ความสัมพันธ์สหราชอาณาจักร–สหรัฐอเมริกา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ความสัมพันธ์สหราชอาณาจักร – สหรัฐอเมริกา
Map indicating location of สหราชอาณาจักร and สหรัฐอเมริกา

สหราชอาณาจักร

สหรัฐอเมริกา
นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร เดวิด คาเมรอน และ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา บารัก โอบามา ในช่วงของการประชุมจี-20 ที่โตรอนโต พ.ศ. 2553
นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร เดวิด คาเมรอน และ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา บารัก โอบามา โบกมือทักทายจากระเบียงเทอเรซฝั่งใต้ พร้อมด้วยคู่สมรส ซาแมนธา คาเมรอน และ มิเชลล์ โอบามา, เดือนมีนาคม พ.ศ. 2555

ความสัมพันธ์สหราชอาณาจักร-สหรัฐอเมริกา เปิดกว้างในทุกทุกด้านและขยายความสัมพันธ์กันตลอดช่วงสี่ศตวรรษที่ผ่านมา แรกเริ่มในปี พ.ศ. 2150 เมื่ออังกฤษสถาปนาเขตพักพิงถาวรแห่งแรกขึ้นบนพื้นทวีปอเมริกาเหนือ เขตพักพิงแห่งนี้มีชื่อว่า เจมส์ทาวน์

ในยุคที่สหรัฐอเมริกายังเป็นอาณานิคมทั้งสิบสาม ทั้งสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอังกฤษด้วยกันคู่ ซึ่งทั้งสองรัฐถูกผูกมัดเข้าด้วยกันทั้งในด้านประวัติศาสตร์, ภาษาหลักที่ใช้, ระบบยุติธรรม, วัฒนธรรม รวมทั้งความเกี่ยวดองกันทางสายเลือดและเครือญาติ และชาวอเมริกันเชื้อสายอังกฤษในสหรัฐอเมริกาสามารถย้อนต้นตระกูลกลับไปได้หลายชั่วอายุคน

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมามีทั้งสงคราม, การก่อกบฏ, สันติภาพและความบาดหมางต่อกัน จนกระทั่งท้ายที่สุดทั้งสองก็กลายเป็นทั้งเพื่อนและพันธมิตรต่อกัน ความสัมพันธ์อันหยั่งรากลึกนี้ดำเนินมาถึงจุดสูงสุดและถาวรเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น ซึ่งเป็ที่รู้จักกันดีในชื่อ สายสัมพันธ์พิเศษ ซึ่งถูกอธิบายโดยนักวิจารณ์ชั้นแนวหน้าอย่าง คริสเตียน อามันพัวร์ ว่าเป็น "พันธมิตรหลักแห่งแอตแลนติก"[1] เช่นเดียวกับประธานวุฒิสมาชิกด้านกิจการยุโรปของสหรัฐอเมริกา, ฌอง ชาฮีน ที่ยอมรับใน พ.ศ. 2553 ว่าเป็น "หนึ่งในเสาหลักแห่งเสถียรภาพของทั่วทั้งโลก"[2]

ปัจจุบัน นโยบายด้านการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรฉบับล่าสุดกล่าวถึงความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาว่าเป็น "หุ้นส่วนความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีที่สำคัญที่สุด"[3] ขณะที่นโยบายด้านการต่างประเทศของสหรัฐเองก็ยืนยันเช่นกันว่าสหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีที่ยืนยงที่สุด[4][5] ซึ่งเห็นได้จากสภาพทางสังคมที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งในด้านการเมือง, ความเชื่อมโยงกันของการค้า, การพาณิชย์, การเงินการคลัง, เทคโนโลยี, การศึกษา เช่นเดียวกับด้านศิลปะและวิทยาการ นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกันของรัฐบาลและหน่วยงานทางการทหาร เช่น ปฏิบัติการทางการทหารและปฏิบัติการรักษาสันติภาพร่วมกัน นอกจากนี้โดยปกติแล้วประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาจะเป็นบุคคลแรกในโลกที่จะส่งจดหมายแสดงความยินดีในการเข้ารับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรคนใหม่ ในทางกลับกัน นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรก็จะส่งจดหมายแสดงความยินดีเป็นบุคคลแรกในโลกเช่นเดียวกัน สหรัฐอเมริกายังเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร เช่นเดียวกับที่สหราชอาณาจักรเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เนื้อหา

[แก้] ข้อเปรียบเทียบ

ข้อเปรียบเทียบ
สหราชอาณาจักร

สหรัฐอเมริกา
ประชากร 62,042,780 310,176,650
พื้นที่ 244,820 ตารางกิโลเมตร (94,526 ตารางไมล์) 9,826,630 ตารางกิโลเมตร (3,794,066 ตารางไมล์)
ความหนาแน่นของประชากร 246 คนต่อตารางกิโลเมตร (637 คนต่อตารางไมล์) 31 คนต่อตารางกิโลเมตร (80 คนต่อตารางไมล์)
เมืองหลวง ลอนดอน วอชิงตัน ดี.ซี.
เมืองใหญ่ที่สุด ลอนดอน – 7,556,900 (13,945,000 คนในเขตมหานคร) นครนิวยอร์ก – 8,363,710 (19,006,798 คนในเขตมหานคร)
รัฐบาล ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (ระบบเวสต์มินสเตอร์) สหพันธ์สาธารณรัฐ (ระบบประธานาธิบดี)
ภาษาที่ใช้พูดกันทั่วไป ภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษ
ศาสนาหลัก ศาสนาคริสต์ 71.8%, ไม่มีศาสนา (อเทวนิยม) 15.1%, ไม่ประกาศชัดเจน 7.8%, ศาสนาอิสลาม 2.8%, ศาสนาฮินดู 1%, ศาสนาซิกซ์ 0.6%, ศาสนายูดาย 0.5%, ศาสนาพุทธ 0.3% ศาสนาคริสต์ 78.4%, ไม่มีศาสนา (อเทวนิยม) 16.1%, ศาสนายูดาย 3%, ศาสนาอิสลาม 2.9%, อื่น ๆ 1.2%, ศาสนาพุทธ 0.7%, ศาสนาฮินดู 0.4%
กลุ่มชาติพันธุ์ คนผิวขาว 92.1%, คนเอเชียใต้ 4% คนผิวดำ, 2%, หลายชาติพันธุ์ 1.2%, ชาวจีน 0.4%, อื่น ๆ 0.4% คนผิวขาว 74%, สเปนและลาติน 14.8%, แอฟริกัน-อเมริกัน 13.4%, อื่น ๆ 6.5%, เอเชีย 4.4%, มากกว่าสองเชื้อชาติ 2.0%, ชนพื้นเมือง 0.68%, ชาวฮาวายและชนพื้นเมืองบนเกาะแปซิฟิค 0.14%
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ 2.772 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (43,875 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคน) 14.441 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ($47,440 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคน)
ชาวอเมริกันเชื้อสายอังกฤษ 224,000 คน (ชาวอเมริกันโดยกำเนิดที่อาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักร) 678,000 คน (ชาวอังกฤษโดยกำเนิดที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา)
งบประมาณด้านการกลาโหม 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (สำหรับปี พ.ศ. 2552-2553)[6] 6.637 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (สำหรับปี พ.ศ. 2553)[7]

[แก้] ประวัติศาสตร์

[แก้] ต้นกำเนิด

เรือเมย์ฟลาวเออร์ทำการขนส่งผู้แสวงบุญสู่โลกใหม่ ในปี พ.ศ. 2163 ดังที่ปรากฏในรูปวาด เดอะเมย์ฟลาวเออร์ในท่าเรือแห่งพลีมัธ ของวิลเลียม ฮาลแซล วาดขึ้นในปี พ.ศ. 2425

วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2122 เซอร์ฟรานซิส เดรก นักสำรวจชาวอังกฤษผู้ซึ่งเดินทางด้วยเรือใบชื่อโกลเดนไฮด์ ล่องไปถึงยังท่าเรือบนพื้นแผ่นดินแห่งหนึ่งของโลกใหม่ ซึ่งเขาเรียกสถานที่แห่งนั้นว่า โนวา อัลบียอน (Nova Albion) เป็นภาษาละตินที่แปลว่า บริเตนใหม่ (New Britain) และอ้างเอกสิทธิ์แห่งอังกฤษเหนือดินแดนนั้น แต่บริเวณท่าเรือที่เขากล่าวถึงนั้นกลับไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แท้จริงได้และยังคงเป็นปริศนา ซึ่งจากแผนที่โบราณหลายฉบับเช่นของ โจโดคัส ฮอนดิอุส นักวาดแผนที่ชาวเฟลมิช ได้กล่าวไว้ว่าสถานที่ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาตั้งอยู่บริวเณที่เป็นรัฐบาฮากาลิฟอร์เนียในปัจจุบัน ในปัจจุบันทฤษฎีที่แพร่หลายและได้รับการสนับสนุนโดยนักประวัติศาสตร์ก็คืออันที่จริงแล้ว ฟรานซิส เดรกได้ล่องเรือไปเทียบท่าที่ทางเหนือของแคลิฟอร์เนียใกล้กับพอยต์เรย์ ไม่ห่างจากสะพานโกลเดนเกตในปัจจุบันมากนัก ส่วนอีกสถานที่ที่มักจะอ้างกันบ่อยครั้งก็คือ เวลโคฟ, รัฐออริกอน

ในปี พ.ศ. 2128 ความพยายามของอังกฤษในการก่อตั้งอาณานิคมครั้งแรกก็คืออาณานิคมโรอาโนค หรือที่รู้จักกันในชื่อ อาณานิคมที่สาบสูญ นำโดย เซอร์วอลเตอร์ ราเลจ์, ผู้แทนพระองค์ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ แต่ในท้ายที่สุดอาณานิคมแห่งนี้ก็ล่มสลายลงในปี พ.ศ. 2130 เนื่องจากเสบียงอาหารที่ได้รับมีไม่แน่นอนตลอดจนการปล่อยปะละเลยของเหล่าชาวอาณานิคม อาณานิคมถาวรแห่งแรกของอังกฤษบนพื้นทวีปอเมริกาเหนือก็คือนิคมเจมส์ทาวน์ในอาณานิคมเวอร์จิเนีย ก่อตั้งขึ้นตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ ในฐานะอาณานิคมบนกรรมสิทธิ์ (Charter colony) เมื่อ เรือซูซานคอนสแตนส์, เรือดิสคัฟเวอร์รี และเรือก็อดสปีด เข้าเทียบชายฝั่งในวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2150 ส่วนชาวแอฟริกันผิวดำถูกส่งขึ้นบนภาคพื้นทวีปเป็นครั้งแรกที่เวอร์จิเนียประมาณปี พ.ศ. 2162 ซึ่งบุคลคลเหล่านี้ถูกถือว่าเป็นทาสในสัญญาการค้า ในปี พ.ศ. 2167 อาณานิคมเวอร์จิเนียก็สิ้นสุดความเป็นอาณานิคมบนกรรมสิทธิ์ภายใต้การบริหารงานของบริษัทเวอร์จิเนียแห่งลอนดอน และได้กลายมาเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษในปี พ.ศ. 2241 ส่วนเมืองหลวงก็ถูกย้ายจากเจมส์ทาวน์ลึกเข้าไปในแผ่นดินบริเวณพื้นที่การเกษตรตอนกลางของอาณานิคม และตั้งชื่อว่าวิลเลียมส์เบิร์ก ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่สมเด็จพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 แห่งอังกฤษ

กลุ่มผู้ตั้งรกรากเหล่านี้เดิมเป็นชาวโปรแตสแตนท์กลุ่มเล็ก ๆ ที่มีรากเหง้าอยู่ในอังกฤษและสาธารณรัฐดัตช์ ซึ่งพวกเขาก็ได้ร่าง เมย์ฟลาวเออร์คอมแพค ขึ้น ซึ่งเอกสารฉบับนี้เป็นเอกสารทางราชการฉบับแรกในการปกครองตนเองของเหล่าผู้ตั้งรกราก และยังให้อำนาจพิเศษในการปกครองตนเองระหว่างการเดินทางบนเรืออีกด้วย ต่อมาชาวโปรแตสแตนท์กลุ่มพิเศษนี้ก็ได้ล่องมากับเรือ เมย์ฟลาวเออร์ เมื่อมาถึงยังภาคพื้นทวีป เหล่าผู้ตั้งรกรากก็ได้สถาปนาอาณานิคมพลีมัธขึ้นในปี พ.ศ. 2163 โดยนายวิลเลียม แบรดฟอร์ด ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการคนแรกของอาณานิคม และต่อมากลุ่มเพียวริตันก็ได้สถาปนาอาณานิคมอ่าวแมสซาชูเซตส์ขึ้นในปี พ.ศ. 2172 พร้อมกับผู้ตั้งรกรากจำนวนสี่ร้อยคน ผู้ที่พยายามจะปฏิรูปคริสตจักรแห่งอังกฤษเสียใหม่ด้วยการจัดตั้งคริสตจักรแห่งใหม่ที่มีความบริสุทธิ์มากกว่าบนผืนแผ่นดินของโลกใหม่

วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2165 สิทธิบัตรหลวงจากแผ่นดินแม่ซึ่งได้รับการยินยอมจากเฟอร์ดินันโด จอร์จส์ และจอห์น เมสัน แห่งคณะกรรมาธิการพลีมัธสำหรับนิวอิงแลนด์ (Plymouth Council for New England) มีราชโองการให้จัดตั้งจังหวัดเมน มีพื้นที่ในแนวเหนือ - ใต้ระหว่างเส้นละติจูดที่สี่สิบ และเส้นละติจูดที่สี่สิบแปด ส่วนพื้นที่ในแนวตะวันออก - ตะวันตกกินพื้นที่ระหว่างชายฝั่งด้านตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือ (ชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก) ไปจนสุดทะเลฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ (ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก)

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ผู้ทรงลงพระนามาภิไธยกรรมสิทธิ์หลวงในการจัดตั้งจังหวัดแมริแลนด์

ในปี พ.ศ. 2175 กรรมสิทธิ์หลวงถูกลงพระนามาภิไธยโดยสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ซึ่งใจความมีราชโองการจัดตั้งอาณานิคมในครอบครอง (Proprietary Colony) หรือที่รู้จักกันในนามจังหวัดแมริแลนด์ และยังกำหนดไว้ว่าอาณานิคมแห่งนี้จะต้องถูกปกครองดูแลโดยเหล่าผู้ที่สืบสายเลือดมาจากบารอนแห่งบัลติมอร์ ซึ่งปัจจุบันได้หายสาบสูญไปหมดจนกลายมาเป็นตำแหน่งเพียเรจแห่งไอร์แลนด์ (Peerage: เป็นตำแหน่งหนึ่งของขุนนาง) และจังหวัดแมริแลนด์นี้ถูกจัดตั้งขึ้นก็เพื่อให้เป็นอาณาเขตที่ปลอดภัยสำหรับชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่ตั้งรกรากอยู่บนพื้นทวีปอเมริกาเหนือ

ในปี พ.ศ. 2179 อาณานิคมโรดไอแลนด์และพื้นที่เกษตรกรรม (Colony of Rhode Island and Providence Plantations) ถูกจัดตั้งขึ้นโดยโรเจอร์ วิลเลียมส์ ผู้เป็นนักเทววิทยา, นักเทศน์และนักภาษาศาสตร์ ซึ่งได้รับมาจากหัวหน้าชนเผ่าอเมริกันพื้นเมืองชื่อคานอนิคัส ผู้ซึ่งเชื่อว่าพระเจ้าได้ส่งโรเจอร์และพวกพ้องมาเพื่อทำการตั้งรกรากที่นี่

ในวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2179 ได้มีการสถาปนาอาณานิคมคอนเนตทิคัตขึ้น เดิมรู้จักกันในนามอาณานิคมแม่น้ำ (River Colony) ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นที่หลบภัยของบุคคลสำคัญในกลุ่มเพียวริตัน ภายหลังรัฐคอนเนตทิคัตได้กลายมาเป็นสมรภูมิัอันนองเลือดระหว่างชาวอังกฤษกับชนอเมริกันพื้นเมืองในสงครามเปกอต (Pequot War) ตลอดช่วงปลายคริสต์ทศวรรษที่ 1630

ในปี พ.ศ. 2206 กรรมสิทธิ์หลวงถูกลงพระนามาภิไธยให้สถาปนาจังหวัดแคโรไลนา เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ซึ่งปกครองโดยเจ้าผู้ครอบครอง (Lords Proprietor) อันประกอบไปด้วยขุนนางอังกฤษแปดคน ภายใต้การนำอย่างไม่เป็นทางการโดยแอนโธนี แอชลีย์ คูเปอร์ เอิร์ลแห่งแชฟเทอร์เบอร์รีที่ 1 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านไปเรื่อย ๆ ภายในจังหวัดได้มีการแบ่งแยกออกเป็นเขตต่าง ๆ ทีละเล็กทีละน้อย ขณะที่ชาวอาณานิคมไม่ยอมรับในรายชื่อผู้ลงสมัครเป็นคณะรัฐบาล ท้ายที่สุดการแบ่งแยกออกจากกันได้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2272 เมื่อจังหัวแคโรไลนาถูกยุบและแบ่งออกเป็นสองอาณานิคมหลวงคือ จังหวัดนอร์ทแคโรไลนาและจังหวักเซาท์แคโรไลนา ตามความเห็นชอบของเจ้าผู้ครอบครองเจ็ดในแปดคน ซึ่งได้ทำการขายผลประโยชน์ที่ดินของตนไป ต่อมาในปี พ.ศ. 2282 จังหวัดเซาท์แคโรไลนาได้ทำการแบ่งแยกดินแดนในฐานะอาณานิคมร่วมออกไปอีก โดยทำการสถาปนาอาณานิคมซึ่งลงโทษโดยกฎหมายสำหรับลูกหนี้ รู้จักกันในนามจังหวัดจอร์เจีย ตั้งชื่อเพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 2 ทั้งนี้จังหวัดจอร์เจียยังถูกสถาปนาให้เป็นรัฐกันชนระหว่างส่วนที่เหลือของบริติชอเมริกากับฟลอริดาของสเปนที่อยู่ทางใต้

หลังจากที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบของความเป็นอาณานิคม ในตอนท้ายนิวสวีเดนและนิวเนเธอร์แลนด์ก็สิ้นสุดตัวเองลงในปี พ.ศ. 2198 และในปี พ.ศ. 2207 ตามลำดับ ต่อมาอาณานิคมเดลาแวร์และเมืองหลวงนิวคาสเซิลได้ถูกสถาปนาขึ้นแทนโดยชาวอังกฤษ

ในวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2179 นิวเนเธอร์แลนด์สิ้นสุดการเป็นอาณานิคมลงในขณะที่สาธารณรัฐดัตช์ยอมสละอำนาจของตนเอง อังกฤษได้รับดินแดนส่วนนั้นมาปกครองในฐานะอาณานิคม ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2208 สมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ 2 ผู้ซึ่งเคยดำรงพระอิสริยยศเป็นดยุคแห่งยอร์ค ทรงลงพระนามาภิไธยในกรรมสิทธิ์หลวงให้สถาปนาจังหวัดนิวยอร์ก ดังนั้นเมืองนิวอัมสเตอร์ดัมจึงถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นนิวยอร์กด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นการสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนผ่านการปกครองจากดัตช์สู่อังกฤษ ในปี พ.ศ. 2217 จังหวัดนิวเจอร์ซีย์ตั้งชื่อตามเกาะเจอร์ซีย์ แยกเขตการปกครองออกมาจากจังหวัดนิวยอร์ก ซึ่งในจังหวัดนิวเจอร์ซีย์ยังแบ่งเขตบริหารออกเป็นสองเขตคือนิวเจอร์ซีย์ตะวันออกและนิวเจอร์ซีย์ตะวันตก การแยกเขตการปกครองในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากดยุคแห่งยอร์คค้างชำระหนี้สินให้แก่เซอร์จอร์จ คาร์ตเรต จึงแบ่งที่ดินบางส่วนของจังหวัดนิวยอร์กชำระแทน

เดอะเควกเคอร์ (The Quaker: สมาคมเคร่งศาสนาแห่งหนึ่งในอังกฤษ) หรือที่รู้จักกันในปัจจุบันว่า เดอะเรลิกเจียสโซไซตีออฟเฟรนด์ส (the Religious Society of Friends) ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานความคิดที่ว่ามนุษย์แต่ละคนสามารถเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าได้ เดิมเควกเคอร์มีถิ่นกำเนิดที่แผ่นดินอังกฤษก่อนจะแพร่ขยายมายังอเมริกา แต่หนทางของเควกเคอร์ในอเมริกาก็ไม่ได้ราบรื่นไปเสียทีเดียว พวกเขาเคยถูกเนรเทศออกจากอาณานิคมอ่าวแมสซาชูเซตส์ซึ่งถูกปกครองด้วยกลุ่มเพียวริตันผู้เป็นศัตรู ดังนั้นเหล่าเควกเคอร์จึงอพยพย้ายถิ่นไปยังจังหวัดนิวเจอร์ซีย์ จนในที่สุดหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มนามว่าวิลเลียม เพนน์ ได้รับรางวัลพระราชทานเป็นกรรมสิทธิ์หลวงจากสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ในปี พ.ศ. 2224 เพื่อสถาปนาจังหวัดเพนซิลเวเนียซึ่งในท้ายที่สุดเควกเคอร์ทั้งหลายก็ลงหลักปักฐานเป็นการถาวร ณ ดินแดนแห่งนี้ ต่อมานครฟิลาเดลเฟียได้กลายมาเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเพนซิลเวเนียและใหญ่เป็นอันดับสองในจักรวรรดิอังกฤษรองจากลอนดอน เช่นเดียวกับที่มันได้กลายมาเป็นจุดศูนย์กลางทางการค้าและการพาณิชย์บนภาคพื้นทวีปอเมริกา

ไม่นานภายหลังจากเขตปกครองแห่งนิวอิงแลนด์ล่มสลายลงในปี พ.ศ. 2232 ซึ่งเป็นความพยายามที่จะรวบรวมอาณานิคมอ่าวแมสซาชูเซตส์, อาณานิคมพลีมัธ, จังหวัดนิวแฮมป์เชียร์, จังหวัดเมน, อาณานิคมโรดไอแลนด์และพื้นที่เกษตรกรรม, อาณานิคมคอนเนตทิคัต และเคาน์ตีแนร์แรแกนเซตหรือคิงส์โพรวินซ์ ทั้งนี้การรวมตัวกันอย่างถาวรของอาณานิคมพลีมัธและเกิดอาณานิคมอ่าวแมสซาชูเซตส์เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2234 โดยการสถาปนาอาณานิคมใหม่ที่รู้จักกันในนามจังหวัดอ่าวแมสซาชูเซตส์

จังหวัดนิวแฮมป์เชียร์เคยเป็นอาณานิคมหลวงของอังกฤษ ถูกสถาปนาขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2234 ต่อมากรรมสิทธิ์หลวงถูกประกาศเป็นกฎหมายเพิ่มเติมขึ้นในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2235 โดยสมเด็จพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 และสมเด็จพระราชินีนาถแมรีที่ 2 ซึ่งทั้งสองพระองค์ต่างก็ครองราชบัลลังก์อังกฤษและสกอตแลนด์ร่วมกัน อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มีการสถาปนาจังหวัดอ่าวแมสซาชูเซตส์

[แก้] การอพยพ

ระหว่างช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 จำนวนผู้อพยพชาวอังกฤษและชาวเวลส์ที่ไปยังอาณานิคมทั้งสิบสามมีมากถึง 350,000 คน แต่ในศตวรรษถัดมาหลังจากได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสหภาพ พ.ศ. 2250 กลับกลายเป็นว่าชาวสกอตแลนด์และชาวไอริชคือผู้อพยพกลุ่มใหญ่ที่สุดที่เดินทางไปยังอเมริกา[8]

อาณานิคมทั้งสิบสามแห่งล้วนเกี่ยวข้องกับการค้าทาสแทบทั้งสิ้น ทาสที่อาศัยอยู่ในอาณานิคมทางตอนกลางและอาณานิคมในภูมิภาคนิวอิงแลนด์ส่วนมากทำงานเป็นผู้รับใช้ตามบ้าน, ช่างฝีมือ และแรงงาน ส่วนทาสที่อยู่ในอาณานิคมทางใต้ทำงานอยู่ในภาคการเกษตรเป็นหลักเช่น การปลูกข้าว, การปลูกฝ้าย และการปลูกต้นยาสูบ ในทำนองเดียวกัน, พ่อค้าจำนวนมากยังเป็นผู้บุกเบิกการค้าและการพาณิชย์มาสู่อาณานิคมทั้งสิบสาม โดยการนำสินค้าที่เหลือจากความต้องการภายในส่งกลับสู่อังกฤษ ซึ่งส่งผลประโยชน์ต่อแผ่นดินแม่อย่างมากจากวัตถุดิบที่มีจำนวนมหาศาลเหล่านี้

สงครามฝรั่งเศส-อเมริกันอินเดียนปะทุขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2297 ถึง พ.ศ. 2306 เป็นสงครามย่อยบนพื้นทวีปอเมริกาเหนือในสงครามเจ็ดปี ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งของฝรั่งเศสกับราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ในอเมริกาเหนือ ผลที่ตามมาคืออังกฤษได้เข้าครอบครองนิวฟรานส์โดยได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่ม อีโรกัวส์ (Iroquois Confederation) และหลังสงครามสิ้นสุดลง คู่กรณีในสงครามทั้งหมดได้ทำการลงนามในสนธิสัญญาแห่งปารีส พ.ศ. 2306 ซึ่งระบุไว้ว่าฝรั่งเศสต้องยกอำนาจอธิปไตยทั้งหมดเหนือหลุยเซียนาบนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำมิสซิสซิปปีให้แก่อังกฤษหรือที่รู้จักกันในภายหลังว่า อินเดียนรีเซิร์ฟ (Indian Reserve) อันเป็นการยืนยันว่าอังกฤษคือเจ้าอาณานิคมที่ใหญ่ที่สุดบนทวีปอเมริกาเหนือ

[แก้] การปฏิวัติอเมริกา

ความตายของนายพลวอร์เรน ณ สมรภูมิบันเคอร์ฮิลล์ วาดโดยจอห์น ทรัมบูล, พ.ศ. 2318

อาณานิคมทั้งสิบสามต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการปกครองตนเองมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อยและยังต้องพบกับข้อจำกัดทางการค้าที่มากขึ้นไปอีก เนื่องจากนโยบายของแผ่นดินแม่ที่มีความเข้มงวดและเอารัดเอาเปรียบมากขึ้น ผลลัพธ์อื่นที่ตามมาก็คือก่อให้เกิดความยากลำบากในการค้าและไปจำกัดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาณานิคม มันยังทำให้พ่อค้าชาวอังกฤษกอบโกยผลประโยชน์ไปได้มากมาย ซ้ำร้ายชาวอาณานิคมยังต้องมามีส่วนร่วมในการชดใช้หนี้สินที่อังกฤษกระทำไว้ในช่วงสงครามเจ็ดปี ความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2308 - พ.ศ. 2318 จากประเด็นเรื่องการจัดเก็บภาษีที่ไม่มีการควบคุมและไม่มีผู้แทนพระองค์อย่างเป็นทางการของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3 ตามมาด้วยการสังหารหมู่ที่บอสตัน เมื่อกองทัพหลวงอังกฤษหรือที่รู้จักกันในนาม พลทหารอังกฤษชุดแดง (British Redcoats) เปิดฉากยิงพลเรือนในปี พ.ศ. 2313 ส่งผลให้เกิดการก่อกบฎของชาวอาณานิคมที่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรงไปทั่วทุกหนแห่ง ก่อนหน้านี้รัฐสภาอังกฤษได้ผ่านพระราชบัญญัติด้านภาษีออกมาหลายฉบับตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติตราไปรษณียากร พ.ศ. 2308 ตามมาด้วย พระราชบัญญัติชา พ.ศ. 2316 เป็นต้น ซึ่งพระราชบัญญัติชานี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างมากในหมู่ชาวอาณานิคม ตามมาด้วยการประท้วงโดยการปลอมตัวเป็นชาวอินเดียแดงแล้วลอบขึ้นไปบนเรือขนใบชาของอังกฤษ จากนั้นทำการโยนหีบใบชาทั้งหมดทิ้งลงไปในอ่าวบอสตัน ประชาชนทั่วไปรู้จักเหตุการณ์นี้กันในนามกรณีชาที่บอสตัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2317 รัฐสภาอังกฤษจึงตอบโต้การท้าทายดังกล่าวด้วยการผ่านพระราชบัญญัติที่ชาวอาณานิคมเรียกกันในนาม พระราชบัญญัติสุดทน (Intolerable Acts) ในที่สุดลำดับเหตุการณ์ที่กล่าวมาในข้างต้นก็ได้กระตุ้นให้เกิดการปะทะกันระหว่างชาวอาณานิคมกับกองทัพหลวงอังกฤษที่สมรภูมเลกซิงตันและคอนคอร์ดในปี พ.ศ. 2318 และจากการปะทะกันในครั้งนี้เองที่กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามปฏิวัติอเมริกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชัยชนะของอังกฤษที่สมรภูมิบันเคอร์ฮิลล์ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกันก็ยิ่งปลุกปั่นความตึงเครียดให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก ขณะเดียวกันนั้นเองที่เป้าหมายในการประกาศเอกราชจากอังกฤษก็ถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มคนส่วนมากของสังคมที่รู้จักกันในนาม กลุ่มผู้รักชาติ (Patriots) แต่ก็มีกลุ่มคนส่วนน้อยที่ยังต้องการให้อังกฤษปกครองพวกเขาต่อไปโดยรู้จักกันในนาม กลุ่มผู้ภักดี (Loyalists) อย่างไรก็ดีเมื่อมีการจัดการประชุมสภาคองเกรสแห่งภาคพื้นทวีปครั้งที่สองขึ้นที่ฟิลาเดลเฟียในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2318 การประชุมดำเนินไปภายใต้การควบคุมของเหล่าผู้มีชื่อเสียงเช่น เบนจามิน แฟรงคลิน, ทอมัส เจฟเฟอร์สัน, จอห์น แฮนคอค, แซมูเอล อดัมส์ และ จอห์น อดัมส์ ทั้งหมดได้หารือและตัดสินใจในที่สุดว่าจะทำการเรียกร้องเอกราชอย่างเต็มขั้นจากประเทศแม่ จึงก่อให้เกิดคำประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกาในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2319 และลงนามในวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2319 ตามมาด้วยการส่งไปยังอังกฤษและขึ้นทูลเกล้าถวายสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3 เพื่อให้พระองค์ทรงวินิจฉัย การกระทำดังกล่าวถือได้ว่าเด็ดเดี่ยวและก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วงเวลานั้น

ความพ่ายแพ้ของลอร์ดคอร์นวอลลิส วาดโดยจอห์น ทรัมบูล แสดงให้เห็นถึงการยอมแพ้ของกองทัพราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ต่อกองทัพราชอาณาจักรฝรั่งเศส (ซ้าย) และกองทัพสหรัฐอเมริกา (ขวา) นับเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามปฏิวัติอเมริกัน

ในช่วงต้นของสงครามกองทัพแห่งสหราชอาณาจักรต้องถอยร่นไปยังฮาลิแฟก, โนวาสโกเชีย ระหว่างการบุกที่บอสตันโดยพลทหารของฝ่ายอาณานิคม พ.ศ. 2319 อย่างไรก็ตามในการบุกนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์กองทัพของอาณานิคมก็ต้องพบกับความพ่ายแพ้นับหลายร้อยครั้งเฉกเช่นเดียวกับการบุกที่ฟิลาเดลเฟีย ทั้งในสมรภูมิคิปส์เบย์, สมรภูมิลองไอแลนด์, สมรภูมิไวต์เพลน, สมรภูมิแบรนดีไวน์, และที่สมรภูมิเยอรมันทาวน์ ในขณะที่กองทัพแห่งภาคพื้นทวีปซึ่งนำโดยจอร์จ วอชิงตัน พ่ายแพ้ให้แก่สหราชอาณาจักรที่สมรภูมิฮาเลมไฮต์ส, สมรภูมิพรินส์ตัน และที่สมรภูมิเทรนตัน นอกจากนี้การเข้ายึดครองนครนิวยอร์กและฟิลาเดลเฟียของกองทัพสหราชอาณาจักรยังพิสูจน์ในขั้นต้นได้ถึงชัยชนะของอังกฤษที่มีต่อเหล่าผู้ก่อการกบฏ ก่อนในท้ายที่สุดพวกเขาจะอพยพออกไปจากเมืองทั้งสองในปี พ.ศ. 2320 และในปี พ.ศ. 2321 ตามลำดับ ถึงแม้ว่าอังกฤษจะประสบชัยชนะจากการโอบล้อมป้อมติคอนเดโกราใน พ.ศ. 2320 แต่ยุทธการซาราโตกาของฝ่ายอังกฤษกลับต้องพบกับความพ่ายแพ้ให้แก่กองทัพแห่งภาคพื้นทวีปภายใต้การนำของโฮราติโอ เกตส์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปจากสมรภูมิซาราโตกา ต่อมาสงครามก็ดุดเดือดขึ้นจากการเข้ามาแทรกแทรงของราชอาณาจักรฝรั่งเศสใน พ.ศ. 2321 ในช่วงของการโอบล้อมที่สะวันนาห์ พ.ศ. 2322 ที่กองทัพผสมระหว่างสหรัฐอเมริกากับราชอาณาจักรฝรั่งเศสได้ประสบความล้มเหลวในความพยายามกอบกู้เมืองสะวันนาห์กลับมาเป็นของฝ่ายตนอีกครั้งภายหลังถูกฝ่ายอังกฤษเข้ายึดเมื่อปีก่อนหน้า ในสมรภูมิการสู้รบในภาคใต้ กองทหารอาสาสมัครของฝ่ายอาณานิคมกุมชัยชนะเหนือพื้นที่อาณานิคมทางใต้เป็นส่วนมาก จนกระทั่งการโอบล้อมที่ชาร์ลส์ตันได้เกิดขึ้นและฝ่ายอังกฤษก็เข้ายึดเมืองได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2323 ส่วนในสมรภูมิแคมเดินและสมรภูมิอาคารศาลที่กิลฟอร์ดฝ่ายอังกฤษก็กลับมามีชัยชนะอย่างเด็ดขาดด้วยกลยุทธ์ที่เฉียบแหลม ซึ่งค่าใช้จ่ายภายในกองทัพอังกฤษจะเพิ่มสูงขึ้นตามว่าวันเวลาที่ล่วงเลยผ่านไป อีกทั้งฝ่ายอังกฤษเองก็ยิ่งอ่อนแอลงทุกขณะอันมีสาเหตุมาจากการบาดเจ็บล้มตายของพลทหารจำนวนมากและการคลาดแคลนกำลังพล จุดเปลี่ยนสถาการณ์ของสงครามการปฏิวัติอเมริกันมาถึงพร้อมกับการปะทุขึ้นของสมรภูมิคิงส์เมาต์เทนในปี พ.ศ. 2323 และสมรภูมิคาวเพนส์ในปี พ.ศ. 2324 เมื่อกองทัพฝ่ายอาณานิคมภายใต้การบัญชาการของนายพลแดเนียล มอร์แกน มีชัยชนะเหนือกองพลทหารม้าภายใต้การบัญชาการของบานาสเตอร์ ทาร์ลตัน, พลทหารลำดับที่หนึ่งแห่งกองทหารม้าราชองครักษ์ และด้วยข้อจำกัดในการรบอันเนื่องมาจากยุทธวิธีเลห์กลของฝ่ายอาณานิคมทำให้ยุทธศาสตร์ในระยะยาวของผู้บัญชาการรบฝ่ายอังกฤษเช่น โทมัส เกจ, เซอร์วิลเลียม ฮาวว์, เฮนรี คลินตัน, จอห์น เบอร์กิยง และที่มีชื่อเสียงที่สุดคือลอร์ด ชาร์ลส์ คอร์นวอลลิส ประสบความล้มเหลวในการสู้รบกับกองทัพฝ่ายอาณานิคมและกองทัพฝรั่งเศส จุดจบของสงครามมาถึงในวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2324 เมื่อชาร์ลส์ โอฮารา ผู้ใต้บังคับบัญชาของลอร์ดคอร์นวอลลิส ยอมแพ้และมอบดาบประจำแหน่งให้แก่เบนจามิน ลิงคอร์น ผู้ใต้บังคับบัญชาของจอร์จ วอชิงตัน ณ การโอบล้อมที่ยอร์คทาวน์

ในปี พ.ศ. 2326 อาณานิคมเดิมทั้งสิบสามแห่งซึ่งได้กลายมาเป็นรัฐอธิปไตยหนึ่งเดียวภายใต้ชื่อสหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกใช้เรียกโดยราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ภายใต้ความยินยอมจากทั้งสองฝ่ายในสนธิสัญญาแห่งปารีส ในปี พ.ศ. 2328 จอห์น อดัมส์ได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีการทูตผู้มีอำนาจเต็มคนแรกแห่งสหรัฐอเมริกา หรือที่รู้จักกันในปัจจุบันว่าเอกอัครราชทูต ประจำอยู่ ณ ศาลยุติธรรมแห่งเซนต์เจมส์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2335 ทางอังกฤษเองก็ได้ส่งราชทูตนามว่าจอร์จ แฮมมอนด์ ไปประจำ ณ สหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2336 สงครามระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสได้ปะทุขึ้น นั้นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอังกฤษมีสถานะเป็นปรปักษ์ต่อกัน ความสัมพันธ์อันตึงเครียดนี้ยุติลงเมื่อสนธิสัญญาเดอะเจย์ถูกลงนามในปี พ.ศ. 2337 ซึ่งได้ก่อให้เกิดทศวรรษแห่งความสงบสุขและความรุ่งเรื่องทางการค้าระหว่างกัน[9] ส่วนการค้าทาสในทางสากลก็ค่อยๆ ถูกปราบรามลงหลังจากที่สหราชอาณาจักรผ่านพระราชบัญบัติเลิกทาส พ.ศ. 2350 ส่วนสหรัฐอเมริกาเองก็ได้ผ่านพระราชบัญญัติในลักษณะเดียวกันในปี พ.ศ. 2351

[แก้] สงครามปี พ.ศ. 2355

ดูเพิ่มที่ สงครามปี พ.ศ. 2355
ภาพวาดในจินตภาพของศิลปินแสดงให้เห็นถึงการทิ้งระเบิด ณ สมรภูมิแห่งบัลติมอร์ ในปี พ.ศ 2355 อันเป็นแรงบันดาลใจให้ฟรานซิส สก็อตต์ คีย์ ได้ประพันธ์เนื้อร้องของ เดอะสตาร์สแปงเกิลด์แบนเนอร์ อันเป็นเพลงชาติแห่งสหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกาได้ทำการคว่ำบาตรทางการค้าตามพระราชบัญญัติการคว่ำบาตรทางการค้า พ.ศ. 2350 ซึ่งเป็นการตอบโต้สหราชอาณาจักรที่ปิดล้อมฝรั่งเศสทางทะเล อันเกี่ยวข้องโดยตรงกับเหล่าพ่อค้าผู้เป็นกลาง และมีผลให้เกิดความชะงักงันในการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสตลอดช่วงของสงครามนโปเลียน ราชนาวีอังกฤษยังได้ทำการเขาตรวจจับเรือทุกลำของสหรัฐอเมริกาและยัดเยียดข้อหาให้แก่ลูกเรือว่าเป็นผู้ต้องสงสัยในการหนีทหารของกองทัพแห่งสหราชอาณาจักร[10]

สงครามปี พ.ศ. 2355 ถูกริเริ่มโดยสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีเจมส์ แมดิสัน ส่วนหนึ่งก็เพื่อปกป้องสิทธิทางการค้าของสหรัฐอเมริกาและเสรีภาพทางทะเลของประเทศที่วางตัวเป็นกลาง อีกกระแสสนับสนุนหนึ่งมาจากชาวอเมริกันผู้โกรธแค้นกองทัพแห่งสหราชอาณาจักรที่ให้การช่วยเหลือชนอเมริกันพื้นเมือง ต่อสู้ปกป้องที่ดินของตนจากนักบุกเบิกชาวอเมริกัน รวมไปถึงความกระตือรือร้นของสหรัฐอเมริกาในการขยายดินแดนทางทิศตะวันตกและทิศเหนือที่สะท้อนให้เห็นถึงคตินิยมความเชื่อในเทพลิขิต[11]

ภายใต้แผนการรุกรานอเมริกาเหนือของอังกฤษ สหรัฐอเมริกาได้ทำการทำลายเมืองยอร์ก เมืองหลวงของอาณานิคมและตามมาด้วยชัยชนะในเดือนเมษายน พ.ศ. 2356 ณ สมรภูมิยอร์ก ส่งผลให้ในวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2357 สหรัฐอเมริกาเผชิญการตอบโต้จากอังกฤษในเหตุการณ์เผาทำลายแห่งวอชิงตัน อาคารกระทรวงการคลังแห่งสหรัฐอเมริกาถูกรื้อทำลาย ส่วนทำเนียบขาวก็ถูกเผาจนวอด ต่อมาฝ่ายอังกฤษก็ได้ตอกย้ำชัยชนะของตนในสมรภูมิบลาเดนส์เบิร์ก บางส่วนของการรุกคืบเข้าไปยังอเมริกาเหนือของอังกฤษโดยกองกำลังสหรัฐอเมริกา เช่น สมรภูมิชาโต-กวัย ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2356 และในเดือนถัดมา ณ สมรถภูมิไครส์เลอร์ฟาร์ม ต่างถูกขับไล่และผลักดันออกจากดินแดนโดยกองกำลังอังกฤษ อย่างไรก็ตามกองกำลังของสหรัฐอเมริกาเองก็ได้รับชัยชนะในหลายๆ สมรภูมิ เช่นที่สมรภูมิเทมส์ ในเดือนตุลาคม พ.ศ 2356 และในสมรภูมิลองวูดส์ เดือนมีนาคม พ.ศ. 2357 ต่อมานาวิกโยธินสหรัฐฯ เข้ายึดครองบริเวณเกรตเลกส์ได้โดยสมบูรณ์ด้วยการเอาชนะราชนาวีอังกฤษ ณ สมรภูมิทะเลสาบอีรี เดือนกันยายน พ.ศ. 2356 และในสมรภูมิปลาตต์สบูร์ฟ ในเดือนเดียวกัน ฝ่ายอังกฤษจึงจำเป็นต้องถอยร่น ณ สมรภูมิบัลติมอร์ ในวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2356 และรวมถึงในอีกสามวันถัดมา

ต่อมาได้มีการเจรจาระหว่างกันจนนำไปสู่สนธิสัญญาเกนต์ ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามด้วยการรื้อฟื้นสถานะ รัฐแห่งสภาวะก่อนสงคราม (ละติน: status quo ante bellum) ซึ่งทำให้อาณาเขตของทั้งสองฝ่ายไม่มีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงแต่อย่างใด ผู้แทนเจรจาฝ่ายสหรัฐอเมริกา อัลเบิร์ต แกลลาติน ได้แถลงยอมรับว่า

Cquote1.svg

ภายใต้พฤติการณ์อันไร้ซึ่งความสิริโสภาแห่งสากลโลก อเมริกาในสภาวะสงครามมิสามารถบีบบังคับบริเตนใหญ่ให้จำนนด้วยยุทธ์นาวีใดๆ ระหว่างการพิพาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิสามารถบีบบังคับให้เกิดการตกลงข้อกำหนดใดก็ตามอันไร้ซึ่งความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย และวาระแห่งสันติภาพอันจะอำนวยประโยชน์ให้มากที่สุดเห็นจะหลีกไม่พ้น "รัฐแห่งสภาวะก่อนสงคราม"

Cquote2.svg

ด้านสหราชอาณาจักรยังคงไว้ซึ่งสิทธิในการ อิมเพรสเมนต์ (Impressment: พระราชบัญญัติที่สามารถนำบุรุษคนใดก็ตามเข้าร่วมราชนาวีโดยการบีบบังคับและโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ถูกใช้โดยราชนาวีอังกฤษในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ) ส่วนสหรัฐอเมริกาเองก็เลิกล้มข้อโต้แย้งดังกล่าวเพื่อรักษาสันติภาพ[12]

ในความเป็นจริงแล้ว ข้อถกเถียงในพระราชบัญญัติอิมเพรสเมนต์ดังกล่าวได้รับข้อยุติอย่างกว้างขวางไม่นานหลังจากมีการประกาศสงคราม เมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยร่างพระราชบัญญัติอิมเพรสเมนต์ พ.ศ. 2355 บังคับให้พลเมืองอเมริกันต้องพำนักอยู่ภายในสหรัฐอเมริกาโดยต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี, ยับยั้งการให้ความช่วยเหลือผู้หลบหนีกองทัพและการวิจารณ์รัฐบาลโดยฝ่ายอังกฤษ ต่อมาปัญหานี้ได้รับข้อยุติเมื่อสงครามสิ้นสุดลงโดยการลงนามของประธานาธิบดีเจมส์ แมดิสัน[13][14][15]

สหราชอาณาจักรยินยอมที่จะปล่อยตัวเชลยและทาสที่สามารถจับกุมมาได้เนื่องจากเป็นหนึ่งในข้อตกลงสันติภาพ หากแต่สหรัฐอเมริกาต้องยอมจ่ายค่าเชลยทาสเหล่านี้รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 350,000 ปอนด์สเตอร์ลิงในภายหลัง ในขณะที่แผนการจัดตั้งพื้นที่กันชนโดยใช้กลุ่มชนอเมริกันพื้นเมืองในเขตโอไฮโอและมิชิแกนล้มเหลวไม่เป็นท่าเนื่องจากเกิดความขัดแย้งในกลุ่มชนอเมริกันพื้นเมืองเอง ส่วนสหรัฐอเมริกาเพิกเฉยที่จะรับประกันมาตราที่สิบในบทบัญญัติว่าด้วยการปฏิบัติต่อชนอเมริกันพื้นเมือง [16]

ก่อนที่คำประกาศยุติสงครามจะถูกส่งไปถึงผู้บังคับบัญชาในสนามรบ กองกำลังสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของนายพลแอนดรูว์ แจ็กสัน ได้ทำการผลักดันกองกำลังอังกฤษ ณ สมรภูมินิวออร์ลีนส์ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2358 ไม่นานหลังจากนั้นกองกำลังสหรัฐอเมริกาก็พ่ายแพ้ ณ ป้อมโบว์เยอร์ โดยกองกำลังอังกฤษภายใต้การนำของจอห์น แลมพาร์ต แต่ในท้ายที่สุดแล้วสงครามแห่งปี พ.ศ. 2355 ก็ถือได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งอันยาวนานระหว่างสหราชอาณาจักรกับสหรัฐอเมริกา และยังเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยแห่งความสงบสุขระหว่างทั้งสองชาติ ผู้ซึ่งในอีกเกือบศตวรรษต่อมาได้กลายเป็นพันธมิตรสำคัญของกันและกัน

นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า "ต่างฝ่ายต่างโหยหาซึ่งสงครามแห่งปี พ.ศ. 2355, หากแต่ในระยะเวลาอันสั้นแล้วสงครามนั้นไร้ซึ่งความจำเป็นอย่างน่าอนาถใจ"[17]

[แก้] ความขัดแย้งช่วง พ.ศ. 2358-2403

ลัทธิมอนโร, คำประกาศของประธานาธิบดีเจมส์ มอนโรแห่งสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2366 เพื่อตอบสนองต่อข้อแนะนำที่ให้สหรัฐอเมริกาแถลงการณ์ร่วมกับฝ่ายสหราชอาณาจักร ในการแสดงเจตจำนงของสหรัฐอเมริกาที่เป็นปฏิปักษ์ต่อชาติยุโรปชาติใดก็ตามที่ลุกล้ำเข้ามายึดครองดินแดนในซีกโลกตะวันตก แต่กระนั้นสหรัฐอเมริกาเองก็ยังได้รับประโยชน์จากแนวโน้มที่พบบ่อยในนโยบายของสหราชอาณาจักรและการบังคับใช้นโยบายดังกล่าวของราชนาวีอังกฤษ

ภายหลังจากเหตุการณ์ความตื่นตระหนกแห่ง พ.ศ. 2380 หลายๆ รัฐในสหรัฐอเมริกาต่างพากันผิดนัดชำระพันธบัตรรัฐบาลซึ่งถือครองโดยเหล่านักลงทุนชาวอังกฤษ และในระหว่างเหตุการณ์แคโรไลน์ ใน พ.ศ. 2380 กลุ่มกบฎชาวบริติชนอร์ทอเมริกัน (British North American) หลบหนีมายังนิวยอร์ก และใช้เรืออเมริกันลำเล็กที่ชื่อว่า แคโรไลน์ เป็นพาหนะในการลักลอบส่งเสบียงให้กับกลุ่มกบฎที่เหลืออยู่ในอเมริกาเหนือของอังกฤษหลังจากล้มเหลวในการก่อจราจล ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2380 ทางการอังกฤษจึงนำทหารบกเข้าเผาทำลายเรือ ส่งผลให้เกิดการประท้วงทางการทูต ตามมาด้วย ความเกรงกลัวอังกฤษ หรือ แองโกลโฟเบีย (Anglophobia) และเหตุการณ์อื่นๆ ตามมา

[แก้] สงครามกลางเมืองอเมริกัน

[แก้] เวเนซูเอล่ากับข้อพิพาทเรื่องเส้นเขตแดน

[แก้] การกระชับมิตรครั้งใหญ่

[แก้] สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

[แก้] สงครามระหว่างประเทศ

[แก้] สงครามโลกครั้งที่สอง

[แก้] สงครามเย็น

[แก้] ช่วงหลังสงครามเย็น

[แก้] สงครามต่อต้านการก่อการร้ายและสงครามอิรัก

[แก้] การปล่อยตัว อัล เมกราฮี และการคว่ำบาตรสกอตแลนด์

[แก้] สถานะปัจจุบัน

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2 ทรงต้อนรับประธานาธิบดี, บารัก โอบามา และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง, มิเชลล์ โอบามา ณ พระราชวังบัคคิงแฮม ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552
ประธานาธิบดีบารัก โอบามา และนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน สนทนากันบริเวณสนามหญ้าทางทิศใต้ของทำเนียบขาว วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

นโยบายฉบับปัจจุบันของทางรัฐบาลสหราชอาณาจักรกล่างถึงความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาไว้ว่าเป็น "หุ้นส่วนความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีที่สำคัญที่สุด"[3] ในโลก ขณะเดียวกันกับที่รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ, ฮิลลารี คลินตัน ก็ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์นี้ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 เช่นกันว่ายังคง "ยืนหยัดท้าทายต่อกาลเวลา"[18]

วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2552, กอร์ดอน บราวน์ เยือนทำเนียบขาวอย่างเป็นทางการ ระหว่างการเยือนนั้น นายกอร์ดอนบราวน์ได้มอบด้ามเสียบปากกาแกะสลักจาก เรือเอชเอ็มเอส แกนเน็ต ซึ่งเป็นเรือที่ทำงานด้านการต่อต้านการค้าทาสนอกชายฝั่งทวีปอเมริกา ทางด้านประธานาธิบดีบารัก โอบามา ก็ได้มอบกล่องของขวัญที่ภายในบรรจุดีวีดีจำนวน 25 แผ่น ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ประกอบด้วย สตาร์ วอร์ส และ อี.ที. เพื่อนรัก ซึ่งแผ่นภาพยนตร์เหล่านี้จะไม่สามารถเล่นกับเครื่องเล่นดีวีดีส่วนใหญ่ที่จำหน่ายนอกสหรัฐอเมริกาได้[19] ส่วนภรรยานายกอร์ดอน, นางซาราห์ บราวน์ ก็ได้มอบของขวัญแก่บุตรสาวทั้งสองของประธานาธิบดีนั้นก็คือ ซาชาและมาเลีย เป็นเสื้อผ้าจากร้านขายเครื่องนุ่งห่ม "ท็อปช็อป" ของอังกฤษ พร้อมกับหนังสือที่ไม่ได้ถูกตีพิมพ์ในสหรัฐฯ ทางด้านนางมิเชลล์ โฮบามา ก็ได้มอบเฮลิคอปเตอร์ของเล่น มารีนวัน จำนวน 2 ลำแก่บุตรชายของนายกอร์ดอน บราวน์[20] และในการเยือนครั้งนี้นายกอร์ดอน บราวน์ ก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมรัฐสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งน้อยครั้งนักที่ผู้นำรัฐบาลจากต่างชาติจะมีโอกาสพิเศษเช่นนี้

วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552, นางมิเชลล์ โฮบามาและบุตรสาวทั้งสองคน, ซาชา โอบามา และ มาเลีย โอบามา ได้เดินทางไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2 เป็นการส่วนตัว ในการเยือนครั้งนี้ บุตรสาวทั้งสองได้มีโอกาสเยี่ยมชมห้อง สเตทรูม ภายในพระราชวังบัคคิงแฮมถึง 3 ชั่วโมง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่สมเด็จพระราชินีนาถกับสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งสนทนากันเกี่ยวกับการทำสวน, ชนบทและแฟชั่นที่ต่างก็ชื่นชอบเช่นเดียวกัน[21] การเยือนในครั้งนี้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงขึ้นเนื่องจากนางมิเชลล์สัมผัสพระหัตถ์และพระปฤษฏางค์ (หลัง) ของสมเด็จพระราชินีนาถอย่างเปิดเผย ทำให้มีคนออกมาวิจารณ์ว่าเป็นการมิบังควร ขณะที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทมิได้ทรงสนพระทัยในเรื่องดังกล่าว[22]

เดือนมีนาคม พ.ศ. 2552 ผลสำรวจของมูลนิธิแกลอัพ ซึ่งสำรวจผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 1,023 คนทางโทรศัพท์ พบว่า 36 เปอร์เซ็นต์มองสหราชอาณาจักรเป็น "มิตรสหายอันล้ำค่าที่สุดของประเทศ" ตามมาด้วยแคนาดา, ญี่ปุ่น, อิสราเอลและเยอรมนี[23] นอกจากนี้ผลสำรวจยังบอกอีกด้วยว่ากว่า 89 เปอร์เซ็นต์ มองสหราชอาณาจักรว่าเป็นประเทศที่ชื่นชอบของชาวอเมริกัน รองจากแคนาดาที่มีคะแนน 90 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับผลสำรวจของสถาบันวิจัยพิว ในปี พ.ศ. 2552 พบว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของชาวอังกฤษนิยมชมชอบสหรัฐอเมริกา[24]

ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2553 เกิดการระเบิดที่แท่นขุดเจาะน้ำมันในอ่าวเม็กซิโก ซึ่งแท่นขุดเจาะดังกล่าวเป็นของบริษัทบริติชปิโตรเลียม ผลกระทบที่ตามมาก็คือมีน้ำมันรั่วไหลออกมาในอ่าวจำนวนมหาศาล กระทบต่อระบบนิเวศรอบชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศรวมไปถึงทัศนคติของชาวอเมริกันที่มีต่อสหราชอาณาจักร โทนี่ เฮย์เวิร์ด ซีอีโอของบริษัทบริติชปิโปรเลียมจึงกลายเป็นบุคคลที่ถูกชาวอเมริกันเกลียดชังมากที่สุด[25]

เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 หนังสือพิมพ์กรอบเช้ารายวันของอังกฤษ เดอะเดลี่เทเลกราฟ ซึ่งอ้างอิงหลักฐานจากวิกิลีกส์ ได้รายงานว่าทางการสหรัฐอเมริกาได้รับข้อมูลที่มีความอ่อนไหวง่ายเกี่ยวกับคลังสรรพาวุธนิวเคลียร์ของอังกฤษ (ซึ่งระบบขีปนาวุธนำวิธีทั้งหมดถูกผลิตและกักเก็บไว้ในสหรัฐอเมริกา) ว่าอังกฤษได้ทำการจัดส่งอาวุธดังกล่าวให้แก่รัสเซียในฐานะเป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นให้รัสเซียลงนามในสนธิสัญญานิวสตาร์ท โดยศาสตราจารย์มัลคอล์ม ชาลเมอร์สแห่งสำนักงานสถาบันเพื่อการกลาโหมและความมั่นคงศึกษาแห่งกองทัพสหราชอาณาจักร (Royal United Services Institute for Defence and Security Studies) พิจาณาว่ากรณีดังกล่าวอาจสร้างความสั่นคลอนราชการลับของสหราชอาณาจักรได้ โดยการที่รัสเซียอาจจะสามารถล่วงรู้มาตรวัดและขนาดของยุทโธปกรณ์อังกฤษ[26]

25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ระหว่างการเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดี บารัก โอบามา เขาได้กล่าวสุทรพจน์ในหลากหลายประเด็น ณ รัฐสภาอังกฤษ หนึ่งในนั้นคือการเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา[27]

Cquote1.svg

ข้าพเจ้ามาในวันนี้เพื่อที่จะมาเน้นย้ำถึงหนึ่งในพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุด, แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยรู้จัก มันถูกกล่าวขานกันมานานแล้วว่าสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาได้แบ่งปันสายสัมพันธ์พิเศษนี้ร่วมกัน

Cquote2.svg

[แก้] การค้าและการลงทุน

สหรัฐอเมริกาถือว่าเป็นตลาดส่งออกรายใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร การจับจ่ายใช้สอยของชาวอเมริกันในผลิตภัณฑ์ของสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2550 มีมูลค่ารวมกว่า 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ[28] ส่วนมูลค่าโดยรวมของการส่งออกและนำเข้าระหว่างสองรัฐมีมูลค่า 107.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีเดียวกัน[29] ทั้งสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรต่างก็เป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในโลกร่วมกัน ในปี พ.ศ. 2548 การลงทุนโดยตรงของสหรัฐอเมริกาในสหราชอาณาจักรมีมูลค่ารวม 324 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่การลงทุนโดยตรงของสหราชอาณาจักรในสหรัฐอเมริกามีมูลค่ารวม 282 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ[30]

[แก้] การท่องเที่ยว

ชาวอังกฤษมากกว่า 4.5 ล้านคน ท่องเที่ยวในสหรัฐอเมริกาทุกทุกปี ซึ่งมีมูลค่าการใช้จ่ายประมาณ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ชาวอเมริกันประมาณ 3 ล้านคน เดินทางไปท่องเที่ยวยังสหราชอาณาจักรทุกทุกปี มูลค่าการจับจ่ายใช้สอยประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ[31]

[แก้] การคมนาคม

ท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี เป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของผู้โดยสารจากท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์ ประมาณการณ์กันว่าในปี พ.ศ. 2551 ผู้โดยสารกว่า 2,802,870 คน ใช้บริการเที่ยวบินตรงจากสนามบินลอนดอนฮีทโธรว์ไปยังสนามบินนิวยอร์กจอห์น เอฟ. เคนเนดี ในแต่ละวันโดยไม่มีวันหยุด[32] ขณะที่สายการบินบริติชแอร์เวย์เริ่มให้บริการเครื่องบินความเร็วเหนือเสียง "คองคอร์ด" ระหว่างท่าอากาศยานนานาชาติวอชิงตันดัลเลสกับลอนดอนฮีทโธรว์ ในวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2519 ต่อมาหลังจากศาลฎีกาของสหรัฐฯ พิพากษากลับลำให้สามารถเปิดเที่ยวบินความเร็วเหนือเสียงเหนือน่านฟ้านครนิวยอร์กได้ หลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามเปิดทำการเที่ยวบินดังกล่าว ส่งผลให้เที่ยวบินคองคอร์ดระหว่างลอนดอนฮีทโธรว์-นิวยอร์กจอห์น เอฟ. เคนเนดี เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2520 โดยใช้เวลาทำการบิน 3 ชั่วโมงครึ่ง และท้ายที่สุดการให้บริการเที่ยวบินเหนือเสียงก็ยุติลงในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2546[33]

นอกจากนี้ยังมีบริษัทคูนาร์ดไลน์ซึ่งเป็นบริษัทเดินเรืออังกฤษ และบริษัทคาร์นิวัล คอร์เปอร์เรชั่น ให้บริการเรือเดินสมุทรในช่วงฤดูกาลต่าง ๆ ระหว่างเซาแธมป์ตันกับนิวยอร์ก โดยใช้เรืออาร์เอ็มเอสควีนแมรี 2 และ เอ็มเอสควีนวิกตอเรีย[34]

ปัจจุบันทั้งสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรยังคงใช้มาตราแบบอังกฤษในการจราจรระหว่างกัน

[แก้] วัฒนธรรมสมัยนิยม

[แก้] วรรณกรรม

ด้านวรรณกรรมเองก็มีสายสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ แม้จะมีมหาสมุทรแอตแลนติกคั้นกลางแต่ก็ไม่อาจจะห้ามความนิยมต่อวรรณกรรมของทั้งสองประเทศได้เลย หลักฐานที่เห็นได้ชัดเจนก็คือความนิยมที่มีต่อนักเขียนอังกฤษในสหรัฐอเมริกาเช่น วิลเลียม เชกสเปียร์, ชาร์ลส์ ดิคเก้นส์, เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน, แจ็กกี้ คอลลินส์ และเจ. เค. โรว์ลิง ขณะเดียวกันนักเขียนชาวอเมริกันเองก็ได้รับความนิยมในสหราชอาณาจักรเช่น แฮเรียต บีเชอร์ สโตว์, มาร์ก ทเวน, เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ และแดน บราวน์ เช่นเดียวกับเฮนรี เจมส์ นักเขียนชาวอเมริกันผู้ย้ายไปยังเกาะอังกฤษในภายหลัง ซึ่งเขาเองเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปในทั้งสองประเทศ ที. เอส. อีเลียต เองก็ได้ย้ายไปยังอังกฤษในปี พ.ศ. 2457 และได้รับสัญชาติอังกฤษในปี พ.ศ. 2470 อีเลียตมีชื่อเสียงจากการเป็นนักวิจารณ์วรรณกรรมและมีอิทธิพลอย่างมากต่อวงการวรรณกรรมอังกฤษในยุคสมัยใหม่[35]

[แก้] สื่อสิ่งพิมพ์

หนังสือพิมพ์บรอดชีต นิวยอร์กไทมส์ มีอิทธิพลอย่างมากต่อวงการหนังสือพิมพ์อังกฤษ โดยหนังสือพิมพ์บอร์ดชีตประจำวันอาทิตย์ชื่อดังของอังกฤษที่อย่าง ดิออบเซิร์ฟเวอร์ เองก็ถูกจัดว่ามีรูปแบบที่คัดลอกมาจากนิวยอร์กไทมส์[36]

[แก้] ภาพยนตร์

ในภาพยนตร์เรื่อง เดอะพรินซ์แอนด์เดอะโชว์เกิร์ล พ.ศ. 2500 นักแสดงชาวอังกฤษ ลอเรนซ์ โอลิเวียร์ แสดงคู่กับนักแสดงระดับตำนานชาวอเมริกัน มาริลิน มอนโร

ในยุคสมัยปัจจุบันมีการร่วมงานทางด้านบันเทิงกันนับครั้งไม่ถ้วนระหว่างสหราชอาณาจักรกับสหรัฐอเมริกา ตัวอย่างเช่นภาพยนตร์ฮอลลีวูดยอดนิยมของสตีเวน สปีลเบิร์ก และจอร์จ ลูคัส ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้ชมชาวอังกฤษ ขณะที่ภาพยนตร์อย่างเจมส์ บอนด์ และแฮร์รี่ พอตเตอร์ทุกภาค ได้รับความนิยมอย่างมหาศาลในสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกันกับภาพยนตร์การ์ตูนของวอลต์ ดิสนีย์ ที่ยังคงสร้างความทรงจำอันน่าประทับใจต่อผู้ชมชาวอังกฤษเสมอมา ทั้งผู้ชมวัยหนุ่มสาวและวัยชราเป็นเวลากว่า 100 ปี รวมไปถึงภาพยนตร์ของผู้กำกับชาวอังกฤษผู้โด่งดังอย่างอัลเฟรด ฮิตช์ค็อก เองก็ยังคงทรงพลังในหมู่แฟนคลับผู้ภักดีในสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง และตัวอัลเฟรดเองก็ยังมีอิทธิพลต่อผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันหลายคนเช่น จอห์น คาร์เพนเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการภาพยนตร์แนวสยองขวัญ นอกจากนี้แล้ววิธีและกระบวนการผลิตภาพยนตร์ยังมักถูกแบ่งปันกันระหว่างทั้งสองประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกนักแสดงทั้งจากอังกฤษและอเมริกาไปจนถึงการเลือกสถานที่ถ่ายทำทั้งในลอนดอนและฮอลลีวูดเอง

[แก้] ละครเวที

ละครบรอดเวย์แห่งนครนิวยอร์กถูกนำไปแสดง ณ โรงละครเวสต์เอนด์ในกรุงลอนดอนมานานนับปี ละครเวทีอันโด่งดังหลายต่อหลายเรื่องที่นำไปแสดงเช่น ไลออนคิง, กรีส, วิคท์ และเรนท์ ส่วนละครภายใต้การกำกับของอังกฤษก็ได้แก่ มัมมามิอา! รวมถึงละครอีกหลายเรื่องของแอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบลอร์ เช่น โจเซฟแอนด์ดิอะเมซิงเทคนิคคัลเลอร์ดรีมโคต, แคท และ เดอะแฟนธ่อมออฟดิโอเปร่า ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากบนเวทีบรอดเวย์ นอกจากนี้แล้วบทละครแนวตลก, แนวประวัติศาสตร์ และแนวโศกนาฏกรรม ที่ประพันธ์โดยกวีชาวอังกฤษอย่างวิลเลียม เชกสเปียร์ เองก็ได้รับความนิยมอย่างสูงจากวงการละครเวทีสหรัฐอเมริกา

[แก้] โทรทัศน์

เดอะซิมป์สันส์ รายการโทรทัศน์ยอดนิยมของสหรัฐอเมริกา

ทั้งสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาเองต่างก็รายการโทรทัศน์ที่เหมือนกัน ซึ่งต่างก็มีการนำออกอากาศระหว่างกัน หรือไม่ก็มีการสร้างสรรค์ขึ้นมาเองแต่มีต้นแบบมาจากอีกฝ่าย โดยรายการโทรทัศน์ยอดนิยมของอังกฤษหลายต่อหลายรายการถูกนำมาดัดแปลงขึ้นใหม่ในสหรัฐอเมริกาตลอดหลายปีหลังมานี้เช่น ดิออฟฟิศ, ฮูวอนส์ทูบีอะมิลเลียนแนร์?, สตริคท์ลีคัมแดนซิง (ในสหรัฐอเมริกา: แดนซิงวิทเดอะสตาร์) และ ป็อปไอดอล (ในสหรัฐอเมริกา: อเมริกันไอดอล) เช่นเดียวกับที่รายการโทรทัศน์ของสหรัฐอเมริกาที่ถูกนำไปออกอากาศในอังกฤษเช่น เดอะซิมป์สันส์, โมเดิร์นแฟมิลี่, เซาท์พาร์ก, แฟมิลี่กายส์, เฟรนด์ส และหลายภาคของ ซีเอสไอ: ไครม์ซีนอินเวสติเกชัน

บรรษัทการกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งบริเตน หรือเรียกโดยย่อว่า บีบีซี สถานีโทรทัศน์สาธารณะของอังกฤษ ได้ทำการออกอากาศ 2 ช่องรายการในสหรัฐอเมริกาคือ บีบีซีอเมริกา และ บีบีซีเวิลด์นิวส์ ส่วนสถานีโทรทัศน์ของสหรัฐอเมริกาที่ร่วมมือในการออกอากาศกับบีบีซีก็คือ พีบีเอส ก็ได้ทำการออกอากาศรายการโทรทัศน์ของอังกฤษซ้ำอีกครั้งในสหรัฐอเมริกาเช่น มอนตีพีทอนส์ฟลายอิงเซอร์คัส, คีพพิงอัพแอพแพเรนเซส, ด็อกเตอร์ฮู, โนวา และ แมสเตอร์พีซเธียร์เตอร์ นอกจากนี้บีบีซียังร่วมงานบ่อยครั้งกับเครือข่ายโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมสัญชาติอเมริกันอย่าง เอชบีโอ อีกด้วย โดยออกอากาศภาพยนตร์ชุดสั้นของอเมริกาในสหราชอาณาจักรอย่าง โรม, จอห์น อดัมส์ (ภาพยนตร์ชุด), แบนด์ออฟบราเธอร์ส, และ เดอะแกเธอริงสตอร์ม ในทำนองกันกับที่ ดิสคัฟเวอรี่ แชนแนล โทรทัศน์สัญชาติอเมริกันและหุ้นส่วนของบีบีซี ที่ได้ทำการออกอากาศรายการของอังกฤษในสหรัฐอเมริกาเช่น แพลนเน็ตเอิร์ธ และ บลูแพลนเน็ต ซึ่งในภายหลังรู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อ บลูแพลนเน็ต: ซีส์ออฟไลฟ์ โดยเป็นฉบับดัดแปลงของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีสถานีโทรทัศน์เกี่ยวกับเรื่องที่เป็นความสนใจในสังคมของสหรัฐอเมริกาที่ชื่อว่า ซี-สแปน ได้ทำการออกอากาศรายการ คำถามของนายกรัฐมนตรี ของอังกฤษทุกวันอาทิตย์ด้วย

ในช่องโทรทัศน์ดิจิตอลของอังกฤษบางแห่งยังสามารถรับชมช่องโทรทัศน์ของสหรัฐอเมริกาได้โดยตรงเช่น ฟ็อกซ์นิวส์ รวมไปถึงช่องโทรทัศน์สำหรับผู้ชมชาวอังกฤษอย่าง ซีเอ็นบีซียุโรป, ซีเอ็นเอ็นยุโรป, อีเอสพีเอ็นคลาสสิค (สหราชอาณาจักร), คอมเมดีเซ็นทรัล (สหราชอาณาจักร) และ เอฟเอ็กซ์ (สหราชอาณาจักร) ส่วนซูเปอร์โบวล์รายการแข่งขันชิงชนะเลิศอเมริกันฟุตบอลของเอ็นเอฟแอลซึ่งถูกจัดขึ้นทุกเดือนกุมภาพันธ์ของปี ก็ถูกออกอากาศในสหราชอาณาจักรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525[37]

[แก้] ดนตรี

การมาถึงสหรัฐอเมริกาของวงดนตรีร็อกสัญชาติอังกฤษ เดอะบีตเทิลส์ และการไปปรากฏตัวในรายการ ดิเอ็ดซัลลิแวนโชว์ ในปี พ.ศ. 2507 นับเป็นจุดเริ่มต้นของ "การแทรกซึมของสหราชอาณาจักร"

ศิลปินอเมริกันอย่าง มาดอนนา, ทิน่า เทอร์เนอร์, แชร์, ไมเคิล แจ็กสัน, บิง ครอสบี, เอลวิส เพรสลีย์, บ็อบ ดิลลัน, ไดอาน่า รอสส์, บริทนีย์ สเปียร์ส, คริสตินา อากีเลรา, แฟรงก์ ซินาตรา และบียอนเซ่ โนวส์ ทั้งล้วนแล้วแต่โด่งดังในสหราชอาณาจักร ส่วนศิลปินอังกฤษอย่าง เดอะบีตเทิลส์, เดอะโรลลิงสโตนส์, สติง, เดอะฮู, เชอร์ลีย์ บาสซีย์, ทอม โจนส์, เดวิด โบวี, สไปซ์เกิลส์, บีจีส์, เอมี ไวน์เฮาส์, เลโอนา ลูวิส, เอลตัน จอห์น (ผู้ซึ่งประพันธ์เพลง แคนเดิลอินเดอะวินด์ เป็นหนึ่งในซิงเกิลที่ขายดีที่สุดตลอดกาลของโลก) และ โคลด์เพลย์ ประสบความสำเร็จอย่างมากมายในตลาดสหรัฐอเมริกา จึ่งเป็นเที่ชัดเจนว่าวงการดนตรีของทั้งสองประเทศมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นและมั่นคง

ในสหราชอาณาจักร ภาพยนตร์ฮอลลีวูดรวมไปถึงละครเวทีบรอดเวย์หลายเรื่องมีดนตรีประกอบที่สร้างสรรค์โดยนักอำนวยเพลงชาวอเมริกันหลายคนเช่น จอร์จ เกิร์ชวิน, รอดเจอร์สและแฮมเมอร์สไตน์, เฮนรี แมนซินี, จอห์น วิลเลียมส์, อลัน ซิลเวสตริ, เจอร์รี โกลด์สมิธ และเจมส์ ฮอร์เนอร์

ดนตรีเซลติคของสหราชอาณาจักรมีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อดนตรีอเมริกัน[38] โดยจะเฉพาะอย่างยิ่งต่อดนตรีพื้นบ้านในภาคใต้ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นดนตรีที่สืบทอดมาจากดนตรีเซลติคและดนตรีพื้นบ้านของอังกฤษในยุคอาณานิคม ซึ่งดนตรีพื้นบ้านทางภาคใต้นี้เองได้ให้กำเนิดแนวดนตรีคันทรีและดนตรีพื้นบ้านอเมริกัน[39]

การถือกำเนิดขึ้นของแนวดนตรีแจ๊ซ, ดนตรีสวิง, บิ๊กแบนด์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งร็อกแอนด์โรล ทั้งหมดล้วนแล้วแต่กำเนิดขึ้นบนแผ่นดินอเมริกา ซึ่งมีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาวงดนตรีร็อกยุคหลังของสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะวงดนตรีร็อกอังกฤษอย่างเดอะบีตเทิลส์ และเดอะโรลลิงสโตนส์ ขณะเดียวกันกับที่แนวดนตรีอเมริกันยุคก่อนหน้าอย่างบลูส์เองก็มีอิทธิพลอย่างมากต่อแนวดนตรีอิเล็กทริกร็อกของอังกฤษ[40]

[แก้] มรดก

ดูเพิ่มที่ แองโกล-อเมริกา
ภาพถ่าย เดอะรีโซลูตเดสก์ ในห้องทำงานรูปไข่ภายในทำเนียบขาว ในช่วงระหว่างรัฐบาลของประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ คือโต๊ะทำงานไม้แกะสลักด้วยมือซึ่งถูกส่งมายังสหรัฐอเมริกาทางเรือสำเภา เอชเอ็มเอสรีโซลูต (ค.ศ.1850) ในฐานะของขวัญพระราชทานจากสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2423

สหรัฐอเมริกาถูกรายล้อมไปด้วยมรดกสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมมากมายกับแผ่นดินแม่ หนึ่งในนั้นก็คือภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาแม่ทั้งในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา ทั้งสองชาติจึงถูกจัดว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ด้วยกัน อย่างไรก็ดีภาษาอังกฤษที่ถูกพูดกันในสองประเทศก็ยังคงมีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยในการสะกด, การออกเสียง และความหมายของคำ[41]

นอกจากนี้ระบบกฎหมายของสหรัฐอเมริกาโดยส่วนมากแล้วก็มีพื้นฐานมาจากกฎหมายจารีตของอังกฤษ เช่นเดียวกับที่ระบบบริหารราชการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคก็มีแบบอย่างมาจากฝ่ายอังกฤษ เช่น ศาลท้องถิ่นและเจ้าพนักงานมณฑล (นายอำเภอ) และในสหรัฐอเมริกายังคงมีผู้ศรัทธาอย่างสูงในศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ แตกต่างกับในสหราชอาณาจักรที่เสื่อมความนิยมลงไปมาก โดยนิกายโปรเตสแตนต์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาก็ล้วนสืบเชื้อสายมาจากคริสเตียนชาวอังกฤษที่ถูกนำมายังโลกใหม่ผ่านทางคณะมิชชันนารีในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 เช่นกลุ่มแบ็บติสต์และกลุ่มเมธอดิสต์ เช่นเดียวกับกลุ่มคอนเกรกาชันนอลิสต์และกลุ่มเอพิสคอเพเลียนส์

ทั้งสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาต่างก็ใช้ระบบที่ถูกเรียกกันทั่วไปว่า เศรษฐกิจแองโกล-แซกซอน (Anglo-Saxon economy) ซึ่งมีการจัดเก็บภาษีและการควบคุมจากรัฐในระดับต่ำ ในทางกลับกันรัฐบาลก็จัดหาและอำนวยสวัสดิการทางสังคมแก่พลเมืองในระดับกลางถึงต่ำเช่นกัน[42]

วันชาติสหรัฐอเมริกาซึ่งตรงกับวันที่ 4 กรกฎาคม อันเป็นวันที่ประกาศเอกราชจากจักรวรรดิอังกฤษในปี พ.ศ. 2319 เช่นเดียวกับ เดอะสตาร์สแปงเกิลด์แบนเนอร์ เพลงชาติสหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกเขียนมาจากเหตุการณ์ที่กองกำลังอเมริกันเอาชนะกองกำลังอังกฤษได้ ณ บัลติมอร์ ในสงครามปี พ.ศ. 2355

[แก้] การเยือนอย่างเป็นทางการของทั้งสองฝ่าย

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนและการเยือนอย่างเป็นทางการของทั้งสองรัฐเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอตลอดช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทั้งฝ่ายประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาและฝ่ายพระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักร เช่น ในตลอดช่วงพระชนม์ชีพของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2 พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการหลายครั้ง ได้ทรงพบปะกับประธานาธิบดีถึง 11 คน ได้แก่ แฮร์รี เอส. ทรูแมน, ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์, จอห์น เอฟ. เคนเนดี, ริชาร์ด นิกสัน, เจอรัลด์ ฟอร์ด, จิมมี คาร์เตอร์, โรนัลด์ เรแกน, จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช, วิลเลียม เจฟเฟอร์สัน คลินตัน, จอร์จ ดับเบิลยู. บุช และบารัก โอบามา (ทรงมิได้พบปะกับประธานาธิบดีในช่วงพระชนม์ชีพของพระองค์เพียงคนเดียวคือ ลินดอน บี. จอห์นสัน)[43]

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการของพระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักร[44][45]
วันที่ พระราชวงศ์อังกฤษ สถานที่เสด็จพระราชดำเนินเยือน รายละเอียด
7 - 11 มิถุนายน พ.ศ. 2482 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 และ สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระบรมราชชนนี - วอชิงตัน ดี.ซี.
- นครนิวยอร์ก
- ไฮด์ ปาร์ค (นิวยอร์ก)
เสด็จพระราชดำเนินเยือนคณะรัฐบาล ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และประทับพักแรมที่ทำเนียบขาว, เสด็จพระราชดำเนินไปวางพวงมาลา ณ สุสานทหารนิรนาม ในสุสานแห่งชาติอาร์ลิงตัน, เสด็จพระราชดำเนินเยือน เมาท์เวอร์นอน อันเป็นบ้านพักตากอากาศส่วนตัวของประธานาธิบดีในรัฐเวอร์จิเนีย, ทรงไปปรากฏพระองค์ในงานเวิร์ลแฟร์ประจำปี พ.ศ. 2482 ในนครนิวยอร์ก และเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปยังบ้านพักส่วนตัวของประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์
17 – 20 ตุลาคม พ.ศ. 2500 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2 และ เจ้าฟ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ - เจมส์ทาวน์และวิลเลียมสเบิร์ก
(รัฐเวอร์จิเนีย)
- วอชิงตัน ดี.ซี.
- นครนิวยอร์ก
เสด็จพระราชดำเนินเยือนคณะรัฐบาล ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี., เข้าร่วมพิธีการฉลองครบรอบ 350 ปีเขตพักพิงเจมส์ทาวน์, เสด็จประทับพักแรม ณ นครนิวยอร์ก ก่อนจะเสด็จล่องเรือกลับสหราชอาณาจักร
6 – 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 - ฟิลาเดลเฟีย
- วอชิงตัน ดี.ซี.
- นครนิวยอร์ก
- ชาร์ลอตต์สวิลล์ (รัฐเวอร์จิเนีย)
- นิวพอร์ตและโพรวิเดนซ์
(รัฐโรดไอแลนด์)
- บอสตัน
เสด็จพระราชดำเนินเยือนคณะรัฐบาล ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี., เสด็จพระราชดำเนินไปตลอดตามแนวฝั่งทะเลด้านตะวันออกของสหรัฐอเมริกา และได้ร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาขณะเสด็จพระราชดำเนินกลับบน "เรือยอร์ชหลวงบริแทนเนีย"
26 กุมภาพันธ์ -
7 มีนาคม พ.ศ. 2526
- ซานดีเอโก
- ปาล์มสปริงส์
- ลอสแอนเจลิส
- ซานตาบาบารา
- ซานฟรานซิสโก
- อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี
(รัฐแคลิฟอร์เนีย)
- ซีแอตเทิล (รัฐวอชิงตัน)
เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ, เสด็จพระราชดำเนินไปตลอดตามแนวฝั่งทะเลด้านตะวันตกของสหรัฐอเมริกา โดย "เรือยอร์ชหลวงบริแทนเนีย" และเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปยังบ้านพักส่วนตัวของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน บนภูเขาซานตาเยส, บ้านพักแรนโช เดล ซีโล
14 – 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2534 - วอชิงตัน ดี.ซี.
- บัลติมอร์ (รัฐแมรีแลนด์)
- ไมอามีและแทมปา (รัฐฟลอริดา)
- ออสติน
- ซานแอนโตนีโอและฮูสตัน
(รัฐเท็กซัส)
- เลกซิงตัน (รัฐเคนทักกี)
เสด็จพระราชดำเนินเยือนคณะรัฐบาล ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี., เสด็จพระราชดำเนินไปยังการประชุมร่วมของรัฐสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกา, เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปยังรัฐเคนทักกี และเสด็จพระราชดำเนินเยือนภาคใต้ของสหรัฐอเมริกา
3 – 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 - ริชมอนด์
- เจมส์ทาวน์และวิลเลียมสเบิร์ก
(รัฐเวอร์จิเนีย)
- หลุยส์วิลล์ (รัฐเคนทักกี)
- กรีนเบลต์ (รัฐแมรีแลนด์)
- วอชิงตัน ดี.ซี.
เสด็จพระราชดำเนินเยือนคณะรัฐบาล ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี., เสด็จพระราชดำเนินไปยังการประชุมของรัฐสภาแห่งรัฐเวอร์จิเนีย, เข้าร่วมพิธีการฉลองครบรอบ 400 ปีเขตพักพิงเจมส์ทาวน์, เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชมศูนย์การบินอวกาศก็อดเดิร์ดขององค์การนาซา, เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานรำลึกสงครามโลกครั้งที่สองแห่งชาติ ณ ลานเนชันแนลมอลล์ และเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปยังการแข่งม้าเคนทักกีเดอร์บีครั้งที่ 133
การดำเนินเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา[46]
วันที่ ประธานาธิบดี สถานที่เยือน รายละเอียด
26 – 28 ธันวาคม พ.ศ. 2461 วูดโรว์ วิลสัน และ
เอดิธ วิลสัน
- ลอนดอน
- คาลิเซิล
- แมนเชสเตอร์
เยือนราชสำนักสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ, พักแรม ณ พระราชวังบัคคิงแฮม, เข้าร่วมงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำอย่างเป็นทางการ, เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 และ สมเด็จพระราชินีแมรี, ไปเยือนบ้านเกิดของมารดาและต้นตระกูลของมารดาซึ่งเป็นชาวอังกฤษเป็นการส่วนตัว รู้จักกันในนาม "สายทางแห่งหัวใจ"
7 – 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2525 โรนัลด์ เรแกน และ
แนนซี เรแกน
- ลอนดอน
- วินเซอร์
เยือนราชสำนักสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ, พักแรม ณ พระราชวังวินด์เซอร์, เข้าร่วมงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมการประชุมของรัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร
18 – 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 จอร์จ ดับเบิลยู. บุช และ
ลอรา บุช
- ลอนดอน
- เซดจ์ฟีลด์
เยือนราชสำนักสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ, พักแรม ณ พระราชวังบัคคิงแฮม, เข้าร่วมงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำอย่างเป็นทางการ, วางพวงหรีด ณ สุสานนักรบนิรนาม ในแอบบีเวสต์มินสเตอร์, เข้าเยี่ยมนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร, โทนี แบลร์ เป็นการส่วนตัว ณ บ้านพักทางเหนือของแคว้นอังกฤษ
24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 บารัก โอบามา และ
มิเชลล์ โอบามา
- ลอนดอน เยือนราชสำนักสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ, พักแรม ณ พระราชวังบัคคิงแฮม, เข้าร่วมงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำอย่างเป็นทางการ, กล่าวสุนทรพจน์ ณ รัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร, เข้าถวายของกำนัลเนื่องในโอกาสงานอภิเษกสมรสแด่ดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์, เข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2 และ เจ้าฟ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ, เข้าเยี่ยมนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร, เดวิด คาเมรอน
George W. Bush toasts Elizabeth II 2007.jpg President Reagan and Queen Elizabeth II 1982.jpg H.R.H. King George VI and Queen Elizabeth visit the Canadian Pavilion at the World's Fair.jpg
สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2 และ ประธานาธิบดีคนที่ 43 แห่งสหรัฐอเมริกา, จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ในงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ ณ ทำเนียบขาว พ.ศ. 2550 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบทที่ 2 และ ประธานาธิบดีคนที่ 40 แห่งสหรัฐอเมริกา, โรนัลด์ เรแกน บนหลังม้า ณ สวนเกรทพาร์ค, พระราชวังวินด์เซอร์ ระหว่างการเยือนสหราชอาณาจักรของประธานาธิบดีเรแกน พ.ศ. 2525 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 และ สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระบรมราชชนนี ณ งานเวิร์ลแฟร์ในนครนิวยอร์ก พ.ศ. 2482

[แก้] ความสัมพันธ์ทางการทูต

Flag of the United States สหรัฐอเมริกา

Flag of the United Kingdom สหราชอาณาจักร

[แก้] ภาพ

Atlantic charter.jpg 09-2361a.jpg FDR and Anthony Eden at the Quebec Conference.jpg Eleanor Roosevelt in Canada 1944.gif Wc0279.jpg
วินสตัน เชอร์ชิล และ แฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ ระหว่างการพบปะกันอย่างลับๆ นอกชายฝั่งนิวฟันด์แลนด์ พ.ศ. 2484 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 และ สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พร้อมด้วย เอเลนอร์ รูสเวลต์ ณ กรุงลอนดอน พ.ศ. 2485 แอนโทนี เอเดน พบปะกับแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ ณ การประชุมที่ควิเบก พร้อมกับเอเลนอร์ รูสเวลต์ และวินสตัน เชอร์ชิล พ.ศ. 2486 เอเลนอร์ รูสเวลต์, เจ้าหญิงอลิซ เค้านท์เตสแห่งแอธโลน และ เคลเมนต์ไทน์ เชอร์ชิล ณ การประชุมที่ควิเบกครั้งที่สอง พ.ศ. 2487 ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ และวินสตัน เชอร์ชิล พร้อมด้วย พลเอกเบอร์นาร์ด มอนโกเมอรี่ ณ การประชุมนาโต พ.ศ. 2494
Nixon and Wilson.jpg PATNIXONandQEII-png.png Nixon and the Windsors.jpg BettyFordNARA.jpg Thatcher at Oval Office desk with Carter.jpg
ริชาร์ดและแพทริเชีย นิกสัน พร้อมด้วย เฮโรลด์และแมรี วิลสัน ณ สนามหญ้าทิศใต้ของทำเนียบขาว พ.ศ. 2513 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และ นางแพทริเชีย นิกสัน พ.ศ. 2513 ริชาร์ด นิกสัน กับ ดยุคและดัชเชสแห่งวินเซอร์ พ.ศ. 2513 เจอรัลด์และเบ็ตตี ฟอร์ด ร่วมงานเลี้ยงพระกระยาหารในตอนเที่ยงของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าฟ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ ณ ทำเนียบขาว พ.ศ. 2519 มาร์กาเรต แทตเชอร์ และ จิมมี คาร์เตอร์ ขณะกำลังอ่านคำจารึกด้านหน้าของโต๊ะทำงานรีโซลูตภายในห้องทำงานรูปไข่, ทำเนียบขาว พ.ศ. 2522
President Reagan addressing British Parliament, London, June 8, 1982.jpg Reagans with British royals at Rancho del Cielo cropped.jpg C31901-3.jpg John Travolta and Princess Diana.jpg President Reagan and Prime Minister Margaret Thatcher at Camp David 1986.jpg
โรนัลด์ เรแกน ขณะกล่าวคำปราศัย ณ รัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร พ.ศ. 2525 โรนัลด์และแนนซี แรแกน พร้อมกับ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ ณ บ้านพักแรนโช เดล ซีโล พ.ศ. 2526 เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเจ้าฟ้าหญิงไดอานา ฉายพระรูปพร้อมกับ โรนัลด์และแนนซี แรแกน ณ ทำเนียบขาว พ.ศ. 2528 จอห์น ทราโวลต้าเต้นรำกับไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ณ ทำเนียบขาว พ.ศ. 2528 นายกรัฐมนตรีมาร์กาเรต แทตเชอร์ และ ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ขณะเดินสนทนากัน ณ แคมป์เดวิด พ.ศ. 2529
Reagan's - Thatcher's c50515-16.jpg Arcbushmaj.jpg Clinton Blair.jpg George W. Bush and the Prince of Wales with spouses.jpg HMHE2Rwhgov.jpg.jpg
โรนัลด์และแนนซี เรแกน พร้อมกับ มาร์กาเรตและเดนนิส แทตเชอร์ ยืนถ่ายรูปในช่วงต้นของงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ณ ทำเนียบขาว พ.ศ. 2531 จอร์จ บุช และ จอห์น เมเจอร์ ขณะยืนร่วมกันแถลงข่าว ณ แคมป์เดวิด พ.ศ. 2535 บิล คลินตัน และ โทนี แบลร์ ขณะโอบกอดกันและกัน ณ งานแถลงข่าว นครฟลอเรนซ์, อิตาลี พ.ศ. 2542 จอร์จและลอรา บุช พร้อมด้วย เจ้าชายแห่งเวลส์และดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ ณ ทำเนียบขาว ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนอย่างเป็นทางการ พ.ศ. 2548 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ขณะพระราชดำเนินตรวจแถวทหาร ณ สนามหญ้าทิศใต้ของทำเนียบขาว พ.ศ. 2550

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ Kiran Chetry, T.J. Holmes, Christine Romans, Christiane Amanpour, Suzanne Malveaux, Nic Robertson, 'President Obama/Prime Minister Brown G-20 Summit Press Conference' (1 April 2009), CNN: American Morning, CNLM.
  2. ^ Panel I of A Hearing of the senate Foreign Relations Committee (Part 4) (21 January 2010), Federal News Service, FEDNWS.
  3. ^ 3.0 3.1 FT.com / Home UK / UK – Ties that bind: Bush, Brown and a different relationship
  4. ^ Alex Spillius, 'Special relationship Britain and America share fundamental values, Clinton tells Miliband', The Daily Telegraph (4 February 2009), p. 12.
  5. ^ David Williamson, "U.S. envoy pays tribute to Welsh Guards' courage", The Western Mail (26 November 2009), p. 16.
  6. ^ The Top 15 Military Spenders, 2008
  7. ^ A New Era of Responsibility
  8. ^ Ember et al 2004, p. 49.
  9. ^ Perkins (1955)
  10. ^ Donald R Hickey, The War of 1812: A Forgotten Conflict (1989), pp. 11, 107-110.
  11. ^ The Collins Encyclopedia of Military History, Dupey & Dupey, BCA 1994, p. 870.
  12. ^ Kate Caffrey: The Lion and the Union, (1978), p. 270.
  13. ^ See Donald R Hickey: The War of 1812 (1989), pp. 11, 110.
  14. ^ James F. Zimmerman: Impressment of American Seamen (1925), pp. 55–61, 67–68.
  15. ^ Federal Republican (Georgetown), 8 February 1813.
  16. ^ "History of the War of 1812". http://www.buzzle.com/articles/history-of-the-war-of1812.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-08-10. 
  17. ^ Bradford Perkins, Prologue to War, England and the United States, 1805–1812 (1961), p. 426.
  18. ^ "US hails 'special ties' with UK", BBC News, February 3, 2009. สืบค้นวันที่ May 26, 2010
  19. ^ "Gordon Brown is frustrated by 'Psycho' in No 10", The Daily Telegraph, 18 March 2009
  20. ^ "Obama's Blockbuster Gift for Brown: 25 DVDs –", Fox News, March 6, 2009
  21. ^ "Queen's secret Palace tour for Obama girls revealed amid Trooping The Colour festivities"
  22. ^ Chua-Eoan, Howard. "The Queen and Mrs. Obama: A Breach in Protocol", Time, April 1, 2009
  23. ^ "Poll ranks Canada second in list of top U.S. allies"
  24. ^ Spence, Matt. "President Obama makes US popular in Europe again, Pew poll says", The Times, July 24, 2009. สืบค้นวันที่ May 26, 2010
  25. ^ Kennedy, Helen. "BP's CEO Tony Hayward: The most hated -- and most clueless -- man in America", June 2, 2010. สืบค้นวันที่ June 12, 2010
  26. ^ "WikiLeaks cables: US agrees to tell Russia Britain's nuclear secrets", 4 February 2011. สืบค้นวันที่ 6 February 2011
  27. ^ Full video of the speech. http://www.youtube.com/watch?v=oxDhUjM8D4Q
  28. ^ "Trade and Investment with the United States"
  29. ^ "Top Trading Partners – Total Trade, Exports, Imports"
  30. ^ "Trade and Investment with the United States"
  31. ^ "UK & USA relations"
  32. ^ "UK Airport Statistics"
  33. ^ "Concorde"
  34. ^ "Transatlantic Crossings"
  35. ^ John Worthen, T. S. Eliot: A Short Biography (2011)
  36. ^ THE OBSERVER TO FEATURE NEW YORK TIMES WEEKLY SUPPLEMENT | Press office | guardian.co.uk
  37. ^ "American Football: The whole nine yards: The NFL comes to Wembley", October 25, 2008. สืบค้นวันที่ May 26, 2010
  38. ^ "Traditional Celtic Music's Contributions to American Music"
  39. ^ "Origins of Country Music"
  40. ^ "Pop and Rock Music in the 60s A Brief History"
  41. ^ "Differences Between American and British English"
  42. ^ "The Two Types of Capitalism", innovationzen.com, 19 October 2006
  43. ^ "The Queen, Presidents And Protocol", CBS News, March 31, 2009
  44. ^ "The Royal Visit: June 7–12th, 1939"
  45. ^ "State Visit"
  46. ^ "Visit of President Bush to the United Kingdom November 18–21, 2003"
เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
มีส่วนร่วม
พิมพ์/ส่งออก
เครื่องมือ
ภาษาอื่น