คิม จ็อง-อิล
| คิม จ็อง-อิล 김정일 |
|
|---|---|
![]() |
|
| ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี | |
| ดำรงตำแหน่ง 8 ตุลาคม ค.ศ. 1977 – 17 ธันวาคม ค.ศ. 2011[1] |
|
| สมัยก่อนหน้า | คิม อิลซอง |
| สมัยถัดไป | คิม จองอึน[2] |
| ข้อมูลส่วนบุคคล | |
| เกิด | 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1941 วยัตสโคเย สหภาพโซเวียต (บันทึกโซเวียต) 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942 ภูเขาแพกตู เกาหลี (บันทึกเกาหลีเหนือ) |
| เสียชีวิต | 17 ธันวาคม ค.ศ. 2011 (69 ปี) เปียงยาง เกาหลีเหนือ |
| พรรคการเมือง | พรรคแรงงานเกาหลี |
| คู่สมรส | คิม ยองซุก ซอง ฮเยริม โค ยองฮึย คิม อก |
| บุตร | คิม ซอลซง (ญ) คิม จองนัม (ช) คิม จองชอล (ช) คิม จองอึน (ช) |
| ศาสนา | อเทวนิยม |
| ลายมือชื่อ | |
| การเข้าเป็นทหาร | |
| สวามิภักดิ์ | |
| สังกัด | กองทัพประชาชนเกาหลี |
| ปีปฏิบัติงาน | 1991–2011 |
| ยศ | วอนซู (จอมพล) |
| บังคับบัญชา | ผู้บัญชาการทหารสูงสุด |
คิม จ็อง-อิล (เกาหลี: 김정일, ฮันจา: 金正日, MC: Kim Chŏngil, MR: Gim Jeong(-)il) มีชื่อเมื่อแรกเกิดว่า ยูริ อีร์เซโนวิช คิม/Юрий Ирсенович Ким(ตามบันทึกโซเวียต)[3][4][5][6] (16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1941/2 – 17 ธันวาคม ค.ศ. 2011[7]) อดีตผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) เขาเป็นเลขาธิการพรรคกรรมกรเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลตั้งแต่ ค.ศ. 1948, ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันประเทศแห่งเกาหลีเหนือ และผู้บัญชาการกองทัพประชาชนเกาหลีสูงสุด ซึ่งเป็นกองทัพขนาดใหญ่ที่สุดอันดับสี่ของโลก
ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2009 มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกาหลีเหนือโดยเรียกเขาว่าเป็น "ผู้นำสูงสุด" โดยปริยาย[8] เขายังถูกเรียกว่า "บิดาที่รัก", "บิดาของเรา" "นายพล" และ "จอมทัพ"[9] บุตรชาย คิม จองอึนได้รับเลื่อนเป็นตำแหน่งระดับสูงในพรรคกรรมกรและถูกวางตัวเป็นทายาท[10] ใน ค.ศ. 2010 เขาถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 31 ของบุคคลทรงอำนาจที่สุดของโลก[11] รัฐบาลเกาหลีเหนือประกาศการถึงแก่อสัญกรรมของเขาเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 2011[7]
เนื้อหา |
วัยเด็ก [แก้]
เกิด [แก้]
รายละเอียดเกี่ยวกับการเกิดของคิม จ็อง-อิลแตกต่างกันไปตามแหล่งข้อมูล บันทึกโซเวียตแสดงให้เห็นว่าเขาเกิดในหมู่บ้านวยัตสโคเย ใกล้กับฮาบารอฟสก์ ใน ค.ศ. 1941[12] ที่ซึ่งบิดาของเขา คิม อิลซอง บัญชาการกองพันที่ 1 แห่งกองพลน้อยโซเวียตที่ 88 อันประกอบด้วยชาวจีนและเกาหลีพลัดถิ่น มารดาของคิม จ็อง-อิล คิม จองซุก เป็นภรรยาคนแรกของคิม อิลซอง
ชีวประวัติอย่างเป็นทางการของคิม จ็อง-อิล[13] ระบุว่าเขาเกิดในค่ายทหารลับบนยอดเขาแพกตูในเกาหลีของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942[14] นักชีวประวัติทางการอ้างว่า การเกิดของเขาที่ยอดเขาแพกตูมีลางบอกเหตุเป็นนกนางแอ่น และป่าวประกาศโดยการปรากฏขึ้นของรุ้งกินน้ำสองสายเหนือยอดเขาและดาวดวงใหม่ในสรวงสวรรค์[15]
ใน ค.ศ. 1945 ขณะที่คิมอายุได้สามหรือสี่ปี (ตามปีเกิดของเขา) เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงและเกาหลีได้รับเอกราชคืนจากญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง บิดาของเขากลับไปยังเปียงยางในเดือนกันยายนปีนั้น และปลายเดือนพฤศจิกายน คิมเดินทางกลับสู่เกาหลีโดยเรือโซเวียต ซึ่งขึ้นฝั่งที่ซอนบอง ครอบครัวย้ายเข้าไปในบ้านพักของอดีตเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น พร้อมกับสวนและสระน้ำ น้องชายของคิม จ็อง-อิล "ชูรา" คิม (คิม พยองอิล แต่รู้จักโดยชื่อเล่นภาษารัสเซียของเขา) จมน้ำที่นั่นใน ค.ศ. 1948 รายงานไม่ยืนยันแนะว่า คิม จ็อง-อิลวัยห้าขวบอาจเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุนั้น[16] ใน ค.ศ. 1949 มารดาของเขาเสียชีวิตขณะคลอด[17] รายงานไม่ยืนยันระบุว่า มารดาของเขาอาจถูกยิงและถูกทิ้งให้เลือดไหลจนเสียชีวิต[16]
การศึกษา [แก้]
ตามชีวประวัติอย่างเป็นทางการ คิมสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานระหว่างเดือนกันยายน ค.ศ. 1950 และสิงหาคม ค.ศ. 1960 ในกรุงเปียงยาง ซึ่งขัดแย้งกับนักวิชาการต่างชาติ ซึ่งเชื่อว่าเขาน่าจะได้รับการศึกษาช่วงต้นในสาธารณรัฐประชาชนจีนมากกว่า เพื่อประกันความปลอดภัยของเขาระหว่างสงครามเกาหลี[18]
ตลอดการศึกษาในโรงเรียน คิมเกี่ยวข้องกับการเมืองอยู่เสมอ เขาเข้าร่วมในสหภาพเด็ก[19] และสันนิบาติเยาวชนประชาธิปไตย เข้าร่วมในกลุ่มศึกษาทฤษฎีการเมืองมากซิสต์และวรรณกรรมอื่น ๆ ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1957 เขาเป็นรองประธานสาขาสันนิบาติเยาวชนประชาธิปไตยของโรงเรียนมัธยมต้น เขาดำเนินตามโครงการต่อต้านการถือพวกพ้องและพยายามกระตุ้นการศึกษาอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในบรรดาเพื่อนร่วมชั้นของเขา
คิมยังกล่าวกันว่าได้รับการศึกษาภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยมอลตาในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1970[20] ช่วงวันหยุดที่ไม่บ่อยครั้งนักในมอลตาในฐานะแขกของนายกรัฐมนตรีดอม มินทอฟฟ์[21]
คิมผู้พ่อภายหลังได้สมรสใหม่และมีบุตรชายอีกคนหนึ่งชื่อ คิม พยองอิล (ตั้งตามชื่อน้องชายที่จมน้ำเสียชีวิตของคิม จ็อง-อิล) นับแต่ ค.ศ. 1988 คิม พยองอิลได้รับราชการในสถานทูตเกาหลีเหนือหลายแห่งในยุโรปและปัจจุบันเป็นเอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำโปแลนด์ นักวิจารณ์ต่างประเทศสงสัยว่าคิม พยองอิลถูกบิดาส่งไปรับตำแหน่งห่างไกลเหล่านี้เพื่อป้องกันการแก่งแย่งอำนาจระหว่างบุตรชายทั้งสอง[22]
สมาชิกเปรซิเดียมและเลขาธิการพรรค (1980–1984) [แก้]
กระทั่งการประชุมพรรคครั้งที่หกในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1980 การควบคุมปฏิบัติการของพรรคของคิม จ็อง-อิลได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ เขาได้รับตำแหน่งอาวุโสในโพลิตบูโร คณะกรรมาธิการทหารและเลขาธิการพรรค เมื่อเขาได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาประชาชนสูงสุดที่เจ็ดในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1982 ผู้สังเกตการณ์ต่างประเทศเชื่อว่าเขาเป็นทายาทการเมืองของเกาหลีเหนือ
ถึงขณะนี้ คิมได้รับคำนำหน้า "ผู้นำอันเป็นที่รัก" (친애하는 지도자)[23] รัฐบาลเริ่มสร้างลัทธิบูชาบุคคลรอบตัวเขาซึ่งลอกแบบมาจากบิดา "ผู้นำอันยิ่งใหญ่" คิม จ็อง-อิลได้รับการสรรเสริญจากสื่อเป็นประจำว่าเป็น "ผู้นำไร้ความกลัว" และ "ผู้สืบทอดผู้ยิ่งใหญ่ต่ออุดมการณ์ปฏิวัติ" เขาถือกำเนิดขึ้นเป็นบุคคลทรงอำนาจที่สุดรองจากบิดาเขาในเกาหลีเหนือ
วันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 1991 คิมได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพเกาหลีเหนือ เนื่องจากกองทัพเป็นรากฐานอำนาจที่แท้จริงในเกาหลีเหนือ นี่จึงเป็นก้าวสำคัญ รัฐมนตรีกลาโหม โอ จินวู หนึ่งในผู้ใต้บัญชาที่ภักดีที่สุดของคิม อิลซอง วางแผนการยอมรับของคิม จ็อง-อิลโดยกองทัพว่าเป็นผู้นำคนต่อไปของเกาหลีเหนือ แม้เขาจะไม่ได้รับราชการทหารก็ตาม อีกหนึ่งผู้สมัครในตำแหน่งผู้นำที่เป็นไปได้ นายกรัฐมนตรีคิม อิล (ไม่ได้เป็นเครือญาติ) ถูกถอดจากตำแหน่งใน ค.ศ. 1976 ใน ค.ศ. 1992 คิม อิลซองแถลงต่อสาธารณะว่าบุตรชายเป็นผู้รับผิดชอบกิจการภายในทั้งหมดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน
ใน ค.ศ. 1992 การถ่ายทอดทางวิทยุกล่าวถึงเขาว่าเป็น "บิดาอันเป็นที่รัก" แทน "ผู้นำอันเป็นที่รัก" วันเกิดครบรอบ 50 ปีของเขาในเดือนกุมภาพันธ์เป็นโอกาสฉลองใหญ่ที่มีคนเข้าร่วมจำนวนมาก ด้อยกว่าเพียงการเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีของคิม อิลซองในวันที่ 15 เมษายนปีเดียวกัน
ตามข้อมูลของผู้แปรพักตร์ ฮวาง จางยอบ ระบบรัฐบาลเกาหลีเหนือได้รวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางและเป็นเอกาธิปไตยมากขึ้นในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 และ 1990 ภายใต้คิม จ็อง-อิลกว่าที่เคยเป็นในสมัยบิดาของเขา ฮวางอธิบายตัวอย่างหนึ่งว่า แม้คิม อิลซองจะกำหนดให้รัฐมนตรีภักดีต่อเขา แต่เขายังมองหาคำแนะนำระหว่างการตัดสินใจ แต่คิม จ็อง-อิลต้องการการเชื่อฟังอย่างสมบูรณ์และความตกลงจากรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่พรรคโดยไม่ต้องการคำแนะนำหรือการประนีประนอม และเขามองความเห็นต่างเพียงเล็กน้อยใด ๆ จากความคิดของเขาว่าเป็นสัญญาณถึงความไม่ภักดี ตามข้อมูลของฮวาง คิม จ็อง-อิลกำหนดทุกเรื่องด้วยตัวเองแม้รายละเอียดเล็กน้อยของกิจการรัฐ เช่น ขนาดของบ้านสำหรับเลขาธิการพรรคและการส่งของขวัญไปให้ผู้ใต้บัญชาของเขา[24]
จนถึงคริสต์ทศวรรษ 1980 เกาหลีเหนือเริ่มประสบปัญหาเศรษฐกิจซบเซาร้ายแรง นโยบายจูเช (พึ่งพาตนเอง) ของคิม อิลซองตัดประเทศจากการค้าภายนอกเกือบทั้งหมด แม้แต่กับคู่ค้าแต่เดิม คือ สหภาพโซเวียตและจีน
เกาหลีใต้กล่าวโทษคิมว่าสั่งการเหตุระเบิดในกรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า ในวันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 1983 ซึ่งคร่าชีวิตเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ที่ไปเยือน 17 คน รวมทั้งสมาชิกรัฐมนตรีสี่คน และอีกครั้งในวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1987 ซึ่งคร่าชีวิตทุกคน (115 คน)บนโคเรียนแอร์ เที่ยวบินที่ 858[25] เจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือ คิม ฮย็อน ฮุย สารภาพว่าวางระเบิดไว้ในหีบของ และว่า ปฏิบัติการถูกสั่งการโดยคิม จ็อง-อิลเป็นการส่วนตัว[26]
ใน ค.ศ. 1992 เสียงของคิม จ็อง-อิลได้รับการถ่ายทอดในเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรกระหว่างการเดินขบวนทหารสำหรับการครบรอบปีที่ 60 ของกองทัพประชาชนเกาหลีที่จัตุรัสคิม อิลซองในกรุงเปียงยาง ซึ่งคิม อิงซุงเข้าร่วมโดยมีคิม จ็อง-อิลยืนข้าง หลังการสุนทรพจน์ของคิม อิลซอง และการตรวจขบวนนั้น บุตรชายของเขาขยับไปยังไมโครโฟนที่อัฒจันทร์โดยตอบการรายงานของผู้ตรวจการขบวนและกล่าวง่าย ๆ ว่า "ทหารผู้กล้าแห่งกองทัพประชาชนเกาหลีจงเจริญ!" จากนั้นทุกคนที่เป็นผู้ฟังนั้นปรบมือและผู้เข้าร่วมขบวนที่พื้นที่จัตุรัส (ซึ่งรวมทหารผ่านศึกและนายทหารของกองทัพประชาชนเกาหลี) ตะโกน "หมื่น ๆ ปี" รวมสามครั้ง
ผู้ปกครองเกาหลีเหนือ [แก้]
วันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1994 บิดาของคิม จ็อง-อิล คิม อิล ซุงถึงแก่อสัญกรรม ด้วยวัย 82 ปีจากอาการโรคหัวใจกำเริบ อย่างไรก็ดี คิม จ็อง-อิลใช้เวลาสามปีในการรวมอำนาจ เขารับตำแหน่งเลขาธิการพรรคแรงงานเกาหลีอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 ตุลคาม ค.ศ. 1997 และประธานคณะกรรมาธิการป้องกันประเทศเมื่อวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1993 ใน ค.ศ. 1998 ตำแหน่งประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศของเขาถูกประกาศว่าเป็น "ตำแหน่งสูงสุดของรัฐ" ดังนั้น คิมจึงถูกเรียกว่าเป็นประมุขแห่งรัฐของเกาหลีเหนือนับแต่นั้น เช่นเดียวกันใน ค.ศ. 1998 สภาประชาชนสูงสุดลบตำแหน่งประธานาธิบดีออกจากรัฐธรรมนูญเพื่อระลึกถึงคิม อิลซอง ผู้ซึ่งถูกเรียกว่าเป็น "ประธานาธิบดีตลอดกาล" ของสาธารณรัฐ อย่างไรก็ดี อาจแย้งได้ว่าเขาได้เป็นประมุขของประเทศเมื่อเขาเป็นผู้นำพรรคแรงงาน ในประเทศคอมมิวนิสต์ส่วนใหญ่ ผู้นำพรรคเป็นบุคคลผู้ทรงอำนาจที่สุดในประเทศ
อย่างเป็นทางการ คิมเป็นส่วนหนึ่งของสามเส้าผู้นำฝ่ายบริหารของรัฐบาลเกาหลีเหนือร่วมกับนายกรัฐมนตรี โช ยองริม และประธานรัฐสภา คิม ยองนัม (ไม่ได้เป็นเครือญาติ) แต่ละคนถืออำนาจในนามเทียบเท่ากับหนึ่งในสามของอำนาจประธานาธิบดีในระบบประธานาธิบดีในประเทศส่วนใหญ่ คิม จ็อง-อิลเป็นผู้บัญชาการกองทัพ โช ยองริมเป็นผู้นำรัฐบาล และคิม ยองนัมจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ คิม จ็อง-อิลดำเนินการควบคุมเด็ดขาดเหนือรัฐบาลและประเทศ
แม้คิมจะไม่จำเป็นต้องเข้ารับการเลือกตั้งเพื่อรักษาตำแหน่ง เขาได้รับเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์ไปทำหน้าที่ในสภาประชาชนสูงสุดทุกห้าปี โดยเป็นผู้แทนเขตเลือกตั้งทหาร เนื่องจากหน้าที่ปัจจุบันในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพประชาชนเกาหลีและประธานคณะกรรมาธิการป้องกันประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี
นโยบายเศรษฐกิจ [แก้]
เศรษฐกิจเกาหลีเหนือที่รัฐควบคุมประสบความยุ่งยากตลอดคริสต์ทศวรรษ 1990 ส่วนใหญ่เนื่องมาจากการบริหารจัดการผิด ยิ่งไปกว่านั้น เกาหลีเหนือยังเผชิญอุทกภัยรุนแรงกลายคริสต์ทศวรรษ 1990 ซึ่งเกิดรุนแรงขึ้นจากการบริหารจัดการที่ดินที่เลว[27][28][29] จากเหตุนี้ ประกอบกับที่ดินที่สามารถเพาะปลูกได้เพียง 18%[30] และการไม่สามารถนำเข้าสินค้าจำเป็นต่อการบำรุงอุตสาหกรรม[31] นำไปสู่ทุพภิกขภัยรุนแรงและทิ้งให้เศรษฐกิจเกาหลีเหนืออยู่ในสภาพย่ำแย่ เผชิญกับประเทศที่เสื่อมถอยลง คิมประกาศใช้นโยบาย "ทหารมาก่อน" เพื่อเสริมสร้างประเทศและเพิ่มอำนาจของรัฐบาล[32] ในระดับชาติ นโยบายนี้ได้มีอัตราเติบโตเป็นบวกสำหรับประเทศตั้งแต่ ค.ศ. 1996 และการนำ "การปฏิบัติเศรษฐกิจตลาดหลักเขตประเภทสังคมนิยม" ใน ค.ศ. 2002 ยังประคับประคองให้เกาหลีเหนือไม่ล่มจมแม้ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือด้านอาหารจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่องก็ตาม[33]
ในความตื่นตัวจากเศรษฐกิจเสียหายรุนแรงในคริสต์ทศวรรษ 1990 รัฐบาลเริ่มอนุมัติกิจกรรมการแลกเปลี่ยนและการค้าขนาดเล็กอย่างเป็นทางการ ดังที่แดเนียล สไนเดอร์ รองผู้อำนวยการการวิจัยที่ศูนย์วิจัยเอเชีย-แปซิฟิก มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด การดำเนินการอันเป็นทุนนิยมนี้ "ค่อนข้างจำกัด แต่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต ปัจจุบันมีตลาดที่น่าสังเกตซึ่งสร้างลักษณะคล้ายกันของระบบตลาดเสรี"[34]
ใน ค.ศ. 2002 คิม จ็อง-อิลประกาศว่า "เงินควรสามารถวัดมูลค่าของโภคภัณฑ์ทั้งหมดได้"[35] ท่าทีต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจเหล่านี้สะท้อนพฤติการณ์คล้ายกันกับของเติ้ง เสี่ยวผิงแห่งประเทศจีนในปลายคริสต์ทศวรรษ 1980 และต้นคริสต์ทศวรรษ 1990 ระหว่างการเดินทางเยือนต่างประเทศน้อยครั้งใน ค.ศ. 2006 คิมแสดงความชื่นชมสำหรับความคืบหน้าการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของจีน[36]
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ [แก้]
ใน ค.ศ. 1998 ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ คิม แดจุง นำ "นโยบายแสงอาทิตย์" ไปปฏิบัติเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์เหนือ-ใต้ และอนุญาตให้บริษัทเกาหลีใต้เริ่มต้นโครงการในเกาหลีเหนือ คิม จ็อง-อิลประกาศแผนการนำเข้าและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่ยังด้อยพัฒนาของเกาหลีเหนือ ด้วยผลจากนโยบายใหม่นี้ สวนอุตสาหกรรมแกซองถูกสร้างขึ้นใน ค.ศ. 2003 ห่างไปทางเหนือของเขตปลอดทหารไม่ไกลนัก โดยมีบริษัทเกาหลีใต้วางแผนเข้าร่วม 250 บริษัท และว่าจ้างชาวเกาหลีเหนือ 100,000 คน ภายใน ค.ศ. 2007[37] อย่างไรก็ดี จนถึงเดือนมีนาคม ค.ศ. 2007 เขตยังมีเพียง 21 บริษัท และว่าจ้างคนงานเกาหลีเหนือ 12,000 คน[38] จนถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2010 เขตได้ว่าจ้างชาวเกาหลีเหนือกว่า 40,000 คน[39]
ใน ค.ศ. 1994 เกาหลีเหนือและสหรัฐอเมริกาลงนามในกรอบความตกลงซึ่งออกแบบมาเพื่อหยุดและรื้อโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือโดยแลกเปลี่ยนกับความช่วยเหลือในการผลิตเครื่องปฏิกรณ์พลังงานนิวเคลียร์สองเครื่อง[40] ใน ค.ศ. 2002 รัฐบาลคิม จ็อง-อิลยอมรับว่าได้กำลังผลิตอาวุธนิวเคลียร์นับแต่ความตกลง ค.ศ. 1994 รัฐบาลของคิมแย้งว่าการผลิตลับจำเป็นสำหรับจุดประสงค์ด้านความมั่นคง โดยอ้างการมีอยู่ของอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกาในเกาหลีใต้และความตึงเครียดรอบใหม่กับสหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช[41] วันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 2006 สำนักข่าวกลางของเกาหลีเหนือประกาศว่า เกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการทดลองนิวเคลียร์ใต้ดิน
ลัทธิบูชาบุคคล [แก้]
คิม จ็อง-อิลเป็นศูนย์กลางแห่งลัทธิบูชาบุคคลประณีตซึ่งรับต่อมาจากบิดาของเขาและผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี คิม อิลซอง ผู้แปรพักตร์ได้รับการอ้างคำพูดว่า โรงเรียนเกาหลีเหนือยกทั้งพ่อและลูกเหมือนเทพเจ้า[42] เขามักเป็นศูนย์กลางความสนใจตลอดชีวิตปกติในเกาหลีเหนือ ในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 60 ปี (ตามวันเกิดอย่างเป็นทางการ) มีการเฉลิมฉลองจำนวนมากทั่วประเทศในโอกาสนี้[43] ชาวเกาหลีเหนือจำนวนมากเชื่อว่าเขามีความสามารถ "เวทมนตร์" ในการ "ควบคุมลมฟ้าอากาศ" ตามอารมณ์ของเขา[42] ใน ค.ศ. 2010 สื่อเกาหลีเหนือรายงานว่า เครื่องแต่งกายอันโดดเด่นของคิมได้เป็นกระแสแฟชั่นทั่วโลก[44]
มุมมองหนึ่งคือว่า ลัทธิบูชาบุคคลของคิม จ็อง-อิลนั้นเป็นเพราะความเคารพคิม อิลซองหรือความกลัวการถูกลงโทษที่ไม่แสดงความเคารพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น[45] สื่อและแหล่งข่าวรัฐบาลนอกประเทศมักสนับสนุนมุมมองนี้[46][47][48][49][50] ขณะที่แหล่งข่าวเกาหลีเหนือยืนยันว่าเป็นการบูชาวีรบุรุษอย่างแท้จริง[51] เพลง "ไม่มีมาตุภูมิหากไร้ซึ่งท่าน" ร้องโดยวงประสานเสียงของรัฐเกาหลีเหนือ เขียนขึ้นให้คิมโดยเฉพาะใน ค.ศ. 1992 และมักถ่ายทอดทางวิทยุบ่อยครั้งและจากเครื่องกระจายเสียงบนถนนแห่งเปียงยาง[52]
ถึงแก่อสัญกรรม [แก้]
ดูบทความหลักที่ การถึงแก่อสัญกรรมและพิธีศพของคิม จ็อง-อิล
มีการรายงานข่าวทางโทรทัศน์ในเกาหลีเหนือเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 2011 ว่า คิม จ็อง-อิล ถึงแก่อสัญกรรมแล้วเมื่อสองวันก่อน (17 ธันวาคม) ด้วยสาเหตุ ทำงานมากเกินไป จนทำให้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ รับไม่ไหว[53]
อ้างอิง [แก้]
- ↑ "N. Korean leader Kim dead: state TV". สืบค้นเมื่อ 19 December 2011.
- ↑ "Kim Jong Il Has Died". 18 December 2011. สืบค้นเมื่อ 19 December 2011.
- ↑ Chung, Byoung-sun (22 August 2002), "Sergeyevna Remembers Kim Jong Il", The Chosun Ilbo, สืบค้นเมื่อ 19 February 2007
- ↑ Sheets, Lawrence (12 February 2004), "A Visit to Kim Jong Il's Russian Birthplace", National Public Radio, สืบค้นเมื่อ 19 February 2007
- ↑ "CNN.com". CNN.
- ↑ "Kim Jong-Il, Kim Il-Sung – In the Family Business – North Korea: Secrets and Lies – Photo Gallery". LIFE. สืบค้นเมื่อ 19 December 2011.
- ↑ 7.0 7.1 "BBC News - N Korean leader Kim Jong-il dies". Bbc.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2011-12-19.
- ↑ McGivering, Jill (29 September 2009). "N Korea constitution bolsters Kim". BBC News. สืบค้นเมื่อ 7 May 2010.
- ↑ http://www.imdb.com/title/tt0456012/
- ↑ "NKorea prints photos of heir apparent Kim Jong Un". AP News. 30 September 2010. สืบค้นเมื่อ 30 September 2010.
- ↑ The 100 Most Powerful People in the World, Forbes Magazine
- ↑ Steve Herrmann (9 October 2006). "Profile: Kim Jong-Il". BBC News. สืบค้นเมื่อ 17 December 2007.
- ↑ "Biography of the Dear Leader Kim Jong Il". Korea-dpr.com. Archived from the original on 12 June 2008. สืบค้นเมื่อ 5 December 2008.
- ↑ Kim Jong Il – Short Biography. Pyongyang: Foreign Languages Press, 1998, p. 1.
- ↑ Korea North General Secretary Kim Jong Il. USA International Business Publications. 2002. p. 37. ISBN 0739711970.
- ↑ 16.0 16.1 Post, Jerrold M.; Alexander George (2004). Leaders and their followers in a dangerous world: the psychology of political behavior. Cornell University Press. pp. 243–244. ISBN 9780801441691.
- ↑ "The Kims' North Korea", Asia Times, 4 June 2005.
- ↑ Martin, Bradley K. (2004). Under the Loving Care of the Fatherly Leader, New York: St. Martin's Press. ISBN 0-312-32221-6
- ↑ Kim Jong Il – Short Biography. Pyongyang: Foreign Languages Press, 1998, p. 4.
- ↑ Calleja, Stephen (7 February 2010). "1982 Labour government "secret" agreement with North Korea – ‘Times change’ – Alex Sceberras Trigona". The Malta Independent. สืบค้นเมื่อ 15 September 2010.
- ↑ "Kim is a baby rattling the sides of a cot", Guardian Unlimited, 30 December 2002.
- ↑ "Happy Birthday, Dear Leader – who's next in line?", Asia Times, 14 February 2004.
- ↑ "North Korea's dear leader less dear", Fairfax Digital, 19 November 2004.
- ↑ "Testimony of Hwang Jang-yop".
- ↑ "North Korea: Nuclear Standoff", The Online NewsHour, PBS, 19 October 2006.
- ↑ "Fake ashes, very real North Korean sanctions", Asia Times Online, 16 December 2004.
- ↑ Noland, Marcus (2004). "Famine and Reform in North Korea". Asian Economic Papers 3 (2): 1–40. doi:10.1162/1535351044193411?journalCode=asep.
- ↑ Haggard, Nolan, Sen (2009). Famine in North Korea: Markets, Aid, and Reform. p. 209. ISBN 9780231140010. "This tragedy was the result of a misguided strategy of self-reliance that only served to increase the country's vulnerability to both economic and natural shocks ... The state's culpability in this vast misery elevates the North Korean famine to a crime against humanity"
- ↑ "North Korea: A terrible truth". The Economist. 17 April 1997. สืบค้นเมื่อ 24 September 2011.
- ↑ "North Korea Agriculture", Federal Research Division of the Library of Congress. Retrieved 11 March 2007.
- ↑ "Other Industry – North Korean Targets" Federation of American Scientists, 15 June 2000.
- ↑ "North Korea's Military Strategy", Parameters, U.S. Army War College Quarterly, 2003.
- ↑ "Kim Jong-il's military-first policy a silver bullet", Asia Times Online, 4 January 2007.
- ↑ "North Korea's Capitalist Experiment", Council on Foreign Relations, 8 June 2006.
- ↑ "On North Korea's streets, pink and tangerine buses", Christian Science Monitor, 2 June 2005.
- ↑ "Inside North Korea: A Joint U.S.-Chinese Dialogue", United States Institute of Peace, January 2007.
- ↑ "Asan, KOLAND Permitted to Develop Kaesong Complex", The Korea Times, 23 April 2004.
- ↑ "S. Korea denies U.S. trade pact will exclude N. Korean industrial park", Yonhap News, 7 March 2007.
- ↑ "South Korea dials back tough talk over Cheonan sinking", Christian Science Monitor, 31 May 2010.
- ↑ "History of the 'Agreed Framework' and how it was broken", About: U.S. Gov Info/Resources, 12 March 2007.
- ↑ "Motivation Behind North Korea's Nuclear Confession", GLOCOM Platform, 28 October 2002.
- ↑ 42.0 42.1 Chol-hwan Kang and Pierre Rigoulot (2005). The Aquariums of Pyongyang: Ten Years in the North Korean Gulag, Basic Books. ISBN 0-465-01104-7.
- ↑ "North Korea marks leader's birthday". BBC. 16 February 2002. สืบค้นเมื่อ 18 December 2007.
- ↑ "N.Korea leader sets world fashion trend: Pyongyang". FRANCE 24. 7 April 2010. สืบค้นเมื่อ 19 December 2011.
- ↑ Mansourov, Alexandre. ""Korean Monarch Kim Jong Il: Technocrat Ruler of the Hermit Kingdom Facing the Challenge of Modernity", The Nautilus Institute". Archived from the original on 16 August 2007. สืบค้นเมื่อ 18 December 2007.
- ↑ Scanlon, Charles (16 February 2007). "Nuclear deal fuels Kim's celebrations". BBC. สืบค้นเมื่อ 18 December 2007.
- ↑ Coonan, Clifford (21 October 2006). "Kim Jong Il, the tyrant with a passion for wine, women and the bomb". The Independent (London). สืบค้นเมื่อ 18 December 2007.
- ↑ Richard Lloyd Parry. "'Dear Leader' clings to power while his people pay the price", The Times. 10 October 2006. Retrieved 18 December 2007.
- ↑ "North Korea's 'Dear Leader' flaunts nuclear prowess". The New Zealand Herald. Reuters. 10 October 2006. สืบค้นเมื่อ 13 October 2011.
- ↑ Compiled by the Bureau of Democracy, Human Rights, and Labor. "Country Reports on Human Rights Practices" United States Department of State. 25 February 2004. Retrieved 18 December 2007.
- ↑ Jason LaBouyer "When friends become enemies — Understanding left-wing hostility to the DPRK" Lodestar. May/June 2005: pp. 7–9. Korea-DPR.com. Retrieved 18 December 2007.
- ↑ Marshall Cavendish Corporation (2007). World and Its Peoples: Eastern and Southern Asia. Marshall Cavendish. p. 929. ISBN 9780761476313.
- ↑ "N Korean leader Kim Jong-il dies". BBC News. 19 December 2011. สืบค้นเมื่อ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554.
หนังสืออ่านเพิ่ม [แก้]
- Jasper Becker, "Rogue Regime: Kim John Il and the Looming Threat of North Korea", Oxford University Press (October 2006), Softcover, 328 pages, ISBN 0-19-530891-3
- Michael Breen, Kim Jong-il: North Korea's Dear Leader, John Wiley and Sons (January 2004), hardcover, 228 pages, ISBN 0-470-82131-0
- Bradley Martin, Under The Loving Care Of The Fatherly Leader: North Korea And The Kim Dynasty, St. Martins (October 2004), hardcover, 868 pages, ISBN 0-312-32221-6
- Kim Chol U, Army-Centred Politics Of Kim Jong Il, Foreign Languages Publishing House, Pyongyang, North Korea, 2002, Softcover, 98 pages
- Kim Jong Il Brief History, Foreign Languages Publishing House, Pyongyang, North Korea, 1998, Hardcover, 149 pages
- Kim Jong Il Short Biography, Foreign Languages Publishing House, Pyongyang, North Korea, 2001, Hardcover, 215 pages
- Pae Kyong Su, Kim Jong Il The Individual Thoughts And Leadership Vol. 1, Foreign Languages Publishing House, Pyongyang, North Korea, 1993, Softcover, 225 pages
- Pae Kyong Su, Kim Jong Il The Individual Thoughts And Leadership Vol. 2, Foreign Languages Publishing House, Pyongyang, North Korea, 1995, Softcover, 164 pages
- Nada Takashi, Korea In Kim Jong Il's Era, Foreign Languages Publishing House, Pyongyang, North Korea, 2000, Softcover, 163 pages
- Li Il Bok, The Great Man Kim Jong Il, Foreign Languages Publishing House, Pyongyang, North Korea, 1989, Softcover, 167 pages
- Ri Il Bok, The Great Man Kim Jong Il Vol. 2, Foreign Languages Publishing House, Pyongyang, North Korea, 1995, Softcover, 84 pages
- Jo Song Baek, The Leadership Philosophy Of Kim Jong Il, Foreign Languages Publishing House, Pyongyang, North Korea, 1999, Softcover, 261 pages
- Guiding Light General Kim Jong Il, Foreign Languages Publishing House, Pyongyang, North Korea, 1997, Softcover, 357 pages
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ: Kim Jong-il |
- Kim Jong Il: Brief HistoryPDF (893 KB) – Foreign Languages Publishing House, Pyongyang DPR Korea (1998)
- Born in the USSR – Kim Jong-il's childhood.
- The many family secrets of Kim Jong Il
- "Hidden Daughter" Visits Kim Jong-il Every Year (also includes photos of Kim during his youth)
- Kim's family tree (เกาหลี)
- BBC, North Korea's secretive 'first family'
- BBC, Proundefined: Kim Jong-il
- BBC, Who will succeed N Korea's Kim Jong-il?
