โทรศัพท์ที่ร้านทำความสะอาดรถบนถนนหลักของนาปาเคาท์ตี ไม่กี่ช่วงตึกจากสำนักงานอำเภอ ห่างจากจุดเกิดเหตุทำร้ายร่างกายเซซิเลียและไบรอันออกไปราว 27 ไมล์ นักสืบรุดไปยังตู้โทรศัพท์ดังกล่าวและอนุญาตให้เก็บรอยนิ้วมือที่ยังคงสดใหม่ แต่รอยนิ้วมือดังกล่าวไม่สามารถตรวจตรงกับผู้ต้องสงสัยรายใดเลย
ชายคนหนึ่งและลูกชายกำลังตกปลาบริเวณใกล้เคียง ทั้งคู่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือและเสียงร้องโอดครวญจึงเดินเข้าไปและพบทั้งสองเข้า ชายผู้นั้นจึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่อุทยานให้มาช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานนายอำเภอนาปาเคาท์ตี เดฟ คอลลินส์ และ เรย์ แลนด์ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐคนแรกที่ไปยังจุดเกิดเหตุ เซซิเลียยังคงมีสติและเล่ารายละเอียดของชายชุดคลุมให้แก่เดฟฟัง ทั้งคู่ถูกส่งไปยังโรงพยาบาลควีนออฟเดอะวัลเลย์โดยรถพยาบาล เซซิเลียเกิดอาการโคมาระหว่างทางสู่โรงพยาบาลและเธอไม่ได้สติกลับมาอีกเลย สองวันต่อมาเธอจึงเสียชีวิตลงขณะที่ไบรอันรอดชีวิตและเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อทำการบันทึกเป็นเอกสารคำให้การ นักสืบของนาปาเคาท์ตี เคน แนร์โลว ผู้ซึ่งรับโอนคดีมาสืบสวนตั้งแต่ระยะแรกทำการติดตามคดีมาโดยตลอดจนกระทั่งเขาปลดเกษียณในปี ค.ศ. 1987[5]
[แก้] เพรสซิดิโอไฮท์
11 ตุลาคม ค.ศ. 1969 ชายผู้หนึ่งใช้บริการรถแท็กซี่ของ พอล ลี สไตน์ อายุ 29 ปี ชายคนดังกล่าวขึ้นรถบนแยกที่ถนนเมสันตัดกับถนนเกียร์รีในตัวเมืองซานฟรานซิสโก จากนั้นเขาขอให้ไปส่งที่แยกถนนวอชิงตันตัดกับถนนเมเปิล ในเพรสซิดิโอไฮท์ เมื่อถึงสถานที่ดังกล่าวพอลกลับขับเลยถนนเมเปิลดังกล่าวไป 1 ช่วงตึกและหยุดตรงที่ถนนวอชิงตันตัดกับถนนเชอร์รี โดยที่ไม่ไม่มีผู้ใดทราบเหตุผล จากนั้นชายที่โดยสารมาก็ยิงเข้าที่หัวของพอลด้วยปืนขนาด 9 มิลลิเมตร จากนั้นหยิบกระเป๋าเงินและกุญแจรถของพอลไป เขายังฉีกชายเสื้อของพอลไปด้วย ขณะนั้นเป็นเวลา 21.55 น. โดยที่ไม่รู้ตัวชายคนดังกล่าวถูกจ้องมองโดยวัยรุ่นสามคนจากฝั่งตรงข้าม ทั้งหมดโทรศัพท์ไปหาตำรวจว่าการก่ออาชญากรรมกำลังดำเนินอยู่ วัยรุ่นเล่าว่าคนร้ายทำการเช็ดรอยเลือดและเดินจากไปในทิศที่มุ่งไปยังทางเหนือของเพรสซิดิโอ ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุไม่กี่นาทีถัดมา วัยรุ่นทั้งสามอธิบายแก่ตำรวจว่าชายคนนั้นเพิ่งจะเดินออกไปและยังคงอยู่ในบริเวณนี้
สองช่วงตึกจากที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดอน ฟูค ก็ได้รับฟังการแจ้งเหตุของวัยรุ่นทั้งสามจากวิทยุตำรวจเช่นกัน เขาพบเห็นชายผิวขาวเดินไปตามทางเท้าแล้วก้าวขึ้นบันใดหน้าบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ฝากทางเหนือของถนน การพบเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังได้รับแจ้งเหตุเพียง 5 - 10 นาทีเท่านั้น คู่หูที่นั่งมาด้วย เอริค ซีล์ม ไม่เห็นชายคนดังกล่าว ทั้งคู่ไม่ได้เอะใจกับชายผู้นั้นเลยเนื่องจากวิทยุตำรวจสั่งการให้เขาคอยมองหาชายผิวดำในบริเวณนั้น ทั่งคู่จึงขับรถตำรวจเลยชายผู้นั้นไปโดยไม่ได้หยุดรถ เมื่อถึงจุดเกิดเหตุดอนได้รับการบอกเล่าโดยเจ้าหน้าที่เพลลิเซตติว่าที่จริงแล้วเรากำลังมองหาชายผิวขาวไม่ใช่ชายผิวดำ ดอนจึงรู้ทันทีว่าพวกเขาคลาดกับคนร้ายไปเสียแล้ว ดอนจึงสรุปว่าคนร้ายเดินกลับเส้นทางเดิมที่เขานั่งรถมาและหนีไปทางเพรสซิดิโอ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำการตรวจสอบรถแท้กซี่คันดังกล่าวแต่มันถูกทำความสะอาดไว้โดยคนร้ายแล้ว รอยนิ้วมือที่พบเพียงเล็กน้อยก็ไม่ตรงกับผู้ใดเลย วัยรุ่นทั้งสมติดตามตำรวจไปยังสถานีตำรวจเพื่ออธิบายลักษณะของคนร้าย ก่อนจะกลับไปอีกครั้งเพื่อให้การใหม่ คนร้ายถูกสันนิษฐานว่าอายุระหว่าง 35 - 45 ปี นักสืบบิล อาร์มสตรอง และ เดฟ ทอสชี รับเข้ามาดูแลการสืบสวนนี้ด้วยตัวเอง กรมตำรวจซานฟรานซิสโกทำการสืบสวนและตั้งรายชื่อผู้ต้องสงสัยได้กว่า 2,500 คนตลอดช่วงหนึ่งปีนั้น
[แก้] จดหมายและรหัสอีกหลายฉบับที่ตามมา
14 ตุลาคม ค.ศ. 1969 ซานฟรานซิสโกคอร์นิเคิลส์ ได้รับจดหมายที่ส่งมาจากโซดิแอค ในฉบับนี้มีชิ้นส่วนชายเสื้อของพอล สไตน์แนบมาด้วย และนั้นเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าเขาเป็นผู้ก่อเหตุที่เพรสซิดิโอไฮท์ ในจดหมายยังมีคำขู่ระบุว่าเขาจะทำการยิงรถโรงเรียน เวลา 2.00 น. ของวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1969 บุคคลนิรนามอ้างตัวว่าเป็นโซดิแอคโทรศัพท์ไปยังกรมตำรวจโอคแลนด์ ว่าเขาต้องการหนึ่งในนักกฎหมายชื่อดังระหว่าง เอฟ. บี เบย์ลี หรือ เมลวิน เบลลิ ให้ไปออกรายการทอล์คโชว์ของ จิม ดันบาร์ ในช่วงเช้า ปรากฏว่า เอฟ. บี เบย์ลี ไม่สามารถไปร่วมรายการได้ เมลวินจึงได้ไปออกอากาศในช่วงเช้าของวันนั้นแทน เขาร้องขอให้ผู้ชมคอยติดตามการถ่ายทอดสด ในที่สุดบุคคลนิรนามโทรศัพท์เข้ามาในรายการหลายครั้ง เขาอ้างว่าตัวเขาชื่อแซม เมลวินจึงนัดพบเขาผ่านรายการที่เมืองดาลี แต่ชายคนดังกล่าวกลับไม่ปรากฏตัวออกมา เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ซึ่งเคยได้ยินเสียงของโซดิแอคได้ทำการฟังเสียงของ "แซม" และสรุปว่าเสียงของแซมไม่ใช่เสียงของโซดิแอค นั้นทำให้ตำรวจเชื่อว่าผู้ที่โทรศัพท์เข้ามาในรายการไม่ใช่ฆาตกรตัวจริง การโทรศัพท์เข้ามาอีกครั้งในภายหลังถูกดักฟังและแกะรอยโดยเจ้าหน้าที่ จนพบว่ามันถูกโทรเข้ามาจากโรงพยาบาลนาปาโดยผู้ป่วยโรคจิต วันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1969 โซดิแอคส่งจดหมายมาและภายในมีรหัสลับมาอีกชุดมีตัวสัญลักษณ์ทั้งหมด 340 ตัว 9 พฤศจิกายน วันถัดมาเขาได้ส่งจดหมายมาอีกฉบับมีความยาวทั้งหมด 7 หน้า ในเนื้อความระบุว่า วันที่เขาทำการฆาตกรรม พอล สไตน์ เขาอ้างว่าหลังเขาเดินออกมาจากจุดเกิดเหตุมีตำรวจสองคนหยุดและพูดคุยกับเขาเป็นเวลา 3 นาที โดยซานฟรานซิสโกคอร์นิเคิลส์ได้ทำการตัดส่วนหนึ่งของจดหมายแล้วออกตีพิมพ์ในวันที่ 12 พฤศจิกายน ซึ่งฉบับนั้นยังตีพิมพ์คำกล่าวอ้างของโซดิแอคด้วย ในวันนั้นเอง ดอน ฟูค ได้จดบันทึกอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนั้น ส่วนรหัสลับชุดนั้นไม่เคยมีผู้ใดถอดมันออกเลย
วันที่ 20 ธันวาคม ค.ศ. 1969 หนึ่งปีพอดีกับที่ เดวิด ฟาราเดย์ และ เบตตี ลู เจนเซน ถูกยิงเสียชีวิตโดยฆาตกร โซดิแอคทำการส่งจดหมายไปยังบ้านของนักกฎหมายเมลวิน เบลลิ ในจดหมายยังมีเศษชิ้นส่วนเสื้อของพอล สไตน์แนบมาด้วย เนื้อความระบุถึงการขอความช่วยเหลือจากเมลวิน
[แก้] โมเดสโต
ในคืนวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 1970 แคธลีน จอห์นส์ อายุ 22 ปี กำลังขับรถจากซานเบอร์นาดิโอไปยังเพตาลูมาเพื่อไปเยี่ยมแม่ของเธอ เธอตั้งครรภ์ได้ 7 เดือนและมีลูกสาววัย 10 เดือนอยู่บนเบาะฝั่งข้างคนขับ ขณะมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกบนทางหลวงหมายเลข 132 ใกล้เมืองโมเดสโต รถยนต์ที่ขับตามมาด้านหลังเริ่มบีบแตรและสาดไฟสูงใส่เธอ เธอจึงลดความเร็วลงและหยุดรถบนไหล่ทาง รถคันดังกล่าวจอดด้านหลัง คนขับก้าวลงมาและปรากฏว่าเป็นผู้ชาย เขาบอกกับเธอว่าเขาสังเกตเห็นล้อหลังด้านขวาของเธอแกว่งไปมาและเกรงว่าจะเกิดอันตรายจึงอาสาว่าจะช่วยขันน็อตของล้อให้แน่นขึ้น เธอจึงยินยอมให้ชายคนดังกล่าวช่วย หลังจากเขาซ่อมมันเสร็จสิ้นเขากลับขึ้นรถและขับออกไป แคธลีนกลับขึ้นรถของเธอและเริ่มเดินทางต่อ สักพักถัดมาตัวรถสั่นอย่างรุนแรงจนล้อหลังด้านขวาหลุดออกมา และชายคนดังกล่าวก็ขับย้อนกลับมา เขาอาสาจะไปส่งเธอที่สถานีบริการน้ำมันที่ใกล้ที่สุดเธอตอบตกลงและนำลูกสาววัย 10 เดือนของเธอขึ้นรถชองชายคนดังกล่าว ส่วนรถยนต์ของเธอถูกจอดทิ้งไว้ข้างถนน พวกเขาขับผ่านสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งแต่เขาไม่ยอมหยุดรถที่สถานีบริการน้ำมันสักแห่งเลย เป็นเวลาประมาณหนึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่งที่ชายคนดังกล่าวขับรถวนเวียนไปมาบนถนนสายเล็ก ๆ บริเวณเมืองเทรซี เมื่อแคธลีนถามเขาว่าทำไมไม่หยุดรถเขาก็บ่ายเบี่ยงประเด็นตลอด ต่อมาเขามาหยุดรถบนแยกแห่งหนึ่งและบอกกับแคธลีนว่าเขาจะฆ่าเธอก่อนแล้วจากนั้นจะโยนร่างของเธอออกไปตามด้วยร่างของลูกสาววัย 10 เดือนของเธอด้วย แคธลีนตกใจถึงขีดสุดและกระโดดหนีออกมาจากรถพร้อมกับลูกสาววัย 10 เดือนของเธอด้วย เธอวิ่งหนีเข้าไปซ่อนตัวในดงหญ้า ชายคนดังกล่าวจึงขึ้นรถและขับออกไป เธอขอความช่วยเหลือจากผู้สัญจรไปมาจนมีผู้มาส่งเธอที่สถานีตำรวจเมืองแพทเทอสัน
ขณะที่เธอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เธอก็แนะนำว่าการลักพาตัวเธอครั้งนี้อาจเกี่ยวข้องกับฆาตกรที่ฆ่าพอล สไตน์ เนื่องจากเธอคิดว่าเป็นคนเดียวกับที่เพิ่งจะลักพาตัวเธอกับลูกสาว ตำรวจระแวงว่าคนร้ายอาจจะย้อนกลับมาฆ่าเธอและลูกสาว ตำรวจจึงให้เธออยู่บริเวณใกล้เคียงที่ร้านมิลส์เรสเตอรองต์ ต่อมาตำรวจพบรถยนต์ของเธอในสภาพถูกทุบทำลายและถูกวางเพลิง และตำรวจยังวิเคราะห์ต่ออีกว่าผู้กระทำอาจมีความโกรธแค้นอะไรบางอย่าง
มีการถกเถียงเป็นวงกว้างเกี่ยวกับการลักพาตัวแคธลีน ผู้ที่สนับสนุนเธอเชื่อว่าคนร้ายพยายามจะฆ่าสองแม่ลูกขณะขับรถวนเวียนไปมา แต่เอกสารรายงานของตำรวจปฏิเสธความเชื่อนั้น ส่วนข่าวของแคธลีนที่พิมพ์โดยพอล เอเวอร์รี่ แห่งหนังสือพิมพ์ซานฟรานซิสโกคอร์นิเคิลส์ รายงานว่าขณะที่เธอซ่อนตัวอยู่ในดงหญ้าคนร้ายทิ้งรถไว้และใช้ไฟฉายออกตามหาเธอ แต่เธอเล่าว่าชายคนดังกล่าวไม่ได้ก้าวออกมาจากรถยนต์ของเขาเลย และยังมีความเชื่อที่โต้แยงกันเกี่ยวกับสถานที่ที่แคธลีนจอดรถของเธอทิ้งเอาไว้ บางเชื่อว่ามันถูกย้ายตำแหน่งก่อนจะเผา แต่บางคนเชื่อว่ามันอยู่ตรงตำแหน่งนั้นตั้งแต่แรก นอกจากนี้สาธารณชนยังตั้งคำถามว่าเธออาจจะเป็นหนึ่งในเหยื่อของฆาตกรโซดิแอคอีกคนหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่สงสัยกันเป็นเวลาหลายปี
[แก้] การสื่อสารที่ซับซ้อนของโซดิแอค
ในปี ค.ศ. 1970 โซดิแอคยังคงติดต่อและสื่อสารกับสาธารณชนและตำรวจผ่านทางไปรษณีย์และออกตีพิมพ์บนหน้าหนังสือพิมพ์ ในจดหมายที่ประทับตราไปรษณียากรของวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1970 เขาได้เขียนบนจดหมายว่า "My name is ___" แล้วตามด้วยรหัสลับ 13 ตัว เขายังกล่าวอีกว่าไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบต่อเหตุการวางระเบิดที่สถานีตำรวจในนครซานฟรานซิสโกเมื่อไม่นานมานี้ (เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1970) แต่กล่าวต่อว่า "นี้เป็นอีกหนึ่งความน่ายินดีที่สามารถฆ่าตำรวจได้ มันน่ายินดีกว่าการแค่ทำร้ายเพราะตำรวจมันสามารถยิงเรากลับได้" เขายังวาดแผนภาพแสดงวิธีที่เขาจะประกอบระเบิดขึ้นเองซึ่งเขาอ้างว่าจะนำมันไปใช้ระเบิดโรงเรียน ด้านล่างแผนภาพเขาทิ้งท้ายว่า "
= 10 SFPD = 0"
(สัญลักษณ์
หมายถึงตัวโซดิแอคเอง ส่วน SFPD ย่อมาจาก San Francisco Police Department ซึ่งหมายถึงกรมตำรวจซานฟรานซิสโกนั่นเอง)
วันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 1970 เขาได้ส่งจดหมายอีกฉบับมาที่ซานฟรานซิสโกคอร์นิเคิลส์ เขาระบุในจดหมายว่า "หวังว่าพวกคุณคงมีความสุขกับตัวเอง เมื่อฉันจุดระเบิดของฉัน" ตามมาด้วยสัญลักษณ์วงกลมขีดกากบาทประจำตัวเขา ด้านหลังยังมีคำขู่ที่จะใช้รถโดยสารเป็นตัวระเบิดกำกับไว้ด้วย หนังสือพิมพ์ออกตีพิมมพ์รายละเอียดของมันทั้งหมด นอกจากนี้เขายังต้องการให้ผู้คนสวมใส่กระดุมโซดิแอคอีกด้วย
วันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1970 ในจดหมายที่ประทับตราไปรษณียากร เขาระบุว่าเขาผิดหวังที่ไม่มีใครสวมใส่กระดุมโซดิแอคเลย และระบุต่อว่า "ฉันยิงชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในรถที่จอดอยู่ด้วยปืนจุดสามแปดมิลลิเมตร" ซึ่งคาดว่าน่าจะหมายถึงคดีของ ร.น. ริชารด เรดทิช ที่เกิดเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน เวลา 5.25 น. ขณะริชาร์ดกำลังเขียนตั๋วจอดรถในบริเวณที่เขารับผิดชอบอยู่ คนร้ายยิงเขาที่หัวด้วยปืนแคลิเบอร์พิสทอล 0.38 มิลลิเมตร ริชาร์ดเสียชีวิตในอีก 15 ชั่วโมงต่อมา กรมตำรวจซานฟรานซิสโกปฏิเสธความเกี่ยวข้องของคดีนี้กับโซดิแอคและยังคงจับผู้ร้ายที่ก่อเหตุไม่ได้มาจนถึงปัจจุบัน ในจดหมายยังแนบแผนที่บริเวณโดยรอบอ่าวซานฟรานซิสโกที่ผลิตขึ้นโดยบริษัทผลิตแผนที่ฟิลิปส์ 66 ยังมีรูปของภูเขาดิอาโบลซึ่งบนรูปนั้นเขาทำเครื่องหมายวงกลมขีดกากบาทเช่นเดิมแต่บนสุดของสัญลักษณ์นั้นเขาเขียนหมายเลข 0, 3, 6 และ 9 ไล่ลงมาตามลำดับเสมือนเป็นหน้าปัดนาฬิกา เขาบอกว่าเลข 0 เปรียบเสมือนทิศเหนือ และบอกว่ามันจำชี้ทางไปสู่จุดที่เขาฝังระเบิดไว้แต่ตำรวจตรวจพบว่าไม่เคยเกิดขึ้นจริง เขายังทิ้งท้ายด้วยว่า "
= 12 SFPD = 0"
ในจดหมายฉบับวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1970 ที่ส่งไปยังซานฟรานซิสโกคอร์นิเคิลส์โซดิแอคกล่าวอ้างรับผิดชอบต่อกรณีของแคธลีน จอห์นส์ ว่าเขาเป็นผู้กระทำเอง จดหมายถูกส่งมา 4 เดือนหลังจากเกิดเหตุ ส่วนในฉบับวันที่ 24 มิถุนายน เขายังถอดความจากบทเพลงของ "เดอะมิกาโด" แล้วใส่เนื้อเพลงของเขาเอง ในเนื่อเพลงมีใจความเกี่ยวกับแผนที่เขาจะทรมานต่อ "ทาส" ของเขาบน "สวรรค์" เขาลงท้ายด้วยสัญลักษณ์เดิมแต่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมว่า "
= 13 SFPD = 0" และประโยคสุดท้ายที่เขาทิ้งท้ายคือ "โปรดอย่าลืม รหัสลับที่ภูเขาดิอาโบลมีความสัมพันธ์กับมุมที่เกิดระหว่างเส้นรัศมี 2 เส้นของวงกลมขนาด +# นิ้ว ตลอดความยาวของเส้นรัศมี 2 เส้น" ในปี ค.ศ. 1981 การตรวจสอบข้อความดังกล่าวถูกสรุปโดยแกเรธ เพนน์ นักวิจัยคดีโซดิแอคที่ค้นพบการที่เส้นรัศมีสองเส้นมาทำมุมกัน และพบว่าเส้นรัศมีนั้นชี้ไปยังจุด 2 จุดที่เขาก่อเหตุขึ้น
7 ตุลาคม ค.ศ. 1970 ซานฟรานซิสโกคอร์นิเคิลส์ได้รับการ์ดขนาด 3 คูณ 5 นิ้ว ที่โซดิแอควาดสัญลักษณ์
ด้วยเลือด เนื้อความในการ์ดเป็นข้อความจากจดหมายที่เขาส่งมาซึ่งเขาตัดมันมาจากที่หนังสือพิมพ์ซานฟรานซิสโกคอร์นิเคิลส์ตีพิมพ์ โดยรอบการ์ดถูกเจาะเป็นรูทั้งหมด 13 รู นักสืบบิล อาร์มสตรอง และ เดฟ ทอชชี ลงความเห็นว่ามีความเป็นไปได้สูงที่การ์ดจะถูกส่งมาจากโซดิแอคจริง
[แก้] ริเวอร์ไซด์
วันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 1970 นักข่าวหนังสือพิมพ์ของซานฟรานซิสโกคอร์นิเคิลส์ พอล เอเวอร์รี่ (นักข่าวผู้ที่คอยทำการติดตามคดีของโซดิแอคมาตั้งแต่ต้น) ได้รับการ์ดวันฮาโลวีนซึ่งถูกเขียนไว้บนการ์ดด้วยอักษรตัว "Z" ตามด้วยสัญลักษณ์วงกลมขีดกากบาทของโซดิแอค และมีข้อความว่า "Peek-a-boo, you are doomed" คำแปล: "พีคอะบู (เสียงเหนี่ยวไกปืน), คุณจบเห่แน่" คำขู่ดังกล่าวทำให้เขากังวลอย่างมากและเนื้อความในจดหมายก็ถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์เช่นเคย หลังจากนั้นไม่นาพอลได้รับจดหมายนิรนามที่บอกเล่าว่ามีความเหมือนกันของลักษณะการฆาตกรรมของโซดิแอคกับลักษณะฆาตกรรมที่เกิดกับ เชอร์รี โจ เบทส์ ที่เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน ในมหาวิทยาลัยประจำเมือง ริเวอร์ไซด์เคาท์ตี, เขตมหานครลอสแอนเจลิส ห่างออกไปทางใต้มากกว่า 400 ไมล์จากซานฟรานซิสโก เขารายงานการค้นพบนี้ลงบนหนังสือพิมพ์ซานฟรานซิสโกคอร์นิเคิลส์ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 1970
ย้อนความกลับไปในวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 1966 เชอร์รี โจ เบทส์ อายุ 18 ปี ใช้เวลาช่วงเย็นของวันนั้นในห้องสมุดของวิทยาลัยจนกระทั่งห้องสมุดปิดเวลา 21.00 น. ผู้คนละแวกนั้นกล่าวว่าได้ยินเสียงกรีดร้องช่วงเวลาประมาณ 22.30 น. ร่างของเธอพบแป็นศพไม่ห่างจากห้องสมุดมาก อยู่ระหว่างบ้านร้างสองหลังที่ทางมหาวิทยาลัยกำลังจะรื้อถอนเพื่อปรับปรุงใหม่ สายไฟของหัวจ่ายในรถโฟล์กสวาเกนของเชอรร์รีพบว่าถูกตัดออก ร่างของเธออยู่ในสภาพถูกทุบตีอย่างโหดร้ายและถูกแทงจนถึงแก่ความตาย นาฬิกาข้อมือยี่ห้อไทเมกของผู้ชายและเสื้อที่ชายข้อมือมีรอยฉีกขาดถูกพบบริเวณใกล้เคียง หน้าปัดนาฬิกาหยุดที่ตัวเลข 12:24 แต่ตำรวจเชื่อว่าการฆาตกรรมเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นมาก ตำรวจยังพบรอยเท้าของรองเท้าที่มีใช้กันอยู่ในวงการทหาร อีกหนึ่งเดือนถัดมาในวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1966 จดหมายที่เขียนขึ้นจากการพิมพ์ดีดถูกส่งมายังสถานีตำรวจและสำนักพิมพ์ริเวอร์ไซด์เพรสอินเตอร์ไพรส์ ชื่อที่หัวกระดาษพิมพ์ว่า "The Confession" หรือ "คำสารภาพ" ผู้ที่พิมพ์ระบุในใจความอ้างว่าเขาเป็นผู้กระทำเหตุฆาตกรรมเชอร์รี โจ เบทส์ และเล่ารายละเอียดการฆาตกรรมทั้งหมดซึ่งไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน เขายังเตือนอีกว่า "เชอร์รีไม่ใช่คนแรกและจะไม่ใช่คนสุดท้าย"
ธันวาคม ค.ศ. 1966 มีการค้นพบบทกลอนที่ถูกสลักไว้ด้านล่างโต๊ะตัวหนึ่งในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยว่า "Sick of living/unwilling to die" คำแปล: "เบื่อที่จะอยู่/ไม่เต็มใจที่จะตาย" ซึ่งลักษณะการใช้ภาษาและลายมือคล้ายคลึงกับของโซดิแอคที่เขาเขียนมาทางจดหมายระหว่างปี ค.ศ. 1969 - ค.ศ. 1972 เป็นอย่างมาก และถัดลงมามันถูกสลักด้วยอักษรย่อ "rh" ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นชื่อของคนร้าย เชอร์วูด เมอร์ริล ผู้ตรวจสอบคดีชั้นแนวหน้าของรัฐแคลิฟอร์เนียให้ความเห็นไว้ว่า บนกลอนดังกล่าวถูกเขียนโดยโซดิแอค วันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1967 ครบรอบ 6 เดือนของเหตุฆาตกรรม โจเซฟ โจ เบทส์ ผู้เป็นบิดา, ตำรวจและสำนักพิมพ์ริเวอร์ไซด์เพรสอินเตอร์ไพรส์ ได้รับจดหมายที่แทบจะเหมือนกันซึ่งลายมือมีลักษณะถูกเขียนหวัด ๆ ฉบับของสำนักพิมพ์และตำรวจมีข้อความว่า "Bates had to die there will be more" คำแปล: "เบทส์จำเป็นต้องตายและมันจะมีมากกว่านี้" และด้านล่างมีอักษรที่เขียนแบบลวก ๆ พอจะมองเห็นเป็นตัว "Z" ส่วนฉบับของโจเซฟเขียนว่า "She had to die there will be more" คำแปล: "เธอจำเป็นต้องตายและมันจะมีมากกว่านี้" โดยปราศจากอักษร "Z" ด้านล่าง
กลับมาวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 1971 เป็นเวลาเกือบ 4 เดือนหลังจากบทความเกี่ยวกับเชอร์รีของพอล เอเวอร์รี่ โซดิแอคส่งจดหมายไปยังหนังสือพิมพ์ลอสแอนเจลิสไทม์ ในเนื้อความโซดิแอคกล่าวชื่นชมตำรวจแทนที่จะเป็นพอลกับการค้นพบความเชื่อมโยงที่ริเวอร์ไซด์ เขาระบุต่อว่า "But they are only finding the easy ones, there are a hell of a lot more down there" คำแปล: "แต่พวกเขาพบแค่ชิ้นง่าย ๆ ยังมีอีกมากมายที่นั้น" ความเชื่อมโยงระหว่าง เชอร์รี โจ เบทส์, ริเวอร์ไซด์และโซดิแอค ยังคงเหลือไว้เป็นปริศนา พอล เอเวอร์รี่ และสำนักงานตำรวจริเวอร์ไซด์ลงความเห็นว่าโซดิแอคอาจจะไม่ได้เป็นผู้กระทำการฆาตกรรมเชอร์รี แต่ยอมรับว่าจดหมายที่ถูกส่งมาในคดีของเชอร์รีเขาอาจนำไปอวดอ้างว่าเป็นผลงานของเขา
[แก้] ทะเลสาบทาโฮ
22 มีนาคม ค.ศ. 1971 จดหมายอีกฉบับถูกส่งไปยังซานฟรานซิสโกคอร์นิเคิลส์ หัวจดหมายระบุส่งถึงพอล เอเวอร์รี่ ซึ่งเชื่อกันว่าถูกส่งมาจากโซดิแอค จดหมายกล่าวอ้างความรับผิดชอบต่อการหายตัวไปของ ดอนนา ลาส อายุ 25 ปี เมื่อวันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1970 จดหมายถูกเขียนขึ้นจากการนำตัวอักษรต่าง ๆ จากแผ่นโฆษณาหรือนิตยสารมาแปะเป็นถ้อยคำ ในจดหมายระบุเจาะจงถึงคำบนป้ายโฆษณาของฟอร์เรสต์ไพน์คอนโดมิเนียมดังนี้ "Sierra Club", "Sought Victim 12", "peek through the pines", "pass Lake Tahoe areas" และ "around in the snow." ตามด้วยสัญลักษณ์วงกลมขีดกากบาทลงท้าย
ในคืนวันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1970 สเตตไลน์, รัฐเนวาดา ดอนนา ลาส เป็นพยาบาลอยู่ที่โรงแรมซาฮาราทาโฮคาสิโน ดอนนาเสร็จสิ้นการทำงานเวลาประมาณ 2.00 น. ตามบันทึกที่บอกว่าเธอรักษาผู้ป่วยคนสุดท้ายเวลา 1.40 น. และไม่มีผู้ใดพบเห็นเธอออกไปจากที่ทำงาน เช้าวันต่อมาชุดเครื่องแบบและรองเท้าของเธอถูกพบในถุงกระดาษในห้องทำงานของเธอ และยังพบเศษดินที่อธิบายไม่ได้บนชุดและรองเท้า รถยนต์ของเธอถูกพบที่อพาร์ตเมนของเธอโดยที่อพาร์ตเมนไม่มีสิ่งผิดปกติใด ๆ วันต่อมาเจ้าของอพาร์ตเมนและเจ้านายของเธอต่างก็ได้รับโทรศัพท์จากชายนิรนามที่กล่าวอย่างอวดอ้างว่าดอนนาออกไปจากเมืองระหว่างที่กลับไปเยี่ยมครอบครัว สำนักงานตำรวจและสำนักงานนายอำเภอทำการสืบสวนคดีของเธอในฐานะบุคคลสูญหายและสันนิษฐานว่า "เธอเพียงแค่จากไปอย่างไร้ร่องรอยด้วยตัวของเธอเอง" ต่อมาไม่มีผู้พบเห็นดอนนาอีกเลย จากคำใบ้ที่ส่งมากับจดหมายเกี่ยวกับบริเวณในเซียร์ราคลับ เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปทำการตรวจสอบและขุดคนบริเวณที่กล่าวอ้างไว้แต่พบเพียงแว่นกันแดดเท่านั้น ปัจจุบันไม่มีหลักฐานใดที่แน่ชัดพอจะเชื่อมโยงการหายตัวไปของดอนนา ลาสกับฆาตกรโซดิแอคได้
[แก้] ซานตาบาบารา
หนังสือพิมพ์วัลเลโฮไทม์เฮรัลด์ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1972 ตีพิมพ์คำให้สัมภาษณ์ของบิล เบเคอร์ นักสืบจากสำนักงานนักสืบนายอำเภอซานตาบาบารา ที่ให้ทฤษฎีและตั้งข้อสงสัยว่าการฆาตกรรมคู่รักหนุ่มสาวคู่หนึ่งในซานตาบาบาราว่าอาจเป็นอีกคดีหนึ่งของโซดิแอค
4 มิถุนายน ค.ศ. 1963 เป็นเวลา 5 ปี 6 เดือนก่อนที่โซดิแอคจะเป็นที่รู้จักเป็นครั้งแรกจากการฆาตกรรมที่ถนนเลคเฮอร์แมน นักเรียนไฮสคูล โรเบิร์ต โดมิโกส์ อายุ 18 ปี กับ ลินดา เอ็ดเวิร์ด อายุ 17 ปี ทั้งคู่ถูกยิงและเสียชีวิตบริเวณชายหาดใกล้เมืองลอมพอคโดยที่ทั้งคู่หนีเรียนกันมา ตำรวจสันนิษฐานว่าคนร้ายพยายามที่จะจับทั้งสองมัดข้อมือ แต่ทั้งสองสามารถแกะเชือกที่มัดจนหลุดได้และพยายามวิ่งหนี คนร้ายจึงยิ่งทั้งคู่ซ้ำไปมาหลายครั้งที่บริเวณหลังและหน้าอกด้วยปืนพกแคลิเบอร์ 0.22 มิลลิเมตร คนร้ายซ่อนศพทั้งสองไว้ในกระท่อมหลังเล็ก ๆ บริเวณใกล้เคียง คนร้ายพยายามที่จะเผากระท่อมแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
[แก้] จดหมายฉบับสุดท้าย
หลังจากจดหมายฉบับที่มีเนื้อหาอ้างความรับผิดชอบต่อการหายตัวไปของดอนนา ลาส โซดิแอคก็หยุดทำการส่งจดหมายติดต่อกับสาธารณชนไปเป็นเวลาเกือบ 3 ปี จดหมายที่ประทับตราลงวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 1974 ถูกส่งไปยังซานฟรานซิสโกคอร์นิเคิลซึ่งยืนยันว่าโซดิแอคเป็นผู้เขียนขึ้น ข้างในกล่าวชื่นชมนวนิยายสยองขวัญเรื่อง ดิ เอกซอร์ซิสต์ ว่าเป็น "the best saterical comidy [sic]" ที่ดีที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอ และยังประกอบด้วยบทกวีท่อนหนึ่งของ เดอะ มิกาโด อีกทั้งยังมีสัญลักษณ์ปริศนาที่อธิบายไม่ได้กำกับไว้ด้านล่าง นอกจากนี้ยังมีคะแนนที่เขียนไว้ด่านล่างว่า "Me = 37 SFPD = 0" (SFPD หมายถึงกรมตำรวจซานฟรานซิสโก)
ซานฟรานซิสโกคอร์นิเคิลส์ยังได้รับจดหมายอีกฉบับประทับตราลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1974 ที่ส่งถึงบรรณาธิการ ภายในเป็นรหัสลับที่กล่าวถึงกองทัพเสรีเพื่อการเกื้อกูล (อังกฤษ: Symbionese Liberation Army) ที่สะกดออกมาเป็นภาษานอร์สโบราณที่แปลว่า "ฆ่า" แต่อย่างไรก็ตามลายมือที่ใช้ในจดหมายฉบับดังกล่าวไม่ตรงกับลายมือของโซดิแอค
ต่อมาซานฟรานซิสโกคอร์นิเคิลส์ได้รับจดหมายที่ประทับตราลงวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1974 ใจความกล่าวยกย่องและชื่นชมภาพยนตร์เรื่อง "แบดแลนด์ส" ที่เนื้อเรื่องเกี่ยวกับการฆาตกรรม โดยเขากล่าวว่าเป็น "เกียรติภูมิแห่งฆาตกร" และบอกให้ทำการตีพิมพ์โฆษณาเกี่ยวกับภาพยนตร์ลงบนหนังสือพิมพ์ และลงชื่อว่า "A citizen" ทั้งลายมือ, วิธีการเขียนและการใช้ถ้อยคำที่แดกดันทั้งหมดล้วนมีลักษณะตรงกับของโซดิแอคในช่วงปี ค.ศ. 1969 - ค.ศ. 1972 เป็นอย่างมาก
ซานฟรานซิสโกคอร์นิเคิลส์ยังคงได้รับจดหมายอย่างต่อเนื่อง ฉบับต่อมาลงวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1974 กล่าวหาว่า มารโค สปิเลลนิ นักคอลัมน์นิสต์ ว่าเป็นโซดิแอคและลงชื่อด้วยคำว่า "the Red Phantom (red with rage)" ข้อสันนิษฐานที่ว่าจดหมายฉบับนี้เขียนขึ้นโดยโซดิแอคเองยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน
จดหมายฉบับวันที่ 24 เมษายน ค.ศ. 1978 ที่ในขั้นต้นให้ถือว่าเป็นจดหมายฉบับที่โซดิแอคเขียนขึ้นจริง แต่หลังจากนั้นไม่ถึงสามเดือนผู้ส่งก็เขียนกลับมาอีกว่าเป็นเพียงการเล่นตลกเท่านั้น เดฟ ทอสชี นักสืบสวนคดีฆาตกรรมของกรมตำรวจซานฟรานซิสโกที่พยายามไขคดีของโซดิแอคตั้งแต่คดีที่เพรสซิดิโอไฮท์เป็นต้นมา ถูกเชื่อว่าเป็นผู้ปลอมแปลงจดหมายนั้นขึ้นมาเอง โดยนักเขียน อาร์ตีด โมพิน เป็นผู้กล่าวหาที่เชื่อว่ามีลักษณะคล้ายคลึงกับจดหมายที่เขาได้รับในปี ค.ศ. 1976 จากผู้ที่ชื่นชอบโซดิแอคเขียนขึ้นเพื่อทำให้เป็นข่าว ซึ่งจดหมายฉบับปี ค.ศ. 1976 นี้เองที่เขาก็เชื่อว่าเขียนโดยเดฟ ทอชชี ต่อมาเดฟ ทอชชี ปฏิเสธว่าเขาไม่ได้ปลอมแปลงจดหมายของโซดิแอคและท้ายที่สุดก็พ้นจากข้อกล่าวหา ผู้ที่เขียนจดหมายฉบับวันที่ 24 เมษายน ค.ศ. 1978 ยังคงไม่ได้รับการพิสูจน์และยืนยัน
3 มีนาคม ค.ศ. 2007 บัตรอวยพรวันคริสต์มาสของบริษัทอเมริกันกรีททิง ถูกส่งไปยังซานฟรานซิสโกคอร์นิเคิลส์ ประทับตราไปรษณียากรลงปี ค.ศ. 1990 ในเมืองยูเรกา, รัฐแคลิฟอร์เนีย พึ่งถูกค้นพบเมื่อไม่นานมานี้จากเอกสารภาพถ่ายโดยผู้ช่วยบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ แดเนียล คิง ภายในซองจดหมายประกอบด้วยบัตรอวยพรและภาพจากการถ่ายเอกสารเป็นรูปของกุญแจสองอันของกรมไปรษณีย์สหรัฐฯ ลายมือบนหน้าซองคล้ายคลึงกับลายมือของโซดิแอคแต่ถูกโต้แย้งโดยผู้ตรวจสอบเอกสาร ลอยด์ คันนิงแฮม ว่าทั้งหมดไม่ใช่ของโซดิแอค อีกทั้งบนหน้าซองไม่มีที่อยู่ติดต่อกลับและสัญลักษณ์วงกลมขีดกากบาทของเขาเหมือนเช่นเคย ทางหนังสือพิมพ์ได้ส่งเอกสารหลักฐานทั้งหมดให้แก่สถานีตำรวจวัลเลโฮเพื่อทำรอตรวจพิสูจน์ต่อไป
[แก้] ผู้ต้องสงสัยหลัก
อาร์เธอร์ ลีห์ อัลเลน คือผู้ต้องสงสัยหลักเพียงคนเดียวของคดีนี้ที่ตำรวจให้การรับรอง อาร์เธอร์ไม่เคยได้รับการพิสูจน์ว่าเขาเกี่ยวข้องโดยตรงกับคดีฆาตกรรมหลายคดี อีกทั้งรอยนิ้วมีของเขาก็ไม่ตรงกับรอยนิ้วมือที่โซดิแอคทิ้งไว้บนรถแท็กซี่ในคดีฆาตกรรมพอล สไตน์ ในปี ค.ศ. 1992 หลังการก่อเหตุผ่านไปเป็นเวลา 23 ปี ไมเคิล เรนัลต์ แมกกู เหยื่อของฆาตกรโซดิแอคที่รอดชีวิตมาได้ระบุชี้ชัดว่ารูปพรรณของอาร์เธอร์ใกล้เคียงกับคนร้ายที่ยิงเขาในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 มากที่สุด ไมเคิลยืนยันกับทางตำรวจจากการที่ตำรวจให้ดูรูปถ่ายในใบขับขี่ปี ค.ศ. 1968 ของอาร์เธอร์ หลังทนทุกข์ทรมานจากโรคเบาหวานในที่สุดอาร์เธอร์ ลีห์ อัลเลน ก็เสียชีวิตด้วยภาวะไตวายในปี ค.ศ. 1992 ในปี ค.ศ. 2002 ดีเอ็นเอจากน้ำลายของโซดิแอคที่ได้จากตราไปรษณียากรบนซองจดหมายที่ส่งมาถูกนำไปตรวจสอบกับดีเอ็นเอของอาร์เธอร์ และดีเอ็นเอของเพื่อนสนิทเก่าของอาร์เธอร์ ดอน เชนีย์ ผู้ซึ่งให้การกับทางตำรวจว่าอาร์เธอร์อาจเป็นโซดิแอค ผลการตรวจสอบดีเอ็นเอปรากฏว่าดีเอ็นเอจากซองจดหมายไม่ตรงกับดีเอ็นเอของทั้งสอง แต่กระนั้นก็ยังไม่สามารถยืนยันแน่ชัดได้ว่าดีเอ็นเอจากซองจดหมายเป็นของโซดิแอคจริง
[แก้] ความคืบหน้าล่าสุด
- ค.ศ. 2002 - กรมตำรวจซานฟรานซิสโกทำการเปรียบเทียบดีเอ็นเอจากซองจดหมายที่ได้รับจากโซดิแอคกับอาร์เธอร์ ลีห์ อัลเลน ผู้ต้องสงสัยหลัก ผลปรากฏว่าไม่ตรงกัน
- เมษายน ค.ศ. 2004 - กรมตำรวจซานฟรานซิสโกทำการจัดคดีของโซดิแอคให้เป็น "คดีที่หาข้อสรุปไม่ได้"
- ค.ศ. 2007 - บุตรบุญธรรมของ แจค เทอร์แรนซ์ อ้างว่าพ่อของเขาคือโซดิแอค กรมตำรวจซานฟรานซิสโกจึงทำการรื้อคดีมาสืบสวนใหม่และส่งหลักฐานทั้งหมดไปยังสถานีตำรวจวัลเลโฮเพื่อทำการสืบสวนต่อไป คดียังคงเปิดในท้องที่ สน.วันเลโฮ มาจนปัจจุบัน
- ค.ศ. 2009 - เดโบราห์ เปเรซ อ้างว่าบิดาของเธอ กาย วอร์ด เฮนด์ริคสัน คือโซดิแอค อย่างไรก็ตามในภายหลังเธอออกมาอ้างว่าเธอคือลูกนอกสมรสของประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี ตำรวจจึงไม่ให้ความเชื่อถือต่อคำกล่าวอ้างของเธอ
- ค.ศ. 2009 - ดีเอ็นเอของ ริชาร์ด โจเซฟ กายโกว์สกี (ดิค ไกค์) ถูกส่งไปวิเคราะห์ที่กรมตำรวจซานฟรานซิสโก
เว็บไซต์ของสถานีตำรวจวัลเลโฮยังคงรับคำแนะนำในการสอบสืนคดีของโซดิแอคอยู่ คดียังคงเปิดในพื้นที่สถานีตำรวจนาปาและริเวอร์ไซด์
[แก้] ในวัฒนธรรมสมัยนิยม
เรื่องราวของฆาตกรจักรราศีได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งหนึ่งในชื่อเรื่อง โซดิแอค ตามล่า รหัสฆ่า ฆาตกรอำมหิต (ZODIAC) ในปี ค.ศ. 2007 นำแสดงโดย เจค จิลเลนฮอล, โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์, มาร์ค รัฟฟาโร กำกับการแสดงโดย เดวิด ฟินเชอร์[6]
[แก้] อ้างอิง
- ^ Coded Clues in Murders. San Francisco Chronicle, 2 August 1969. Retrieved 21 July 2007.
- ^ อ้างอิงผิดพลาด: Invalid
<ref>tag; no text was provided for refs named408-cipher - ^ Graysmith, pp. 62-77
- ^ Message written on Hartnell's car door
- ^ Dorgan, Marsha (2007-02-18). "Tracking the mark of the Zodiac for decades". Napa Valley Register. http://www.napavalleyregister.com/articles/2007/02/18/news/local/iq_3821597.txt. เรียกข้อมูลเมื่อ 2008-09-16.
- ^ [1]