ความตกลงเวียงปางหลวง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ความตกลงเวียงปางหลวงจัดทำเป็นภาษาอังกฤษลงนามโดยผู้แทนฝ่ายต่างๆ (ภาพจาก www.shanland.org)

ความตกลงเวียงปางหลวง (อังกฤษ: Panglong Agreement; พม่า: ပင်လုံစာချုပ်) เป็นความตกลงระหว่างพม่า ไทใหญ่ ชิน กะฉิ่น ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการประชุมปางหลวงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อจัดตั้งสหภาพพม่าภายหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษ อย่างไรก็ตาม ความตกลงนี้ไม่บรรลุผลเพราะพม่าไม่ปฏิบัติตาม

ก่อนการลงนาม[แก้]

การประชุมปางหลวงครั้งที่ 1[แก้]

เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรยึดรัฐฉาน (สหรัฐไทยเดิม) คืนจากไทยแล้ว ได้มีการประชุมเพื่อตัดสินชะตากรรมของชาติตนเองเรียกว่าการประชุมปางหลวงจัดขึ้นที่เมืองปางหลวงในรัฐฉานเมื่อ 20 -28 มีนาคม พ.ศ. 2489 การประชุมครั้งนี้ฝ่ายอังกฤษส่งนายสตีเวนสันเข้าร่วม ตัวแทนฝ่ายพม่าได้แก่ อู นุ อู บาเกียน มาน บาขิ่น อูซอว์ การประชุมครั้งนี้พม่าเรียกร้องให้รัฐฉานรวมกับพม่าเพื่อเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ

การประชุมปางหลวงครั้งที่ 2[แก้]

หลังจากการประชุมปางหลวงครั้งแรก พม่าได้ทำความตกลงอองซาน-แอตลีกับอังกฤษเพื่อรวมอาณานิคมของอังกฤษทั้งหมดเข้ากับสหภาพพม่าฝ่ายรัฐฉานจึงจัดการประชุมปางหลวงระหว่าง 3-12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 เพื่อปฏิเสธการเข้ารวมตัวกับพม่า ตัวแทนฝ่านคะฉิ่นเข้าร่วมประชุมกับไทใหญ่เมื่อ 5 กุมภาพันธ์ และตัวแทนจากรัฐฉิ่นเข้าร่วมเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ และตกลงจัดตั้งสภาสูงสุดแห่งประชาชนชาวเขาเพื่อต่อรองกับฝ่ายพม่า

ตัวแทนฝ่ายพม่านำโดยออง ซานพร้อมกับตัวแทนฝ่านรัฐบาลอังกฤษเข้าร่วมประชุมเมื่อ 10 ก.พ. เพื่อเจรจากับตัวแทนสภาสูงสุดแห่งประชาชนชาวเขาจนเป็นที่มาของการลงนามในสนธิสัญญาเวียงปางหลวงเมื่อ 12 ก.พ. ในที่สุด

คณะกรรมการที่ลงนามในความตกลงเวียงปางหลวง[แก้]

คณะกรรมการที่เข้าร่วมประชุมและลงนามในความตกลงเวียงปางหลวง ฝ่ายต่างๆ ได้แก่ [1]

  • ฝ่ายไทใหญ่ ประกอบด้วย
    • ขุนปานจิ่ว
    • เจ้าคำตึก
    • เจ้าห่มฟ้า
    • เจ้าหนุ่ม
    • เจ้าจ่ามทุน
    • เจ้าทุนเอ
    • ลุงผิ่ว
    • ขุนพง
    • อูติ่นเอ
    • ลุงจาปุ๊
    • อูทุนมิ้น
    • ลุงขุนซอ
    • เจ้าเหยียบฟ้า
    • ลุงขุนที
  • ฝ่ายพม่าได้แก่
    • อองซาน
  • ฝ่ายกะฉิ่น ได้แก่
    • สะมา ดู่หว่า สิ่นหว่าหน่อ
    • เจ้าหรีบ
    • ดิ่น ระต่าว
    • เจ่าหล่า
    • เจ่าหล่วน
    • ละบั่งกร่อง
  • ฝ่ายชิน ได้แก่
    • อูเหล่อมุง ผาลัม
    • อูต่อง จ่าคับ ตีติ่ม
    • อูแก้งมัง ฮักก่า

สาระสำคัญของความตกลง[แก้]

  1. ตัวแทนของชาวเขา จะได้รับการแต่งตั้ง เป็นที่ปรึกษาข้าหลวงเกี่ยวกับพื้นที่ของรัฐชายแดน
  2. สมาชิกสภาสูงสุดแห่งประชาชนชาวเขา ต้องทำงานร่วมกับคณะกรรมการบริหารเฉพาะด้าน ที่เกี่ยวกับการป้องกันประเทศและกิจการต่างประเทศ
  3. ที่ปรึกษาข้าหลวงและผู้ช่วยที่ปรึกษา มีหน้าที่รับผิดชอบดินแดนของตนเอง
  4. กำหนดรายละเอียดในการตั้งรัฐกะฉิ่น
  5. ประชากรในรัฐชายแดนมีสิทธิเท่ากับประชากรในประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ
  6. การดำเนินงานตามสนธิสัญญาต้องไม่ละเมิดสิทธิทางการคลังของรัฐฉาน รัฐชิน และ รัฐกะฉิ่น

การร่างรัฐธรรมนูญและสิทธิถอนตัว[แก้]

สภาร่างรัฐธรรมนูญเริ่มประชุมที่ย่างกุ้งระหว่าง 10 มิ.ย. - 24 ก.ย. พ.ศ. 2490 ตัวแทนจากรัฐต่างๆแสดงความต้องการให้จัดตั้งสหพันธรัฐอย่างแท้จริง แต่ระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มีมือปืนบุกเข้ามายิงอองซานและที่ปรึกษาคนอื่นเสียชีวิต เมื่อ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 ทำให้การร่างรัฐธรรมนูญเปลี่ยนทิศทางไป

เมื่ออองซานเสียชีวิต อูนุขึ้นมาเป็นผุ้นำแทน สิทธิในการถอนตัวได้ถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญตามสนธิสัญญาเพื่อลดแรงกดดันจากกลุ่มรัฐชายแดน โดยระบุเงื่อนไขดังนี้

  1. ต้องผ่านไป 10 ปีจึงถอนตัวได้
  2. ต้องได้เสียง 2 ใน 3 ของสภาแห่งรัฐ
  3. ผู้นำของรัฐต้องแจ้งให้ผู้นำของสหภาพทราบเพื่อดำเนินการลงประชามติ

ในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญมีเพียงรัฐฉานกับรัฐกะยาเท่านั้นที่มีสิทธิถอนตัว รัฐกะฉิ่นกับรัฐกะเหรี่ยงปฏิเสธการเข้าร่วมแต่แรกส่วนรัฐชินถูกกำหนดให้เป็นเขตปกครองพิเศษจึงไม่มีสถานะเป็นรัฐตามรัฐธรรมนูญนี้

ผลที่เกิดขึ้นจริง[แก้]

ก่อนที่รัฐฉานจะใช้สิทธิถอนตัวตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญเมื่อ เดือนมกราคม พ.ศ. 2501 ฝ่ายพม่าส่งกำลังทหารเข้ามาแทรกซึมเพื่อให้เกิดความแตกแยกในรัฐฉาน เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2505 ฝ่ายรัฐฉานพยายามเรียกร้องสิทธิให้เท่าเทียมกับพม่าในสหภาพและเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่นายพลเน วินก่อรัฐประหารขึ้นเสียก่อนเมื่อ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2508 และได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ จับผู้นำชนกลุ่มน้อยเข้าที่คุมขัง สิทธิในการถอนตัวจึงถูกระงับไปโดยปริยาย

อ้างอิง[แก้]

  1. พรพิมล ตรีโชติ. ชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลพม่า. กทม. สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย. 2542. หน้า 252-253
  • อัคนี มูลเมฆ. รัฐฉาน:ประวัติศาสตร์และการปฏิวัติ.มติชน. 2548

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]