คิลบิล
| Kill Bill Vol.1 | |
|---|---|
ใบปิดภาพยนตร์ Kill Bill Vol.1 (นางฟ้าซามูไร) |
|
| กำกับ | เควนติน ทาแรนติโน |
| ผลิต | ลอว์เรนซ์ เบ็นเดอร์ |
| เขียน | เควนติน ทาแรนติโน |
| แสดง/ พากย์ |
อูม่า เธอร์แมน เดวิด คาราดีน ลูซี่ ลิว แดรีล ฮันนาห์ จูลี่ ดรัยฟัส วิวีก้า เอ. ฟอกซ์ ไมเคิล แมดเซน ไมเคิล พาร์ค ซอนนี่ ชิบะ หลิวเจียหุย ชิอากิ คุริยาม่า |
| เพลง | RZA |
| กำกับภาพ | โรเบิร์ต ริชาร์ดสัน |
| ตัดต่อ | แซลลี่ เมนเก้ |
| เผยแพร่ | มิราแม็กซ์ ฟิล์มส์ |
| ฉาย | 10 ตุลาคม ค.ศ. 2003 (สหรัฐอเมริกา) 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 (ประเทศไทย) |
| ยาว | 111 นาที |
| ประเทศ | สหรัฐอเมริกา |
| ภาษา | อังกฤษ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส จีนกลาง จีนกวางตุ้ง สเปน |
| งบประมาณ | 55,000,000 ล้านเหรียญสหรัฐ |
| รายได้ | 180,949,045 ล้านเหรียญสหรัฐ (ทั่วโลก) |
คิลบิล (อังกฤษ: Kill Bill) เป็นผลงานลำดับที่ 4 ของผู้กำกับและนักเขียนบทคนดัง เควนติน ทาแรนติโน (Reservoir Dogs, Pulp Fiction, Jackie Brown) โดยเขาสร้างเรื่องนี้ จากแรงบันดาลใจที่เขามีต่อหนังกำลังภายใน, หนังยากูซ่า, หนังซามูไร และหนังคาวบอยตะวันตก ในช่วงทศวรรษที่ 1970 เข้าฉายในประเทศไทยโดยใช้ชื่อภาษาไทยว่า นางฟ้าซามูไร
เนื้อหา |
[แก้] เนื้อเรื่อง
Kill Bill Vol.1 เป็นตอนแรกของภาพยนตร์ชุดนี้ โดยภายหลังได้แบ่งออกฉายเป็น 2 ภาค ซึ่งในภาคแรกนี้เป็นในรูปแบบสไตล์ตะวันออก และ Kill Bill Vol.2 นำเสนอในรูปแบบสไตล์หนังคาวบอย
[แก้] Volume 1
เดอะไบรด์ (อูม่า เธอร์แมน) เจ้าสาวที่กำลังเข้าพิธีแต่งงานในโบสถ์แถว เอล พาโซ่ แต่บิล (เดวิด คาราดีน) พร้อมพวกสมาชิกได้บุกเข้ามาและเข้าทำร้ายเธอ จากนั้นเธอได้บอกกับบิลว่ากำลังตั้งท้องลูกของเขา แต่บิลก็ยิงเข้าศีรษะเธออย่างอำมหิต
[แก้] Chapter 1 : 2
5 ปีต่อมา เธอเริ่มออกตามล่าคนที่ทำร้ายเธอในโบสถ์ โดยเป้าหมายนี้คือ จินนี่ เบล (วิวีก้า เอ. ฟอกซ์) หรือ เวโรนิต้า กรีน โดยเธอบุกเข้าไปในบ้านและเกิดการต่อสู้กัน จากนั้น นิกกี้ ลูกสาวของเวโรนิต้าก็กลับจากโรงเรียน และทั้งสองก็หยุดการต่อสู้กัน จากนั้นทั้งคู่ก็เดินเข้าไปในครัวและพูดคุยกัน แต่ เดอะไบรด์ ไม่ยอมใจอ่อน ทันใดนั้นเวโรนิต้าก็ใช้ปืนที่ซ่อนไว้ในกล่องขนมในตู้เย็นยิงใส่ แต่ เดอะไบรด์ ก็ใช้มีดพกของเธอ คว้าใส่เข้าหน้าอกของ เวโรนิต้า อย่างเต็มแรง จนเวโรนิต้าขาดใจตายในที่สุด แต่ลูกสาวของเธอก็เข้ามาเห็นเหตุการณ์ โดย เดอะไบรด์ ให้สัญญาว่าถ้าเมื่อไหร่โตขึ้น ก็มาล้างแค้นให้กับแม่ของเธอได้ จากนั้น เดอะไบรด์ ก็ออกเดินทางเพื่อตามล้างแค้นในบัญชีของเธอต่อ ด้วยรถปิคอัพที่ชื่อ "Pussy Wagon"
[แก้] Chapter 2 : Blood Splattered Bride
ย้อนกลับไปยังเหตุการณ์สังหารหมู่ในโบสถ์ โดย เดอะไบรด์ เป็นผู้เดียวที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์นั้น จากนั้นเธอก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและนอนเป็นเจ้าหญิงนิทรา ทันใดนั้น แอลล์ ไดร์เวอร์ (แดรีล ฮันนาห์) ก็ปรากฏตัวพร้อมกับชุดนางพยาบาลและชุดเข็มฉีดยากับยาพิษ แต่ บิล ได้โทรมาห้ามก่อนที่แอลล์จะฆ่าเดอะ ไบรด์
หลังจากนั้น เดอะไบรด์ ได้ฟื้นขึ้นมาพร้อมกับอาการที่ยังโคม่าอยู่ เธอได้หนีออกจากโรงพยาบาลหลังจากที่เธอฆ่าบุรุษพยาบาลที่ชื่อ บั๊ค เธอนั่งเก้าอี้รถเข็นพยาบาล และได้เข้าไปหลบในรถปิดอัพที่ชื่อ "Pussy Wagon" ของบั๊คและเธอก็ฝึกกายภาพบำบัดด้วยการขยับหัวแม่เท้า และเธอได้นึกถึงเป้าหมายแรกที่เธอจะคิดบัญชี
[แก้] Chapter 3 : Origin of O-ren
เดอะไบรด์ เล่าถึงตัวของ โอเรน อิชิอิ (ลูซี่ ลิว) โดยนำเสนอในรูปแบบการ์ตูนเคลื่อนไหว หลังจากที่ครอบครัวของโอเรนถูกยากูซ่าฆ่าตาย เธอก็เก็บความแค้นทั้งหมด เพื่อรอเวลาสังหารหัวหน้ายากูซ่าที่ฆ่าพ่อและแม่ของเธอ หลังจากที่เธอสังหารหัวหน้ายากูซ่าได้ เธอก็ผันตัวเองไปเป็นนักฆ่ามืออาชีพ โดยภายหลังได้เข้าร่วมเป็นสมุนของบิล และเป็น 1 ใน4 ที่ทำร้าย เดอะ ไบรด ในโบสถ์วันนั้น
[แก้] Chapter 4 : Man From Okinawa
เดอะ ไบรด เดินทางไปยัง โอกินาว่า เพื่อขอคะตะนะ(ดาบซามูไร)ของ ฮัตโตริ ฮันโซ ที่เลิกจากวงการนี้และหันไปเปิดร้านซูชิ เดอะ ไบรด์ จึงหว่านล้อมด้วยเหตุผลว่าทำไมถึงต้องการดาบ และฮัตโตริก็เข้าใจในจุดประสงค์ของเธอ จึงได้ทำดาบให้เธอเป็นกรณีพิเศษ และเขาต้องผิดคำสาบานที่ให้ไว้กับบรรพบุรุษว่าจะไม่สร้างดาบไว้ใช้สังหารผู้คน
[แก้] Chapter 5 : Showdown at the House of Blue Leaves
เดอะ ไบรด์ เริ่มบัญชีแค้นคนแรก คือ โอเรน โดยเดอะไบรด์ สวมชุดขับมอเตอร์ไซค์สีเหลืองแถบสีดำ (ชุดคล้ายๆ บรู๊ซ ลี) เข้ามาในบ้านใบไม้สีน้ำเงิน (House of Blue Leaves) ซึ่งเป็นที่โอเรนกับสมาชิกแก็งค์ 88 ชอบมาสังสรรค์กัน และจากนั้นเดอะ ไบรดก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับต้องฝ่าด่านสมาชิกแก๊งค์ของโอเรน ซึ่งทั้งหมดนี้เดอะ ไบรด์ต้องเจอกับลูกสมุนของแก็งค์ 88 นับสิบ และในที่สุดเดอะ ไบรด์ สามารถจัดการโอเรนสำเร็จ และได้ไว้ชีวิต โซฟี ฟาเทล (จูลี่ ดรัยฟัส) เพื่อมาบอกบิลว่าเธอจะจัดการกับทุกคนที่ทำร้ายเธอในวันนั้น
ฉากจบของตอนนี้ คือคำพูดที่บิลบอกกับโซฟีว่า "เธอรู้หรือเปล่า ว่าลูกสาวของเธอยังมีชีวิตอยู่?"
[แก้] Volume 2
| Kill Bill Vol.2 | |
|---|---|
ใบปิดภาพยนตร์ Kill Bill Vol.2 (นางฟ้าซามูไร 2) |
|
| กำกับ | เควนติน ทาแรนติโน |
| ผลิต | ลอว์เรนซ์ เบ็นเดอร์ |
| เขียน | เควนติน ทาแรนติโน |
| แสดง/ พากย์ |
อูม่า เธอร์แมน เดวิด คาราดีน แดรีล ฮันนาห์ ไมเคิล แมดเซน ไมเคิล พาร์ค หลิวเจียหุย |
| เพลง | โรเบิร์ต โรดริเกซ |
| กำกับภาพ | โรเบิร์ต ริชาร์ดสัน |
| ตัดต่อ | แซลลี่ เมนเก้ |
| เผยแพร่ | มิราแม็กซ์ ฟิล์มส์ |
| ฉาย | 24 เมษายน ค.ศ. 2004 (สหรัฐอเมริกา) 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 (ประเทศไทย) |
| ยาว | 136 นาที |
| ประเทศ | สหรัฐอเมริกา |
| ภาษา | อังกฤษ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส จีนกลาง จีนกวางตุ้ง สเปน |
| งบประมาณ | 30 ล้านเหรียญสหรัฐ |
| รายได้ | 152,159,461 ล้านเหรียญสหรัฐ (ทั่วโลก) |
[แก้] Chapter 6 : Massacre at Two Pines
เริ่มเรื่องของภาคนี้ จะย้อนไปยังถึงเหตุการณ์ในโบสถ์ ก่อนการสังหารหมู่ ซึ่งเปิดเรื่องโดยที่บิล ได้เข้ามาในงานแต่งเพื่อพูดจากับเดอะไบรด์ ก่อนที่เธอจะเข้าสู่พิธีแต่งงาน โดยหารู้ไม่ว่า บิลได้เตรียมสมุนทั้งสี่เข้ามาทำลายและปิดฉากชีวิตใหม่ของเดอะ ไบรด์
หลังจากนั้นก็เข้าสู่เหตุการณ์ปัจจุบัน โดยบิลได้เดินทางไปหา บั๊ด (ไมเคิล แมดเซน) น้องชายแท้ๆของบิลคนเดียว เพื่อเตือนให้บั๊ดระวังการมาของเดอะ ไบรด์ แต่บั๊ดก็ได้เรียนรู้ถึงวัฎจักรการแก้แค้น และเตรียมพร้อมของการมาของเดอะไบรด์ โดยอาชีพของบั๊คคือพนักงานในคลับระบำโป๊
[แก้] Chapter 7 : Lonely Grave of Paula Schulz
เมื่อบั๊คกลับมาถึงรถบ้าน เดอะไบรด์ก็เปิดเผยตัวและเข้าจู่โจม แต่บั๊ดรู้ทันเธอก่อน เดอะไบรด์จึงโดนยิงเข้าเต็มอก แต่เพราะบั๊ดใช้กระสุนหัวยางจึงทำให้เธอไม่ตาย จากนั้นบั๊ดจึงยึดดาบของเธอและโทรศัพท์บอกแอลล์เพื่อขอรางวัลนำจับถึง 1 ล้านเหรียญ จากนั้นจึงเอาตัวเดอะไบรด์เอาไปฝังในสุสานเท็กซัส โดยฝังในหลุมศพของ "พอลล่า ชูลซ์ท"
[แก้] Chapter 8 : Cruel Tutelage of Pai Mei
ในช่วงเวลาที่เธออยู่ในโลงศพ เธอได้ย้อนกลับไปคิดถึงสมัยที่เธอฝึกวิชาที่เมืองจีน โดยที่บิลพาไปฝึกที่สำนักวิชาของอาจารย์ ไป่เม่ย (หลิวเจียฮุย) โดยบิลบอกว่าไป่เม่ยมีวิชาดัชนีห้าจุดปลิดวิญญาณ ซึ่งเป็นสุดยอดวิชาของมวยจีน และเป็นความลับซึ่งไป่เม่ยไม่ยอมถ่ายทอดวิชานี้ให้แก่ใครทั้งสิ้นแม้แต่บิล และนิสัยส่วนตัวของไป่ เม่ย คือ ไม่ชอบคนอเมริกัน จากนั้นไป่เม่ยก็รับเดอะไบรด์เข้าเป็นศิษย์โดนสอนวิชาฝ่ามือพิฆาต และเธอก็ใช้วิชานี้ในการออกจากโลงศพ
[แก้] Chapter 9 : Elle and I
หลังจากเดอะไบรด์เป็นอิสระ เธอก็ได้เดินทางไปหาบั๊ดเพื่อจัดการบัญชีแค้นของเธอ แต่ในเวลาเดียวกัน แอลล์ ก็ได้นำเงินรางวัลนำจับเอามาให้บั๊ด แต่ในระหว่างที่แอลล์คุยกับบั๊ด เขาก็เอาดาบของเดอะไบรด์ให้กับแอลล์ แต่เมื่อบั๊ดเปิดกระเป๋าเพื่อนับเงินรางวัลนำจับ เขาก็ถูกงูพิษที่แอลล์ใส่ไว้ในกระเป๋าเงินกัดเข้าที่หน้าอกและหลายที่ในร่างกาย และในที่สุดบั๊ดก็สิ้นใจตาย จากนั้นแอลล์ก็โทรศัพท์บอกบิลเกี่ยวกับหลุมศพที่ฝังเดอะไบรด์เอาไว้ พร้อมกับเฉลยปริศนาของชื่อที่แท้จริงของเดอะไบรด์ที่มีชื่อว่า "เบียทริกซ์ คิดโด้"
แต่ทันใดนั้นเดอะไบรด์ก็บุกเข้ามาในรถบ้านของบั๊ด และได้เกิดการต่อสู้กัน ในระหว่างที่ทั้งสองต่อสู้กัน แอลล์ก็ได้เฉลยปริศนาของตนเองว่าทำไมถึงมีตาข้างเดียว นั้นเป็นเพราะไป่เม่ยเป็นคนควักลูกตาของแอลล์และแอลล์ก็ฆ่าไป่เม่ยโดยวางยาในอาหาร เมื่อการสนทนาของทั้งสองจบลง เบียทริกซ์กับแอลล์ก็สู้กันต่อด้วยดาบซามูไร แต่เมื่อแอลล์กับเบียทริกซ์จ้องตาประสานกัน เบียทริกซ์ก็อาศัยช่วงที่แอลล์เผลอ ก็ควักลูกตาของแอลล์อีกข้างหนึ่งออกมา แอลล์กรีดร้องและด่าเดอะไบรด์ด้วยความเจ็บปวด และเบียทริกซ์ก็เหยียบลูกตาของแอลล์จนเละ จากนั้นเบียทริกซ์ก็หยิบดาบของตนเองและเดินจากรถบ้านของบั๊ดไปอย่างไม่มีวันกลับมาอีกตลอดชีวิต
[แก้] Last Chapter : Face to Face
เบียทริกซ์เดินทางมายังเม็กซิโกเพื่อมาหาเอสเตบัน วิฮาโญ่ (ไมเคิล พาร์ค ) พ่อเล้าแก่ผู้หนึ่งซึ่งเป็นคนเลี้ยงดูบิลมาตั้งแต่เด็ก และเอสเตบันคือกุญแจที่จะไขปริศนาว่าบิลอยู่ที่ไหน และเมื่อเบียทริกซ์รู้ว่าบิลอยู่ที่ไหนเธอก็ไม่รีรอที่จะปิดบัญชีแค้นคนสุดท้ายของเธอ แต่เมื่อเธอไปถึงบ้านของบิล สิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น เมื่อเบียทริกซ์ได้พบกับ บีบี ลูกสาวแท้ๆวัยสี่ขวบของเธอนั้นเอง ซึ่งกำลังหยอกเย้าอยู่กับบิลผู้เป็นพ่อของบีบีแท้ๆ แต่เบียทริกซ์ก็พยายามเก็บความรู้สึกแค้น และเล่นกับบีบีอย่างสนุกสนานจนบีบีนอนหลับไป
ทันใดที่เบียทริกซ์พบกับบิลอย่างตาต่อตา การต่อสู้ครั้งสุดท้ายก็เกิดขึ้น แต่บิลต้องการรู้เหตุผลทั้งหมดว่าทำไมเบียทริกซ์จึงคิดหันหลังให้กับวงการนักฆ่าและไปตั้งชีวิตใหม่กับแฟนคนใหม่ ซึ่งเบียทริกซ์เองถูกยิงด้วยเซรุ่มยาพูดความจริงของบิล และเมื่อยาออกฤทธิ์เบียทริกซ์ก็เล่าความจริงทั้งหมด ว่าเธอไม่อยากให้ลูกสาวที่กำลังจะเกิดมาต้องมามีชีวิตที่พัวผันกับการฆ่าคน และจำเป็นต้องแกล้งทำเป็นว่าตัวเองตายไปกับงานชิ้นสุดท้าย ทำให้บิลเสียใจที่เป็นอย่างนั้น แต่เมื่อรู้ว่าความจริงว่าเบียทริกซ์โกหก บิลก็เกิดความแค้นที่เขาถูกคนรักหักหลัง และเมื่อการสนทนาของทั้งสองจบลง การต่อสู้สั้นด้วยการดวลดาบก็เริ่มขึ้น แต่เบียทริกซ์ใช้วิชาลับสุดยอดอย่าง วิชาดัชนีห้าจุดปลิดวิญญาณ จัดการกับบิล ซึ่งบิลเองไม่เคยรู้เลยว่าไป่เม่ยสอนวิชานี้กับเบียทริกซ์ ตัวเธอเองรู้สีกเสียใจที่ต้องฆ่าคนที่เธอรักที่สุดอย่างบิล และเมื่อการล้างแค้นของเธอจบลง เบียทริกซ์ได้พาลูกสาวของเธอหนีไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ณ.ที่ใดที่หนึ่ง
[แก้] จุดกำเนิด
Lady Snowblood (1973) คือแรงบันดาลใจอันดับต้นๆของหนังเรื่องนี้ เพราะเนื้อเรื่องว่าด้วยเรื่องราวผู้หญิงที่พกเอาความแค้นจากการที่เธอต้องศูนย์เสียครอบครัวของเธอจากเหตุฆาตกรรม เธอจึงต้องการสังหารกลุ่มคนที่ฆ่าครอบครัวของเธอ หรือกระทั่งงานของผู้กำกับ ฟรองซัว ทรุฟโฟต์ เรื่อง The Bride Wore Black (1968) ที่บอกเล่าถึงเจ้าสาวที่ตามไล่ฆ่ากับกลุ่มคนที่ฆ่าเจ้าบ่าวตาย
คิลบิล ถือว่าเป็นงานที่สร้างเพื่อรำลึกถึงหนังคาวบอยอิตาลี (Spaghetti Western) , หนังทุนต่ำเกี่ยวกับคนดำ, หนังแอ็คชั่นแนวกำลังภายใน, หนังแอ็คชั่นสไตล์ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งหนังกังฟู ในยุค 1960 ถึง 1970 โดยเอกลักษณ์ที่แสดงให้เห็นได้ชัด คือ การใช้โลโก้ของ ชอว์ บราเดอร์ มาแปะที่หัวเรื่องในภาค Vol.1
[แก้] รางวัลในประเทศไทย
- 1 ใน 5 ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากงานเฉลิมไทย อวอร์ดครั้งที่ 1 (Quentin Tarantino) ภาค1
- 1 ใน 5 นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากงานเฉลิมไทย อวอร์ดครั้งที่ 1 (Uma Thurman) ภาค1
- 1 ใน 5 ดนตรีประกอบยอดเยี่ยมจากงานเฉลิมไทย อวอร์ดครั้งที่ 1 (ภาค1)
- 1 ใน 5 เพลงในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากงานเฉลิมไทย อวอร์ดครั้งที่ 1 ("Bang Bang") ภาค1
- 1 ใน 5 นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากงานเฉลิมไทย อวอร์ดครั้งที่ 2 (Uma Thurman) ภาค2
- 1 ใน 5 นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากงานเฉลิมไทย อวอร์ดครั้งที่ 2 (David Caradine) ภาค2
- ภาพยนตร์ที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2546
- ภาพยนตร์ที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2547
- ภาพยนตร์ที่กำกับโดย เควนติน ทาแรนติโน
- ภาพยนตร์อเมริกัน
- ภาพยนตร์ซีรีส์
- ภาพยนตร์โดยมิราแม็กซ์
- ภาพยนตร์กังฟู
- ภาพยนตร์ศิลปะการต่อสู้
- ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำในประเทศญี่ปุ่น
- ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำในประเทศจีน
- ภาพยนตร์ที่มีฉากในประเทศเม็กซิโก
- ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำในโตเกียว
- ภาพยนตร์ที่มีฉากในรัฐเทกซัส
- บทความเกี่ยวกับ ภาพยนตร์ ที่ยังไม่สมบูรณ์