คาวาเลียร์ผู้หัวเราะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
คาวาเลียร์ผู้หัวเราะ ค.ศ. 1624
บทความนี้เกี่ยวกับภาพวาดโดยฟรันส์ ฮาลส์ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ คาวาเลียร์ผู้หัวเราะ (แก้ความกำกวม)

คาวาเลียร์ผู้หัวเราะ คือภาพวาดเหมือนในปี ค.ศ. 1642 ช่วงจิตรกรรมยุคทองของเนเธอร์แลนด์โดยฟรันส์ ฮาลส์ ปัจจุบันถูกแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์วอลเลซในกรุงลอนดอน โดยถูกกล่าวว่าเป็น "หนึ่งในศิลปะชั้นยอดที่สุดของจิตรกรรมภาพเหมือนสมัยบารอก"[1] ชื่อของภาพถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยสาธารณชนและสื่อในสมัยวิกตอเรีย ภาพถูกจัดแสดงในวันเปิดงานนิทรรศการ ณ พิพิธภัณฑ์เบธนัลกรีน ค.ศ. 1872 - 1875 ซึ่งเป็นเวลาไม่กี่วันหลังจากถูกส่งมายังอังกฤษ ในอังกฤษนี้เองที่ภาพวาดมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา, ถูกผลิตขึ้นใหม่จากการตีพิมพ์ และเป็นหนึ่งในภาพของจิตรกรชั้นครูที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดชิ้นหนึ่ง อย่างน้อยก็ในสหราชอาณาจักร แท้ที่จริงแล้วบุคคลในภาพไม่ได้กำลังหัวเราะแต่เป็นการยิ้มอันน่าพิศวงมากกว่า ซึ่งรอยยิ้มถูกขยายเกินจริงจากหนวดเคราอันงอนหงายของเขาเอง[2]

ลักษณะ[แก้]

ภาพมีขนาด 83 × 67.3 เซนติเมตร (32.7 × 26.5 นิ้ว) และถูกจารึกตรงหัวมุมขวาบนว่า Æ'TA SVÆ 26/A°1624 ย่อมาจาก แอตาติสซูเอ 26 อันโน 1624 ในภาษาละตินหมายความว่าภาพถูกวาดเมื่อ ค.ศ. 1642 ซึ่งบุคคลในภาพมีอายุ 26 ปี[3] โดยที่ไม่มีใครทราบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นใคร แม้ว่าบันทึกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 จะให้ชื่อภาพในภาษาดัตช์, อังกฤษ และฝรั่งเศส โดยมากแนะว่าเป็นนายหารหรืออย่างน้อยที่สุดเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่บางช่วงเวลาของบริษัทกองทหารอาสาสมัครซึ่งมักจะถูกนำไปเขียนเป็นภาพเหมือนหมู่อยู่บ่อยครั้ง รวมถึงบางภาพจากฮาลส์และที่โด่งดังที่สุดคือ การเฝ้ายามกลางคืน ของแรมบรังด์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วบุคคลในภาพน่าจะเป็นประชาชนผู้มีฐานะมั่งคั่ง ส่วนองค์ประกอบของภาพดูมีชีวิตชีวาและเป็นธรรมชาติซึ่งแทรกความยิ่งใหญ่เอาไว้ นอกจากนี้ยังดูหรูหราในชุดผ้าไหม การตรวจสอบภาพในระยะใกล้เผยให้เห็นรอยจังหวะแปรงพู่กันที่รวดเร็วและยาว การวางท่าแบบหมุนตัวและมุมมองจากที่ต่ำไปที่สูงถูกพบในภาพชิ้นนี้และชิ้นอื่นของฮาลส์ ทำให้สามารถเน้นจุดเด่นของภาพบริเวณลายปักบนแขนเสื้อและลายลูกไม้รอบข้อมือ นอกจากนี้ยังสามารถพบการปักเย็บตราสัญลักษณ์หลากหลายแบบ ซึ่งบ่งชี้ถึง "ความสุขและความเจ็บปวดจากความรัก" จาก "ผึ้ง, ลูกธนู, กรวยแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่ลุกเป็นไฟ, ปมมัดของคู่รักและลิ้นแห่งไฟ" ในขณะที่เสาโอเบลิสก์หรือพีระมิดบ่งชี้ถึงความแข็งแรง และหมวกของเมอร์คิวรี และโชคลาภของคทางูไขว้[4]

โดยทั่วไปแล้ว ก่อนช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 จะพบภาพเหมือนที่ได้รับการว่าจ้างให้วาดขึ้นอย่างชิ้นนี้แสดงถึงบุคคลวัยผู้ใหญ่ในลักษณะยิ้มน้อยครั้งมาก แม้การยิ้มจะสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในงานเขียนแบบทรอนีและการวดภาพบุคคลในภาพชีวิตประจำวัน แต่ฮาลส์มีข้อยกเว้นของเขาจากกฎทั่วไปและบ่อยครั้งที่จะวาดบุคคลผู้เป็นแบบยิ้มกว้างกว่าความเป็นจริง และการวางท่าทางอย่างไม่เป็นพิธีการทำให้งานของเขาดูน่าประทับใจจากการเคลื่อนไหวและความเป็นธรรมชาติ[5]

การทำให้ดวงตาของบุคคลในภาพดูเหมือนจ้องไปยังผู้ชมจากทุกมุมมองเป็นผลมาจากการวาดในแบบที่ผู้เป็นต้นแบบมองหน้าตรงมายังมุมมองของจิตรกร และบวกกับการแสดงภาพแบบสองมิติคงที่จากมุมมองใดก็ตามที่มองไปยังภาพ[6]

ประวัติศาสตร์[แก้]

ที่มาของภาพสามารถสืบย้อนกลับไปที่งานขายสินค้าในเดอะเฮกในปี ค.ศ. 1770 ซึ่งหลังจากนั้นมันถูกซื้อไปโดยนักสะสมชาวฝรั่งเศส เคานท์แห่งปอร์ตาเลส์-กอร์จิแยร์ ในปี ค.ศ. 1822 ภายหลังจากที่เขาเสียชีวิตลง ภาพวาดถูกประมูลไปจากงานประมูลของสะสมของท่านเคานท์ในปารีส ค.ศ. 1865 โดยริชาร์ด ซีย์มัวร์-คอนเวย์ มาควิสแห่งเฮิร์ทฟอร์ดที่ 4 ซึ่งให้ราคามากกว่าหกเท่าของราคาเริ่มต้น ทำให้เอาชนะราคาเสนอบารอนเจมส์ เดอ รอตช์ไชลด์ ต่อมาจึงถูกนำไปไว้ยังที่พำนักของเขาในเฮิร์ทฟอรืด โดยมีชื่อว่า ปอร์เตต์เดิงน็อง (ภาพเหมือนของผู้ชาย) จากนั้นจึงถูกซื้อต่อไปยังลอนดอน สันนิษฐานว่าเพื่อนำไปจัดแสดงในงานนิทรรศการจัดแสดงผลงานของจิตรกรชั้นครูในเบธนัลกรีน ซึ่งจงใจจัดแสดงให้ห่างจากย่านเวสต์เอนด์เพื่อดึงดูดผู้ชมจากชนชั้นแรงงาน การจัดแสดงครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก "คาวาเลียร์" (ชื่อในแคตตาล็อกของงาน) ได้รับความสนใจอย่างมากโดยเฉพาะจากผู้คนทั่วไปและนักวิจารณ์ โดยถูกมองว่าเป็นภาพชิ้นสำคัญที่ทำให้ชื่อเสียงของฟรันส์ ฮาลส์ โด่งดังขึ้นในอังกฤษ ต่อมาในปี ค.ศ. 1888 ภาพก็ถถูกนำไปจัดแสดงอีกครั้ง ณ รอยัลอะคาเดมีออฟอาตส์ และที่แห่งนี้เองที่ทำให้ภาพได้รับการขนานนามว่า "คาวาเลียร์ผู้หัวเราะ" ซึ่งจากการทำความสะอาดภาพในปี ค.ศ. 1884 ทำให้ภาพดูผิดเพี้ยนไปเล็กน้อย[7] นักวิจารณ์จากนิตยสารแอเธเนียมระบุว่าภาพดูสว่างขึ้นและเพิ่มเติมอีกว่า "บุคคลในภาพดูเหมือนยิ้มมากกว่าหัวเราะ"[8] ต่อมาตามพินัยกรรมของมาควิสแห่งเฮิร์ทฟอร์ด ของสะสมชุดนี้ก็ตกเป็นของบุตรชายนามว่า เซอร์ริชาร์ด วอลเลซ ผู้ซึ่งภรรยาม้ายของเขาได้ทำการบริจาคภาพและและบ้านในกรุงลอนดอนแก่ทางรัฐบาล จึงได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์วอลเลซมาจนถึงปัจจุบัน

อนุพันธ์[แก้]

  • คาวาเลียร์ผู้หัวเราะถูกนำไปใช้เป็นตราสินค้าของเบียร์แม็คอีวาน โดยถูกดัดแปลงให้เป็นคาวาเลียร์ที่กำลังดื่มเบียร์อย่างมีความสุข[9]
  • ในนวนิยายแนวผจญภัยเรื่อง วีรบุรุษดอกไม้แดง โดยเอ็มมา ออร์คซี ภาคแรกของนวนิยายชื่อว่า คาวาเลียร์ผู้หัวเราะ โดยเล่าเรื่องเกี่ยวกับบุคคลในภาพวาดผู้ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเซอร์เพอร์ซี เบลคนีย์ ตัวเอกในเรื่องวีรบุรุษดอกไม้แดง
  • คำอุปมา ดวงตาจับจ้องตามคุณไปทั่วห้อง ถูกใช้บ่อยครั้งในวงการตลกของสหราชอาณาจักร ซึ่งใช้โดยตัวละครพีทแอนด์ดัดในเรื่อง เดอะอาร์ตแกลเลอรี[10] และในหลายๆ ครั้งที่มีการเจาะรูบริเวณดวงตาของสำเนาภาพวาดแล้วนำไปใช้เป็นช่องตาแมว

หมายเหตุ[แก้]

  1. Slive, 38
  2. "Shaved" retouched image here [1]; Slive, 38
  3. Ingamells, 135
  4. Ingamells, 135–136; Slive 38
  5. Middelkoop and Van Grevenstein-Kruse, 76; Ekkart and Buvelot, 106; Slive, 38
  6. "How the Laughing Cavalier keeps an eye on everybody", The Guardian, by Ian Sample, 22 September 2004
  7. Ingamells, 136
  8. Ingamells, note 1
  9. Appel, Julie and Amy Guglielmo: "Brush Mona Lisa's Hair", page 18. Sterling Publishing, 2006.
  10. Script, The Art Gallery

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]