คิม จ็อง-อิล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก คิม จองอิล)
คิม จ็อง-อิล
김정일
ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี
ดำรงตำแหน่ง
8 ตุลาคม ค.ศ. 1977 – 17 ธันวาคม ค.ศ. 2011[1]
สมัยก่อนหน้า คิม อิลซอง
สมัยถัดไป คิม จองอึน[2]
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1941
วยัตสโคเย สหภาพโซเวียต (บันทึกโซเวียต)
16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942
ภูเขาแพกตู เกาหลี
(บันทึกเกาหลีเหนือ)
เสียชีวิต 17 ธันวาคม ค.ศ. 2011 (69 ปี)
เปียงยาง เกาหลีเหนือ
พรรคการเมือง พรรคแรงงานเกาหลี
คู่สมรส คิม ยองซุก
ซอง ฮเยริม
โค ยองฮึย
คิม อก
บุตร คิม ซอลซง (ญ)
คิม จองนัม (ช)
คิม จองชอล (ช)
คิม จองอึน (ช)
ศาสนา อเทวนิยม
ลายมือชื่อ
การเข้าเป็นทหาร
สวามิภักดิ์ ธงชาติของประเทศเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือ
สังกัด กองทัพประชาชนเกาหลี
ปีปฏิบัติงาน 1991–2011
ยศ วอนซู (จอมพล)
บังคับบัญชา ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

คิม จ็อง-อิล (เกาหลี: 김정일, ฮันจา: 金正日, MC: Kim Chŏngil, MR: Gim Jeong(-)il) มีชื่อเมื่อแรกเกิดว่า ยูริ อีร์เซโนวิช คิม/Юрий Ирсенович Ким(ตามบันทึกโซเวียต)[3][4][5][6] (16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1941/2 – 17 ธันวาคม ค.ศ. 2011[7]) อดีตผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) เขาเป็นเลขาธิการพรรคกรรมกรเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลตั้งแต่ ค.ศ. 1948, ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันประเทศแห่งเกาหลีเหนือ และผู้บัญชาการกองทัพประชาชนเกาหลีสูงสุด ซึ่งเป็นกองทัพขนาดใหญ่ที่สุดอันดับสี่ของโลก

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2009 มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกาหลีเหนือโดยเรียกเขาว่าเป็น "ผู้นำสูงสุด" โดยปริยาย[8] เขายังถูกเรียกว่า "บิดาที่รัก", "บิดาของเรา" "นายพล" และ "จอมทัพ"[9] บุตรชาย คิม จองอึนได้รับเลื่อนเป็นตำแหน่งระดับสูงในพรรคกรรมกรและถูกวางตัวเป็นทายาท[10] ใน ค.ศ. 2010 เขาถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 31 ของบุคคลทรงอำนาจที่สุดของโลก[11] รัฐบาลเกาหลีเหนือประกาศการถึงแก่อสัญกรรมของเขาเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 2011[7]

ชีวิตวัยเยาว์[แก้]

แรกเกิด[แก้]

รายละเอียดเกี่ยวกับการเกิดของคิม จ็อง-อิลแตกต่างกันไปตามแหล่งข้อมูล บันทึกโซเวียตแสดงให้เห็นว่าเขาเกิดในหมู่บ้านวยัตสโคเย (Vyatskoye) ดินแดนฮาบารอฟสค์ (Khabarovsk) สหภาพโซเวียต เมื่อค.ศ. 1941[12] มีชื่อเมื่อแรกเกิดว่า ยูริ อีร์เซโนวิช คิม (Yuri Irsenovich Kim; รัสเซีย: Юрий Ирсенович Ким) เป็นบุตรชายคนโตคนแรกของนายคิม อิล-ซ็อง (เกาหลี: 김정일) กับนางคิม จ็อง-ซุก (เกาหลี: 김정숙) คิม อิล-ซ็อง ผู้เป็นบิดา ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองพันที่ 1 แห่งกองพลน้อยโซเวียตที่ 88 อันประกอบด้วยชาวจีนและเกาหลีพลัดถิ่น แห่งกองทัพแดง (Red Army) ของสหภาพโซเวียต เพื่อต่อสู้กับการรุกรานแมนจูเรียของจักรวรรดิญี่ปุ่น ในช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 (Second Sino-Japanese War) คิม จ็อง-อิล มีน้องชายมารดาเดียวกันอีกหนึ่งคนคือ คิม มัน-อิล (เกาหลี: 김만일) หรือ คิม ชูรา (Kim Sura; เกาหลี: 김슈라) เกิดเมื่อปีค.ศ. 1944 และน้องสาวหนึ่งคนคือ คิม กยอง-ฮี (เกาหลี: 김경희)

ชีวประวัติอย่างเป็นทางการของคิม จ็อง-อิล[13] ซึ่งแต่งโดยรัฐบาลเกาหลีเหนือในสมัยต่อมา ระบุว่าเขาเกิดในค่ายทหารลับบนภูเขาแพกตู (Baekdu Mountains) ในเกาหลีของญี่ปุ่น จังหวัดรยังกัง ประเทศเกาหลีเหนือในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942[14] นักชีวประวัติทางการอ้างว่า การเกิดของเขาที่ภูเขาแพกตูมีลางบอกเหตุเป็นนกนางแอ่น และป่าวประกาศโดยการปรากฏขึ้นของรุ้งกินน้ำสองสายเหนือยอดเขาและดาวดวงใหม่ในสรวงสวรรค์[15]

ใน ค.ศ. 1945 ขณะที่คิมอายุได้สามหรือสี่ปี (ตามปีเกิดของเขา) เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงและเกาหลีได้รับเอกราชคืนจากญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง บิดาของเขากลับไปยังเปียงยางในเดือนกันยายนปีนั้นเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำของเกาหลีเหนือ และปลายเดือนพฤศจิกายน คิม จ็อง-อิล จึงได้เดินทางกลับสู่เกาหลีตามบิดาของตนโดยเรือโซเวียต ซึ่งขึ้นฝั่งที่ซอนบอง ครอบครัวย้ายเข้าไปในบ้านพักของอดีตเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น พร้อมกับสวนและสระน้ำ น้องชายของคิม จ็อง-อิล "ชูรา" คิม (คิม พยองอิล แต่รู้จักโดยชื่อเล่นภาษารัสเซียของเขา) จมน้ำที่นั่นใน ค.ศ. 1948 รายงานไม่ยืนยันแนะว่า คิม จ็อง-อิลวัยห้าขวบอาจเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุนั้น[16] นางคิม จ็อง-ซุก มารดาของคิม จ็อง-อิล เสียชีวิตจากการคลอดบุตรคนที่สี่ เมื่อค.ศ. 1949[17] รายงานไม่ยืนยันระบุว่า มารดาของเขาอาจถูกยิงและถูกทิ้งให้เลือดไหลจนเสียชีวิต[16]

การศึกษา[แก้]

คิม จ็อง-อิลใน ค.ศ. 1947 วัย 5 หรือ 6 ขวบ

ตามชีวประวัติอย่างเป็นทางการ คิมสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานระหว่างเดือนกันยายน ค.ศ. 1950 และสิงหาคม ค.ศ. 1960 ในกรุงเปียงยาง ซึ่งขัดแย้งกับนักวิชาการต่างชาติ ซึ่งเชื่อว่าเขาน่าจะได้รับการศึกษาช่วงต้นในสาธารณรัฐประชาชนจีนมากกว่า เพื่อประกันความปลอดภัยของเขาระหว่างสงครามเกาหลี[18]

ตลอดการศึกษาในโรงเรียน คิมเกี่ยวข้องกับการเมืองอยู่เสมอ เขาเข้าร่วมในสหภาพเด็ก[19] และสันนิบาติเยาวชนประชาธิปไตยแห่งเกาหลีเหนือ เข้าร่วมในกลุ่มศึกษาทฤษฎีการเมืองมากซิสต์และวรรณกรรมอื่น ๆ ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1957 เขาเป็นรองประธานสาขาสันนิบาติเยาวชนประชาธิปไตยของโรงเรียนมัธยมต้น เขาดำเนินตามโครงการต่อต้านการถือพวกพ้องและพยายามกระตุ้นการศึกษาอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในบรรดาเพื่อนร่วมชั้นของเขา

คิมยังกล่าวกันว่าได้รับการศึกษาภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยมอลตาในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1970[20] ช่วงวันหยุดที่ไม่บ่อยครั้งนักในมอลตาในฐานะแขกของนายกรัฐมนตรีดอม มินทอฟฟ์[21]

หลังจากที่มารดาของคิม จ็อง-อิล เสียชีวิตไป คิม อิล-ซ็อง ผู้เป็นบิดาได้สมรสใหม่กับนางคิม ซ็อง-แอ (เกาหลี: 김성애) จากการสมรสครั้งใหม่ของบิดา คิม จ็อง-อิล มีน้องชายต่างมารดาอีกสองคน หนึ่งในนั้นคือ คิม พย็อง-อิล (เกาหลี: 김평일 ตั้งตามชื่อน้องชายที่จมน้ำเสียชีวิตของคิม จ็อง-อิล) นับแต่ ค.ศ. 1988 คิม พย็อง-อิลได้รับราชการในสถานทูตเกาหลีเหนือหลายแห่งในยุโรปและปัจจุบันเป็นเอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำโปแลนด์ นักวิจารณ์ต่างประเทศสงสัยว่าคิม พยองอิลถูกบิดาส่งไปรับตำแหน่งห่างไกลเหล่านี้เพื่อป้องกันการแก่งแย่งอำนาจระหว่างบุตรชายทั้งสอง[22]

สมาชิกเปรซิเดียมและเลขาธิการพรรค (1980–1984)[แก้]

กระทั่งการประชุมพรรคครั้งที่หกในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1980 การควบคุมปฏิบัติการของพรรคของคิม จ็อง-อิลได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ เขาได้รับตำแหน่งอาวุโสในโพลิตบูโร คณะกรรมาธิการทหารและเลขาธิการพรรค เมื่อเขาได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาประชาชนสูงสุดที่เจ็ดในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1982 ผู้สังเกตการณ์ต่างประเทศเชื่อว่าเขาเป็นทายาทการเมืองของเกาหลีเหนือ

ถึงขณะนี้ คิมได้รับคำนำหน้า "ผู้นำอันเป็นที่รัก" (친애하는 지도자)[23] รัฐบาลเริ่มสร้างลัทธิบูชาบุคคลรอบตัวเขาซึ่งลอกแบบมาจากบิดา "ผู้นำอันยิ่งใหญ่" คิม จ็อง-อิลได้รับการสรรเสริญจากสื่อเป็นประจำว่าเป็น "ผู้นำไร้ความกลัว" และ "ผู้สืบทอดผู้ยิ่งใหญ่ต่ออุดมการณ์ปฏิวัติ" เขาถือกำเนิดขึ้นเป็นบุคคลทรงอำนาจที่สุดรองจากบิดาเขาในเกาหลีเหนือ

วันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 1991 คิมได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพเกาหลีเหนือ เนื่องจากกองทัพเป็นรากฐานอำนาจที่แท้จริงในเกาหลีเหนือ นี่จึงเป็นก้าวสำคัญ รัฐมนตรีกลาโหม โอ จินวู หนึ่งในผู้ใต้บัญชาที่ภักดีที่สุดของคิม อิลซอง วางแผนการยอมรับของคิม จ็อง-อิลโดยกองทัพว่าเป็นผู้นำคนต่อไปของเกาหลีเหนือ แม้เขาจะไม่ได้รับราชการทหารก็ตาม อีกหนึ่งผู้สมัครในตำแหน่งผู้นำที่เป็นไปได้ นายกรัฐมนตรีคิม อิล (ไม่ได้เป็นเครือญาติ) ถูกถอดจากตำแหน่งใน ค.ศ. 1976 ใน ค.ศ. 1992 คิม อิลซองแถลงต่อสาธารณะว่าบุตรชายเป็นผู้รับผิดชอบกิจการภายในทั้งหมดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน

ใน ค.ศ. 1992 การถ่ายทอดทางวิทยุกล่าวถึงเขาว่าเป็น "บิดาอันเป็นที่รัก" แทน "ผู้นำอันเป็นที่รัก" วันเกิดครบรอบ 50 ปีของเขาในเดือนกุมภาพันธ์เป็นโอกาสฉลองใหญ่ที่มีคนเข้าร่วมจำนวนมาก ด้อยกว่าเพียงการเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีของคิม อิลซองในวันที่ 15 เมษายนปีเดียวกัน

ตามข้อมูลของผู้แปรพักตร์ ฮวาง จางยอบ ระบบรัฐบาลเกาหลีเหนือได้รวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางและเป็นเอกาธิปไตยมากขึ้นในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 และ 1990 ภายใต้คิม จ็อง-อิลกว่าที่เคยเป็นในสมัยบิดาของเขา ฮวางอธิบายตัวอย่างหนึ่งว่า แม้คิม อิลซองจะกำหนดให้รัฐมนตรีภักดีต่อเขา แต่เขายังมองหาคำแนะนำระหว่างการตัดสินใจ แต่คิม จ็อง-อิลต้องการการเชื่อฟังอย่างสมบูรณ์และความตกลงจากรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่พรรคโดยไม่ต้องการคำแนะนำหรือการประนีประนอม และเขามองความเห็นต่างเพียงเล็กน้อยใด ๆ จากความคิดของเขาว่าเป็นสัญญาณถึงความไม่ภักดี ตามข้อมูลของฮวาง คิม จ็อง-อิลกำหนดทุกเรื่องด้วยตัวเองแม้รายละเอียดเล็กน้อยของกิจการรัฐ เช่น ขนาดของบ้านสำหรับเลขาธิการพรรคและการส่งของขวัญไปให้ผู้ใต้บัญชาของเขา[24]

จนถึงคริสต์ทศวรรษ 1980 เกาหลีเหนือเริ่มประสบปัญหาเศรษฐกิจซบเซาร้ายแรง นโยบายจูเช (พึ่งพาตนเอง) ของคิม อิลซองตัดประเทศจากการค้าภายนอกเกือบทั้งหมด แม้แต่กับคู่ค้าแต่เดิม คือ สหภาพโซเวียตและจีน

เกาหลีใต้กล่าวโทษคิมว่าสั่งการเหตุระเบิดในกรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า ในวันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 1983 ซึ่งคร่าชีวิตเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ที่ไปเยือน 17 คน รวมทั้งสมาชิกรัฐมนตรีสี่คน และอีกครั้งในวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1987 ซึ่งคร่าชีวิตทุกคน (115 คน)บนโคเรียนแอร์ เที่ยวบินที่ 858[25] เจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือ คิม ฮย็อน ฮุย สารภาพว่าวางระเบิดไว้ในหีบของ และว่า ปฏิบัติการถูกสั่งการโดยคิม จ็อง-อิลเป็นการส่วนตัว[26]

ใน ค.ศ. 1992 เสียงของคิม จ็อง-อิลได้รับการถ่ายทอดในเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรกระหว่างการเดินขบวนทหารสำหรับการครบรอบปีที่ 60 ของกองทัพประชาชนเกาหลีที่จัตุรัสคิม อิลซองในกรุงเปียงยาง ซึ่งคิม อิงซุงเข้าร่วมโดยมีคิม จ็อง-อิลยืนข้าง หลังการสุนทรพจน์ของคิม อิลซอง และการตรวจขบวนนั้น บุตรชายของเขาขยับไปยังไมโครโฟนที่อัฒจันทร์โดยตอบการรายงานของผู้ตรวจการขบวนและกล่าวง่าย ๆ ว่า "ทหารผู้กล้าแห่งกองทัพประชาชนเกาหลีจงเจริญ!" จากนั้นทุกคนที่เป็นผู้ฟังนั้นปรบมือและผู้เข้าร่วมขบวนที่พื้นที่จัตุรัส (ซึ่งรวมทหารผ่านศึกและนายทหารของกองทัพประชาชนเกาหลี) ตะโกน "หมื่น ๆ ปี" รวมสามครั้ง

ผู้ปกครองเกาหลีเหนือ[แก้]

อนุสาวรีย์ท่านผู้นำ คิม จ็อง-อิล

วันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1994 บิดาของคิม จ็อง-อิล คิม อิล-ซ็องถึงแก่อสัญกรรม ด้วยวัย 82 ปีจากอาการโรคหัวใจกำเริบ คิม จ็อง-อิลได้รับหน้าที่เป็นผู้นำในการจัดงานพิธีศพให้แก่บิดาของตน และปรับปรุงบูรณะวังสุริยะคึมซูซัน (Kumsusan Palace of the Sun) ให้เป็นที่พำนักสุดท้ายของคิม อิล-ซ็องผู้เป็นบิดา อย่างไรก็ดี คิม จ็อง-อิลใช้เวลาสามปีในการรวมอำนาจ เขารับตำแหน่งเลขาธิการพรรคแรงงานเกาหลีอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1997 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ถือว่าเป็นผู้นำสูงสุดโดยปริยายของเกาหลีเหนือในขณะนั้น แต่ทว่าคิม จ็อง-อิล นั้นไม่ได้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจากคิม อิล-ซ็องผู้เป็นบิดา การแก้ไขรัฐธรมนูญในค.ศ. 1998 โดยสภาประชาชนสูงสุด (Supreme People's Assembly) อันเป็นองค์กรนิติบัญญัติได้ยกเลิกตำแหน่งประธานาธิบดีออกจากรัฐธรรมนูญ และยกย่องอดีตประธนานาธิบดีคิม อิลซอง ให้เป็น "ประธานาธิบดีตลอดกาล" (Eternal President) ของสาธารณรัฐ อย่างไรก็ดี อาจแย้งได้ว่าเขาได้เป็นประมุขของประเทศเมื่อเขาเป็นผู้นำพรรคแรงงาน ในประเทศคอมมิวนิสต์ส่วนใหญ่ ผู้นำพรรคเป็นบุคคลผู้ทรงอำนาจที่สุดในประเทศอย่างเป็นทางการ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญค.ศ. 1998 ได้แบ่งอำนาจของประธานาธิบดีออกเป็นสามส่วน ประกอบกันเป็นสามเส้าของผู้นำฝ่ายบริหารของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ได้แก่ ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันประเทศ (Chairman of National Defence Commission) คือ นายคิม จ็อง-อิลเอง นายกรัฐมนตรี คือ นายชเว ยอง-ริม (เกาหลี: 최영림) และประธานรัฐสภา คิม ยอง-นัม (เกาหลี: 김영남)แต่ละคนถืออำนาจในนามเทียบเท่ากับหนึ่งในสามของอำนาจประธานาธิบดีในระบบประธานาธิบดีในประเทศส่วนใหญ่ คิม จ็อง-อิลเป็นผู้บัญชาการกองทัพ ชเว ยอง-ริมเป็นผู้นำรัฐบาล และคิม ยอง-นัมจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดี ในทางพฤตินัย คิม จ็อง-อิลดำเนินการควบคุมเด็ดขาดเหนือรัฐบาลและประเทศ แม้คิมจะไม่จำเป็นต้องเข้ารับการเลือกตั้งเพื่อรักษาตำแหน่ง เขาได้รับเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์ไปทำหน้าที่ในสภาประชาชนสูงสุดทุกห้าปี โดยเป็นผู้แทนเขตเลือกตั้งทหาร เนื่องจากหน้าที่ปัจจุบันในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพประชาชนเกาหลีและประธานคณะกรรมาธิการป้องกันประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี

นโยบายเศรษฐกิจและการทหาร[แก้]

เศรษฐกิจเกาหลีเหนือที่รัฐควบคุมประสบความยุ่งยากตลอดคริสต์ทศวรรษ 1990 อันเนื่องมาจากการบริหารจัดการผิด และนโยบายชูเช (เกาหลี: 주체) ของประธานาธิบดีคิม อิล-ซ็อง ผู้เป็นบิดา อันเป็นนโยบายพึ่งพาตนเองโดยสมบูรณ์แบบ ตัดขาดการติดต่อจากโลกภายนอกทั้งทางด้านเศรษฐกิจแลการเมือง เมื่อการผลิตทางเกษตรกรรมประสบความล้มเหลวอย่างรุนแรงอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ ประกอบกับการบริหารจัดการที่ดินที่เลว[27][28][29] จากเหตุนี้ ประกอบกับที่ดินที่สามารถเพาะปลูกได้เพียง 18%[30] และการไม่สามารถนำเข้าสินค้าจำเป็นต่อการบำรุงอุตสาหกรรม[31] ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนักในเกาหลีเหนือ นำไปสู่ทุพภิกขภัยเกาหลีเหนือ (North Korean Famine) ในช่วงค.ศ. 1994 ถึง ค.ศ. 1998 มีชาวเกาหลีเหนือเสียชีวิตจากความอดอยากร่วมกว่า 240,000 ถึง 3,500,000 คน คิม จ็อง-อิล เข้าดำรงตำแหน่งผู้นำของเกาหลีเหนือในค.ศ. 1994 ต้องเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจและความอดอยาก รัฐบาลเกาหลีเหนือแก้ไขปัญหาอย่างขาดประสิทธิภาพ โดยการสร้างระบบกระจายอาหารสาธารณะ (Public Distribution System) แบ่งอาหารให้ประชาชนในประเทศด้วยอัตราที่ไม่เท่าเทียม ชนชั้นแรงงานอุตสาหกรรมมีอภิสิทธิ์ได้รับอาหารมากกว่าประชาชนธรรมดา คนชราและเด็ก จนกระทั่งเมื่อสหประชาชาติรับทราบถึงปัญหาทุกภิกขภัยของเกาหลีเหนือจึงมีการบริจาคอาหารเข้าช่วยเหลือประชาชนเกาหลีเหนือ มีแหล่งที่มาจากประเทศเกาหลีใต้ สาธารณรัฐประชาชนจีน และสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก

แม้ว่าประเทศและประชาชนจะประสบปัญหาขาดแคลนอย่างหนักในขณะนั้น ค.ศ. 1995 คิม จ็อง-อิล ได้ประกาศนโยบายซ็องกุน (เกาหลี: 선군) หรือ"ทหารมาก่อน" (Military First) คือนโยบายการใช้ทรัพยากรไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีความก้าวหน้าทางการทหารเป็นอันดับแรก เพื่อเป็นการป้องกันประเทศเกาหลีเหนือจากการคุกคามของชาติตะวันตก[32] ในระดับชาติ นโยบายนี้ได้มีอัตราเติบโตเป็นบวกสำหรับประเทศตั้งแต่ ค.ศ. 1996 และการนำ "การปฏิบัติเศรษฐกิจตลาดหลักเขตประเภทสังคมนิยม" ใน ค.ศ. 2002 ยังประคับประคองให้เกาหลีเหนือไม่ล่มจมแม้ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือด้านอาหารจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่องก็ตาม[33]

ในความตื่นตัวจากเศรษฐกิจเสียหายรุนแรงในคริสต์ทศวรรษ 1990 รัฐบาลเริ่มอนุมัติกิจกรรมการแลกเปลี่ยนและการค้าขนาดเล็กอย่างเป็นทางการ ดังที่แดเนียล สไนเดอร์ รองผู้อำนวยการการวิจัยที่ศูนย์วิจัยเอเชีย-แปซิฟิก มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด การดำเนินการอันเป็นทุนนิยมนี้ "ค่อนข้างจำกัด แต่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต ปัจจุบันมีตลาดที่น่าสังเกตซึ่งสร้างลักษณะคล้ายกันของระบบตลาดเสรี"[34] ใน ค.ศ. 2002 คิม จ็อง-อิลประกาศว่า "เงินควรสามารถวัดมูลค่าของโภคภัณฑ์ทั้งหมดได้"[35] ท่าทีต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือในสมัยของ คิม จ็อง-อิล มีลักษณะคล้ายกับการปฏิรูปเศรษฐกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีนของเติ้ง เสี่ยวผิง ในปลายคริสต์ทศวรรษ 1980 และต้นคริสต์ทศวรรษ 1990 ระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนใน ค.ศ. 2006 คิม จ็อง-อิลได้กล่าวแสดงความชื่นชมต่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของจีน[36]

ลัทธิบูชาบุคคล[แก้]

คิม จ็อง-อิลเป็นศูนย์กลางแห่งลัทธิบูชาบุคคลประณีตซึ่งรับต่อมาจากบิดาของเขาและผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี คิม อิลซอง ผู้แปรพักตร์ได้รับการอ้างคำพูดว่า โรงเรียนเกาหลีเหนือยกทั้งพ่อและลูกเหมือนเทพเจ้า[37] เขามักเป็นศูนย์กลางความสนใจตลอดชีวิตปกติในเกาหลีเหนือ ในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 60 ปี (ตามวันเกิดอย่างเป็นทางการ) มีการเฉลิมฉลองจำนวนมากทั่วประเทศในโอกาสนี้[38] ชาวเกาหลีเหนือจำนวนมากเชื่อว่าเขามีความสามารถ "เวทมนตร์" ในการ "ควบคุมลมฟ้าอากาศ" ตามอารมณ์ของเขา[37] ใน ค.ศ. 2010 สื่อเกาหลีเหนือรายงานว่า เครื่องแต่งกายอันโดดเด่นของคิมได้เป็นกระแสแฟชั่นทั่วโลก[39]

มุมมองหนึ่งคือว่า ลัทธิบูชาบุคคลของคิม จ็อง-อิลนั้นเป็นเพราะความเคารพคิม อิลซองหรือความกลัวการถูกลงโทษที่ไม่แสดงความเคารพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น[40] สื่อและแหล่งข่าวรัฐบาลนอกประเทศมักสนับสนุนมุมมองนี้[41][42][43][44][45] ขณะที่แหล่งข่าวเกาหลีเหนือยืนยันว่าเป็นการบูชาวีรบุรุษอย่างแท้จริง[46] เพลง "ไม่มีมาตุภูมิหากไร้ซึ่งท่าน" ร้องโดยวงประสานเสียงของรัฐเกาหลีเหนือ เขียนขึ้นให้คิมโดยเฉพาะใน ค.ศ. 1992 และมักถ่ายทอดทางวิทยุบ่อยครั้งและจากเครื่องกระจายเสียงบนถนนแห่งเปียงยาง[47]

ความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้[แก้]

ในสมัยการปกครองของคิม จ็อง-อิล ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลเกาหลีสองประเทศพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมาก อันเนื่องมาจากกระประกาศใช้นโยบาย "ตะวันฉายแสง" (Sunshine Policy; เกาหลี: 햇볕정책) ของประธานาธิบดี คิม แดจุง แห่งเกาหลีใต้ในค.ศ. 1998 เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่าประเทศเกาหลีเหนือและใต้ โดยการรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่เกาหลีเหนือ และงดเว้นการเผชิญหน้าทางการทหารระหว่างสองประเทศ หรือความพยายามใดๆที่จะรวมปรเทศเกาหลีด้วยวิธีการทางทหาร ผู้นำทั้งสองประเทศได้แก่ นายคิม จ็อง-อิลแห่งเกาหลีเหนือ และคิม แด-จุง แห่งเกาหลีใต้ พบปะร่วมประชุมสัมมนาที่นครเปียงยางในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2000 เพื่อหารือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อันเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์เกาหลี เนื่องจากในครั้งนั้นเป็นการพบปะกันครั้งแรกของผู้นำประเทศเกาหลีทั้งสองนับตั้งแต่สมัยสงครามเกาหลี แต่ทว่าการเจรจาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรและนโยบายตะวันฉายแสงของนายคิมแดจุงได้รับการต่อต้านจากชาวเกาหลีใต้

รัฐบาลเกาหลีใต้ในสมัยต่อมาของประธานาธิบดี โน มู-ฮย็อน ได้พยายามที่จะสานต่อนโยบายตะวันฉายแสง โดยมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือเขตปกครองพิเศษขึ้นในเกาหลีเหนือสำหรับการลงทุนและการท่องเที่ยวของชาวเกาหลีใต้ ได้แก่ เขตท่องเที่ยวเขาคึมกัง (Mount Kŭmgang Tourist Region) จังหวัดคังวอน ก่อตั้งเมื่อค.ศ. 2002 ประธานาธิบดี โน มู-ฮย็อน อนุญาตให้บริษัทเกาหลีใต้เริ่มต้นการลงทุนในเกาหลีเหนือ คิม จ็อง-อิลประกาศแผนการนำเข้าและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่ยังด้อยพัฒนาของเกาหลีเหนือ ด้วยผลจากนโยบายใหม่นี้ เขตอุตสาหกรรมแคซอง (Kaesŏng Industrial Region) ถูกสร้างขึ้นใน ค.ศ. 2003 ที่เมืองแคซองห่างไปทางเหนือของเขตปลอดทหารเกาหลีไม่ไกลนัก โดยมีบริษัทเกาหลีใต้วางแผนเข้าร่วม 250 บริษัท และว่าจ้างชาวเกาหลีเหนือ 100,000 คน ภายใน ค.ศ. 2007[48] อย่างไรก็ดี จนถึงเดือนมีนาคม ค.ศ. 2007 เขตยังมีเพียง 21 บริษัท และว่าจ้างคนงานเกาหลีเหนือ 12,000 คน[49] จนถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2010 เขตได้ว่าจ้างชาวเกาหลีเหนือกว่า 40,000 คน[50] นอกจากนี้เกาหลียังได้ทดลองจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นในลักษณะเดียวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษของจีน ขึ้นที่เมืองชินอีจู (Sinŭiju Special Administrative Region) ที่พรมแดนติดกับประเทศจีน เพื่อดึงดูดการลงทุนจากประเทศจีน

วิกฤตการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ[แก้]

รัฐบาลเกาหลีมีความพยายามที่จะพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อให้ในด้านการทหารและพลังงานมาตั้งแต่สมัยของประธานาธิบดีคิม อิล-ซ็อง โดยด้วยความช่วยเหลือของสหภาพโซเวียตมีการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ตัวแรกขึ้นที่ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ย็องบย็อน (Yŏngbyŏn Nuclear Scientific Research Center) ในค.ศ. 1963 ในค.ศ. 1994 รัฐบาลเกาหลีของนางคิม จ็อง-อิล บรรลุข้อตกลงในการงดเว้นการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และเกาหลีเหนือได้เข้าเป็นสมาชิกของสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Non-Proliferation Treaty; NPT) แลกเปลี่ยนกับความช่วยเหลือในการผลิตเครื่องปฏิกรณ์พลังงานนิวเคลียร์สองเครื่อง[51] แต่ทว่าในค.ศ. 2002 รัฐบาลเกาหลีเหนือยอมรับว่าได้กำลังผลิตอาวุธนิวเคลียร์มาโดยตลอดแม้ว่าจะบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกาเมื่อ ค.ศ. 1994 ซึ่งรัฐบาลของคิม จ็อง-อิล กล่าวว่าการผลิตลับจำเป็นสำหรับจุดประสงค์ด้านความมั่นคง โดยอ้างการมีอยู่ของอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกาในเกาหลีใต้และความตึงเครียดรอบใหม่กับสหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช[52] ผู้ซึ่งได้กล่าวว่าเกาหลีเหนือเป็นหนึ่งใน "อักษะแห่งความชั่วร้าย" (Axis of Evil) เกาหลีเหนือจึงถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของสนธิสัญญาในค.ศ. 2003 นานาชาติประกอบด้วยห้าประเทศได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และสหพันธรัฐรัสเซีย เข้าเปิดโต๊ะเจรจากับรัฐบาลเกาหลีเหนือเพื่อเกลี้ยกล่อมให้ยอมละทิ้งการพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ เรียกว่า การเจรจาหกฝ่าย (Six-party talks) แต่ไม่เป็นผลนัก

วันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 2006 รัฐบาลเกาหลีเหนือทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดินเป็นครั้งแรก และในปีต่อมาเดือนมกราคม ค.ศ. 2007 สำนักข่าวกลางของเกาหลีเหนือประกาศว่า เกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการทดลองนิวเคลียร์ใต้ดิน การเจรจาหกฝ่ายรอบที่หกในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2007 เกาหลีเหนือยินยอมที่จะยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์แต่ไม่ยอมให้ผู้ตรวจสอบจาก ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency; IAEA) เข้าตรวจสอบ ในเดือนเมษายนค.ศ. 2009 รัฐบาลเกาหลีทำการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดินเป็นครั้งที่สอง ท่ามกลางเสียงประนามจากนานาชาติ

ความพยายามที่จะพัฒนาอาวุธสงครามนิวเคลียร์ ทำให้ทศวรรษแห่งความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดีระหว่างรัฐบาลเกาหลีทั้งสองเป็นอันต้องสิ้นสุดลง ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2009 เกิดยุทธการแทชอง (Battle of Daecheong) เป็นการปะทะกันระหว่างเรือรบของเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ และเหตุการณ์จมเรือชอนัน (ROKS Cheonan sinking) เมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2010 ทำให้มีลูกเรือชาวเกาหลีใต้เสียชีวิต

ครอบครัวและชีวิตส่วนตัว[แก้]

คิม จ็อง-อิล เริ่มความสัมพันธ์กับ ซ็อง ฮเย-ริม (เกาหลี: 성혜림) ดาราชื่อดังของเกาหลีเหนือเมื่อค.ศ. 1968 แม้ว่านางซ็อง ฮเย-ริม จะมีสามีอยู่แล้วก็ตาม นางซ็อง ฮเย-ริม ให้กำเนิดบุตรชายคนแรกแก่คิม จ็อง-อิล เมื่อค.ศ. 1970 คือ คิม จ็อง-นัม (เกาหลี: 김정남) แต่ทว่าคิม จ็อง-อิล ได้ปิดบังความสัมพันธ์กับ ซ็อง ฮเย-ริม และบุตรชายคนโตจากคิม อิล-ซ็องผู้เป็นบิดา และส่งบุตรชายของตนไปฝากเลี้ยงไว้กับนางซ็อง ฮเย-รัง (เกาหลี: 성혜랑) ผู้เป็นพี่สาวของซ็อง ฮเย-ริม โดยที่คิม จ็อง-อิลไม่อนุญาตให้บุตรชายของตนได้รับการศึกษาที่โรงเรียนเนื่องจากเกรงว่าความสัมพันธ์จะถูกเปิดเผย

คิม จ็อง-อิลสมรสกับนางคิม ยอง-ซุก (เกาหลี: 김영숙) เมื่อค.ศ. 1974 ซึ่งได้ให้กำเนิดบุตรสาวคนโตคนแรกแก่คิม จ็อง-อิล คือ คิม ซอล-ซ็ง (เกาหลี: 김설송) ในปีต่อมาค.ศ. 1975 คิม อิล-ซ็องผู้เป็นบิดาล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ของคิม จ็อง-อิล บุตรชายกับนางซ็อง ฮเย-ริม แม้ว่าซ็อง ฮเย-ริม จะไม่ได้รับสถานะเป็นภรรยาที่ถูกต้องแต่คิม จ็อง-นัม นั้นได้รับการยอมรับในฐานะบุตรชายของคิม จ็อง-อิล

จากนั้นคิม จ็อง-อิล ก็มีความสัมพันธ์กับภรรยานอกสมรสคนที่สองคือ นางโค ย็อง-ฮี (เกาหลี: 고영희) ซึ่งให้กำเนิดบุตรชายคือ คิม จ็อง-ชอล (เกาหลี: 김정철) เมื่อค.ศ. 1981 และคิม จ็อง-อึน (เกาหลี: 김정은) ในค.ศ. 1983 เมื่อคิม จ็อง-อิล ได้ขึ้นเป็นผู้นำของเกาหลีเหนือแล้ว ได้แต่งตั้งให้นางโค ย็อง-ฮีเป็นสตรีหมายเลขหนึ่งและหมายมั่นที่จะผลักดันให้ คิม จ็อง-นัม บุตรชายคนโตได้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำเกาหลีเหนือต่อไป โดยคิม จ็อง-อิลแต่งตั้งให้บุตรชายคิม จ็อง-นัม ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลเมื่อค.ศ. 1998 เพื่อเป็นการแสดงถึงเจตนารมณ์ที่จะให้คิม จ็อง-นัมเป็นผู้สืบทอดผู้นำเกาหลีเหนือ

แต่ทว่าเนื่องจากคิม จ็อง-นัมไม่ได้รับการศึกษาอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเกาหลีแต่ได้รับการศึกษาอย่างลับๆที่บ้านของนางซ็อง ฮเย-รัง ผู้ซึ่งได้หลบหนีจากเกาหลีเหนือออกไปเมื่อค.ศ. 1982 ทำให้คิม จ็อง-นัมนั้นมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับโลกภายนอก ในค.ศ. 2001 คิม จ็อง-นัม ถูกจับกุมตัวที่ท่าอากาศยานนานาชาตินะริตะ ประเทศญี่ปุ่น ขณะกำลังลักลอบเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นด้วยการปลอมตัวเป็นชาวจีนและใช้พาสปอร์ตปลอมของสาธารณรัฐโดมินิกัน เหตุการณ์นี้ทำให้คิม จ็อง-นัม สูญเสียความนิยมชมชอบจากคิม จ็อง-อิลผู้เป็นบิดา นำไปสู่การเปลี่ยนตัวผู้สืบทอดตำแหน่งไปเป็นบุตรชายคนเล็ก คือ คิม จ็อง-อึน ในที่สุด

สตรีหมายเลขหนึ่งโค ย็อง-ฮี เสียชีวิตในปีค.ศ. 2004 จากนั้นถึงเริ่มปรากฎนาง คิม อ็ก (เกาหลี: 김옥) เลขานุการส่วนตัวของนายคิม จ็อง-อิล ขึ้นมาเป็นสตรีหมายเลขหนึ่งคนใหม่ ตราบจนการถึงแก่อสัญกรรมของนายคิม จ็อง-อิล ในปีค.ศ. 2011

ครอบครัว[แก้]

  • บิดา: คิม อิล-ซ็อง
  • มารดา: คิม จ็อง-ซุก
  • พี่น้อง:
    • คิม มัน-อิล (มารดาเดียวกัน)
    • คิม กย็อง-ฮี (มารดาเดียวกัน) สมรสกับ ชัง ซ็อง-แท็ก
    • คิม กย็อง-ซุก (ต่างมารดา)
    • คิม พย็อง-อิล (ต่างมารดา)
    • คิม ย็อง-อิล (ต่างมารดา)
    • คิม กย็อง-จิน (ต่างมารดา)
  • ภรรยา: ฮง อิล-ช็อน (ค.ศ. 1942 - ?)
    • บุตรสาวคนแรก: คิม ฮเย-กย็อง (ค.ศ. 1968 - ปัจจุบัน)
  • ภรรยานอกสมรส: ซ็อง ฮเย-ริม (ค.ศ. 1937 - 2002)
  • ภรรยา: คิม ยอง-ซุก (ค.ศ. 1947 - ?)
    • บุตรสาวคนที่ 2: คิม ซอล-ซ็ง (ค.ศ. 1974 - ปัจจุบัน)
    • บุตรสาวคนที่ 3: คิม ชุน-ซ็ง (ค.ศ. 1975 - ปัจจุบัน)
  • ภรรยา: โค ย็อง-ฮี (ค.ศ. 1953 - ค.ศ. 2004)
    • บุตรชายคนที่ 2: คิม จ็อง-ชอล (ค.ศ. 1981 - ปัจจุบัน)
    • บุตรชายคนที่ 3: คิม จ็อง-อึน (ค.ศ. 1983 - ปัจจุบัน)
    • บุตรสาวคนที่ 4: คิม ยอ-จ็อง (ค.ศ. 1987 - ปัจจุบัน)
  • ภรรยา: คิม อ็ก (ค.ศ. 1964 - ปัจจุบัน)

ความเจ็บป่วยและบั้นปลายชีวิต[แก้]

มีการรายงานความเจ็บป่วยของคิม จ็อง-อิล มาตั้งแต่ค.ศ. 2008 เนื่องจากในเดือนเมษายน ค.ศ. 2008 มีการวิ่งขบวนคบเพลิงของงานกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนผ่านกรุงเปียงยางทว่าคิม จ็อง-อิล กลับไม่ปรากฎตัวต่อสาธารณชนในงานนั้น ทำให้เป็นที่คาดการณ์ว่าคิม จ็อง-อิล อาจจะกำลังประสบปัญหาทางสุขภาพอย่างหนัก ทว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือได้ปฏิเสธการคาดการณ์ที่ว่าคิม จ็อง-อิลนั้นกำลังมีสุขภาพที่ย่ำแย่ ศาสตราจารย์โทะชิมิซึ ชิเงะมุระ แห่งมหาวิทยาลัยวะเซะดะ กล่าวในหนังสือพิมพ์ชูคัง เง็นไดของประเทศญี่ปุ่นว่า คิม จ็อง-อิล นั้นอาจถึงแก่อสัญกรรมไปแล้วตั้งแต่ ค.ศ. 2003 เนื่องจากโรคเบาหวานแต่ทางการรัฐบาลเกาหลีเหนือจัดตัวแทนขึ้นมาสวมรอย โดยสังเกตจากลักษณะการกล่าวสุนทรพจน์ที่เปลี่ยนแปลงไปของคิม จ็อง-อิล มีการตั้งข้อสังเกตว่าการที่คิม จ็อง-อิล ล้มป่วยจนไม่สามารถบริหารประเทศได้นั้น ทำให้ผู้นำทหารระดับสูงขึ้นมามีอำนาจในการบริหารประเทศมากขึ้น เป็นผลให้นโยบายที่ผ่อนปรนของนายคิม จ็อง-อิลต่อโลกตะวันตกมีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องวิกฤตการณ์นิวเคลียร์

ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2008 หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ได้รับรายงานว่านายคิม จ็อง-อิล ล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและได้รับกายภาพบำบัด ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2008 รัฐบาลเกาหลีเหนือได้เผยแพร่ภาพผู้นำของตนขณะกำลังตรวจกองทัพเพื่อเป็นการตอบโต้ข่าวลือการป่วยของคิม จ็อง-อิล แม้ว่านานาชาติจะตั้งข้อกังขาถึงความเท็จจริงของรูปเหล่านั้น ในขณะที่สำนักข่าวญี่ปุ่นรายงานว่า คิม จ็อง-อิล ประสบโรคหลอดเลือดสมองเป็นครั้งที่สองในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2008 ทำให้มีอาการอ่อนแรงแขนขาข้างซ้ายและพูดไม่ชัด ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2009 รัฐบาลเกาหลีเหนือเผยแพร่ภาพเคลื่อนไหวคิม จ็อง-อิลกำลังตรวจโรงงานเพื่อเป็นการสยบข่าวลืออีกครั้ง และเดือนเมษายนในปีนั้นคิม จ็อง-อิลได้ปรากฎตัวต่อสาธารณชนอีกครั้งหนึ่ง

เพราะคิม จ็อง-นัม บุตรชายคนโต ไม่เป็นที่โปรดปรานของคิม จ็อง-อิลผู้เป็นบิดาอีกต่อไปแล้ว ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2009 มีการรายงานว่าคิม จ็อง-อิล เลือกบุตรชายคนสุดท้องของตนคือ คิม จ็อง-อึน ให้เป็นทายาทปกครองเกาหลีเหนือต่อไป ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2010 นายคิม จ็อง-อิล เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดยพำนักที่เมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง และอีกครั้งหนึ่งในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2010 พร้อมกับบุตรชาย คิม จ็อง-อึน ทำให้นานาชาติมั่นใจว่าคิม จ็อง-อึน คือผู้สืบทอดของคิม จ็อง-อิล หลายฝ่ายมีความเห็นว่าการเยือนประเทศจีนของคิม จ็อง-อิล แสดงให้เห็นว่าสุขภาพของเขาฟื้นฟูดีขึ้น คิม จ็อง-อิลเยือนประเทศจีนเป็นครั้งสุดท้ายในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2011 และพบปะกับดมีตรี เมดเวเดฟ นายกรัฐมนตรีรัสเซีย ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน

ทว่ามีการรายงานข่าวทางโทรทัศน์ในเกาหลีเหนือเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 2011 ว่า คิม จ็อง-อิล ถึงแก่อสัญกรรมแล้วเมื่อสองวันก่อน (17 ธันวาคม) ด้วยสาเหตุทำงานมากเกินไป จนทำให้ทั้งทางร่างกายและจิตใจรับไม่ไหว[53] คิม จ็อง-อิล ถึงแก่อสัญกรรมที่กรุงเปียงยาง มีการไว้ทุกข์เป็นเวลาสองสัปดาห์และพิธีศพมีขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม ศพของนายคิม จ็อง-อิล ถูกตั้งไว้ที่วังสุริยะคึมซูซัน เช่นเดียวกับคิม อิล-ซ็อง บิดา

"ผู้นำตลอดกาลแห่งเกาหลีเหนือ"[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "N. Korean leader Kim dead: state TV". สืบค้นเมื่อ 19 December 2011. 
  2. "Kim Jong Il Has Died". 18 December 2011. สืบค้นเมื่อ 19 December 2011. 
  3. Chung, Byoung-sun (22 August 2002), "Sergeyevna Remembers Kim Jong Il", The Chosun Ilbo, สืบค้นเมื่อ 19 February 2007 
  4. Sheets, Lawrence (12 February 2004), "A Visit to Kim Jong Il's Russian Birthplace", National Public Radio, สืบค้นเมื่อ 19 February 2007 
  5. "CNN.com". CNN. 
  6. "Kim Jong-Il, Kim Il-Sung – In the Family Business – North Korea: Secrets and Lies – Photo Gallery". LIFE. สืบค้นเมื่อ 19 December 2011. 
  7. 7.0 7.1 "BBC News - N Korean leader Kim Jong-il dies". Bbc.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2011-12-19. 
  8. McGivering, Jill (29 September 2009). "N Korea constitution bolsters Kim". BBC News. สืบค้นเมื่อ 7 May 2010. 
  9. http://www.imdb.com/title/tt0456012/
  10. "NKorea prints photos of heir apparent Kim Jong Un". AP News. 30 September 2010. สืบค้นเมื่อ 30 September 2010. 
  11. The 100 Most Powerful People in the World, Forbes Magazine
  12. Steve Herrmann (9 October 2006). "Profile: Kim Jong-Il". BBC News. สืบค้นเมื่อ 17 December 2007. 
  13. "Biography of the Dear Leader Kim Jong Il". Korea-dpr.com. Archived from the original on 12 June 2008. สืบค้นเมื่อ 5 December 2008. 
  14. Kim Jong Il – Short Biography. Pyongyang: Foreign Languages Press, 1998, p. 1.
  15. Korea North General Secretary Kim Jong Il. USA International Business Publications. 2002. p. 37. ISBN 0739711970. 
  16. 16.0 16.1 Post, Jerrold M.; Alexander George (2004). Leaders and their followers in a dangerous world: the psychology of political behavior. Cornell University Press. pp. 243–244. ISBN 9780801441691. 
  17. "The Kims' North Korea", Asia Times, 4 June 2005.
  18. Martin, Bradley K. (2004). Under the Loving Care of the Fatherly Leader, New York: St. Martin's Press. ISBN 0-312-32221-6
  19. Kim Jong Il – Short Biography. Pyongyang: Foreign Languages Press, 1998, p. 4.
  20. Calleja, Stephen (7 February 2010). "1982 Labour government "secret" agreement with North Korea – ‘Times change’ – Alex Sceberras Trigona". The Malta Independent. สืบค้นเมื่อ 15 September 2010. 
  21. "Kim is a baby rattling the sides of a cot", Guardian Unlimited, 30 December 2002.
  22. "Happy Birthday, Dear Leader – who's next in line?", Asia Times, 14 February 2004.
  23. "North Korea's dear leader less dear", Fairfax Digital, 19 November 2004.
  24. "Testimony of Hwang Jang-yop". 
  25. "North Korea: Nuclear Standoff", The Online NewsHour, PBS, 19 October 2006.
  26. "Fake ashes, very real North Korean sanctions", Asia Times Online, 16 December 2004.
  27. Noland, Marcus (2004). "Famine and Reform in North Korea". Asian Economic Papers 3 (2): 1–40. doi:10.1162/1535351044193411?journalCode=asep. 
  28. Haggard, Nolan, Sen (2009). Famine in North Korea: Markets, Aid, and Reform. p. 209. ISBN 9780231140010. "This tragedy was the result of a misguided strategy of self-reliance that only served to increase the country's vulnerability to both economic and natural shocks ... The state's culpability in this vast misery elevates the North Korean famine to a crime against humanity" 
  29. "North Korea: A terrible truth". The Economist. 17 April 1997. สืบค้นเมื่อ 24 September 2011. 
  30. "North Korea Agriculture", Federal Research Division of the Library of Congress. Retrieved 11 March 2007.
  31. "Other Industry – North Korean Targets" Federation of American Scientists, 15 June 2000.
  32. "North Korea's Military Strategy", Parameters, U.S. Army War College Quarterly, 2003.
  33. "Kim Jong-il's military-first policy a silver bullet", Asia Times Online, 4 January 2007.
  34. "North Korea's Capitalist Experiment", Council on Foreign Relations, 8 June 2006.
  35. "On North Korea's streets, pink and tangerine buses", Christian Science Monitor, 2 June 2005.
  36. "Inside North Korea: A Joint U.S.-Chinese Dialogue", United States Institute of Peace, January 2007.
  37. 37.0 37.1 Chol-hwan Kang and Pierre Rigoulot (2005). The Aquariums of Pyongyang: Ten Years in the North Korean Gulag, Basic Books. ISBN 0-465-01104-7.
  38. "North Korea marks leader's birthday". BBC. 16 February 2002. สืบค้นเมื่อ 18 December 2007. 
  39. "N.Korea leader sets world fashion trend: Pyongyang". FRANCE 24. 7 April 2010. สืบค้นเมื่อ 19 December 2011. 
  40. Mansourov, Alexandre. ""Korean Monarch Kim Jong Il: Technocrat Ruler of the Hermit Kingdom Facing the Challenge of Modernity", The Nautilus Institute". Archived from the original on 16 August 2007. สืบค้นเมื่อ 18 December 2007. 
  41. Scanlon, Charles (16 February 2007). "Nuclear deal fuels Kim's celebrations". BBC. สืบค้นเมื่อ 18 December 2007. 
  42. Coonan, Clifford (21 October 2006). "Kim Jong Il, the tyrant with a passion for wine, women and the bomb". The Independent (London). สืบค้นเมื่อ 18 December 2007. 
  43. Richard Lloyd Parry. "'Dear Leader' clings to power while his people pay the price", The Times. 10 October 2006. Retrieved 18 December 2007.
  44. "North Korea's 'Dear Leader' flaunts nuclear prowess". The New Zealand Herald. Reuters. 10 October 2006. สืบค้นเมื่อ 13 October 2011. 
  45. Compiled by the Bureau of Democracy, Human Rights, and Labor. "Country Reports on Human Rights Practices" United States Department of State. 25 February 2004. Retrieved 18 December 2007.
  46. Jason LaBouyer "When friends become enemies — Understanding left-wing hostility to the DPRK" Lodestar. May/June 2005: pp. 7–9. Korea-DPR.com. Retrieved 18 December 2007.
  47. Marshall Cavendish Corporation (2007). World and Its Peoples: Eastern and Southern Asia. Marshall Cavendish. p. 929. ISBN 9780761476313. 
  48. "Asan, KOLAND Permitted to Develop Kaesong Complex", The Korea Times, 23 April 2004.
  49. "S. Korea denies U.S. trade pact will exclude N. Korean industrial park", Yonhap News, 7 March 2007.
  50. "South Korea dials back tough talk over Cheonan sinking", Christian Science Monitor, 31 May 2010.
  51. "History of the 'Agreed Framework' and how it was broken", About: U.S. Gov Info/Resources, 12 March 2007.
  52. "Motivation Behind North Korea's Nuclear Confession", GLOCOM Platform, 28 October 2002.
  53. "N Korean leader Kim Jong-il dies". BBC News. 19 December 2011. สืบค้นเมื่อ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554. 

หนังสืออ่านเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]