คริสเตียน เดอะ ไลออน
คริสเตียน เป็นสิงโตที่แต่เดิมทีถูกซื้อมาจากห้างสรรพสินค้าแฮรอดในลอนดอนในพ.ศ. 2512 โดยชาวออสเตรเลียนาม จอห์น เรนเดล (John Rendall) และแอนโทนี เอซ โบร์วเก (Anthnoy 'Ace' Bourke) และถูกปล่อยคืนสู่ป่าโดยนักชีววิทยาการอนุรักษ์ จอร์จ แอดัมสัน หนึ่งปีถัดมาหลังจากคริสเตียนถูกปล่อยสู่ป่า เจ้าของเดิมของมันตัดสินใจกลับไปเยี่ยมมันในแอฟริกาเพื่อดูว่ามันยังจำพวกเขาได้หรือไม่ คริสเตียนสามารถจำเจ้าของเก่าของมันได้และสิงโตตัวอื่นในฝูงเองก็เป็นมิตรกับเจ้าของเดิมของมันด้วย[1]
เนื้อหา |
[แก้] การย้ายที่
| Christian with London owners John Rendall and Anthony Bourke | |
| Christian with George Adamson at Kora National Reserve. | |
เรนเดล และ โบร์วเก และแฟนของพวกเขา เจนนิเฟอร์ แมรี เทยเลอร์ และ ยูนิตี โจนส์ ดูแลสิงโตตัวหนึ่งขณะที่อาศัยอยู่ในลอนดอนจนกระทั่งมันมีอายุได้ 1ปี คริสเตียนตัวโตขึ้นมากและเพิ่มค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูมันมากขึ้นทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถเลี้ยงมันได้อีกต่อไป[1] เมื่อบิล ทราเวอส์ และเวอร์จิเนีย แม็คเคนยา นักแสดงจากเรื่องบอร์นฟรี (Born Free) พบเรนเดล, โบร์วเก และคริสเตรียนที่ร้านขายเครื่องใช้ตกแต่งบ้านของทั้งสอง เรนเดล และ โบร์วเก นักแสดงทั้งสองแนะนำให้พวกเขาขอความช่วยเหลือจากจอร์จ แอดัมสัน นักพิทักษ์ในเคนยา แอดัมสันและจอย ภริยาของเขาเป็นศูนย์กลางในภาพยนตร์เรื่อง บอร์น ฟรี และแอดัมสันก็ตกลงช่วยเหลือพวกเขาด้วยการฝึกให้คริสเตียนสามารถกลับไปใช้ชีวิตในธรรมชาติได้อีกครั้งในป่าสงวนโคราในเคนยา เวอร์จิเนีย แม็คเคนยาแต่งหนังสือชื่อ The Life in My Years ออกตีพิมพ์เดือนมีนาคม พ.ศ. 2552
แอดัมสันแนะนำคริสเตียนให้สิงโตที่อายุมากกว่าชื่อ บอย ซึ่งเป็นตัวแสดงในภาพยนตร์เรื่อง บอร์นฟรี และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง เดอะ ไลออน อาร์ ฟรี (The Lion Are Free) และคริสทีนา ลูกสิงโตเพศเมียเพื่อสร้างฝูงสิงโตกลุ่มใหม่ ฝูงสิงโตฝูงนี้เผชิญเหตุการณ์มากมาย คริสทีนาถูกกินโดยจระเข้ในหลุมน้ำ, สิงโตตัวเมียในฝูงตัวหนึ่งถูกสิงโตฝูงอื่นฆ่าตาย บอยได้รับบาดเจ็บหลายครั้ง และสูญเสียความสามารถในการเข้าสังคมกับสิงโตอื่นและมนุษย์ สุดท้าย แอดัมสันตัดสินใจยิงบอยตายเนื่องจากมันบาดเจ็บปางตายเนื่องจากถูกมนุษย์ยิง จากเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้คริสเตียนกลายเป็นผู้รอดชีวิตหนึ่งเดียวจากฝูงดั้งเดิม
หลังจากผ่านไป 1ปีหลังจากที่แอดัมสันติดตามดูแลฝูงสิงโตมาตลอด ฝูงสิงโตฝูงนี้ก็สามารถในบริเวณโครา โดยมีคริสเตียนเป็นหัวหน้าฝูงแทนที่บอยที่ตายไป[2]
[แก้] การพบกันอีกครั้ง
[แก้] พบกับเรนเดลและโบร์วเกใน พ.ศ. 2515
เมื่อเรนเดลและโบร์วได้รับข่าวความสำเร็จในการคืนสู่ป่าของคริสเตียนจากแอดัมสัน (ถูกรายงานโดยหนังสือพิมพ์ในพ.ศ. 2514 และโดยแอดัมสันในปีถัดมา[3]) พวกเขาจึงเดินทางไปเคนยาเพื่อเยี่ยมคริสเตียนและถ่ายทำสารคดี คริสเตียน เดอะ ไลออน แอท เวิร์ลด์ส เอ็น (Christian, The Lion at World's End) ในสารคดีนี้ แอดัมสันเตือนทั้งคู่ว่าคริสเตียนอาจจะจำพวกเขาทั้งสองไม่ได้ ในภาพยนตร์นี้ คริสเตียนย่างก้าวเข้ามาด้วยความระมัดระวัง จากนั้นเริ่มเร่งความเร็วเขุ้าหาทั้งสองอย่างนุ่มนวล ยืนขึ้นด้วยขาหลัง และสองขาหน้าเกาะบ่าทั้งสองเอาไว้ และคลอเคลียหน้าพวกเขา ในภาพยนตร์ สิงโตตัวเมีย โมนา และลิซา และลูกสิงโต ชื่อซูเปอร์คลับ เข้ามาต้อนรับทั้งคู่ด้วย[4]
การพบกันครั้งนี้ได้รับการเผยแพร่อย่างแพร่หลาย และได้รับความสนใจจากทั่วโลกมามากกว่า 30ปีหลังจากการพบกัน ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 มีรายงานว่าฉากการพบกันนี้ได้ถูกทำออกมาอีกหลายรุ่นและถูกรับชมนับล้านครั้ง[5] มีหลายแหล่งข่าวคอยสอบถามความรู้สึกของเรนเลดและโบร์วเกี่ยวกับเหตุการณ์รอบๆตัวพวกเขาและคริสเตียน[6]
[แก้] พบกับเรนเดลใน พ.ศ. 2516
เรนเดลตัดสินใจไปหาคริสเตียนอีกครั้งโดยไม่มีการบันทึกเทป (รางงานในหนังสือพิมพ์บางฉบับว่าเกิดในปี พ.ศ. 2517 และแอดัมสันกล่าวว่าเกิดในปี พ.ศ. 2516) [7]) การพบกันครั้งนี้โบร์วไม่ได้มาด้วย ณ เวลานี้ คริสเตียนประสบความสำเร็จในการปกป้องฝูงตัวเองได้, มีลูกของตัวเอง และสามารถขยายขนาดฝูงได้เป็นเท่าตัวเทียบกับการพบกันเมื่อครั้งก่อน[8] แอดัมสันเตือนเรนเดลว่าการเดินทางครั้งนี้อาจจะสูญเปล่าเนื่องจากเขา (แอดัมสัน) ไม่ได้พบฝูงคริสเตียนถึงเก้าเดือน อย่างไรก็ตาม ฝูงของคริสเตียนเดินทางมาถึงที่พักของแอดัมสันหนึ่งวันก่อนการมาถึงของพวกเขา
เรนเดลบรรยายการพบกันครั้งนี้ว่า [1]
|
การพบกันครั้งที่สองยาวนานไปจนถึงรุ่งเช้า และนี่ก็เป็นครั้งสุดท้ายที่มีการพบเห็นคริสเตียน เรนเดลกล่าว[1]
จอร์จ แอดัมสันนับวันตั้งแต่การพบกันครั้งสุดท้ายในฤดูใบไม้ผลิ พ.ศ. 2516 และเขาเขียนเอาไว้ในหนังสือของเขา มาย ไพรด์ แอนด์ จอย (My Pride And Joy) ว่าหลังจาก 97 วันเขาก็เลิกนับ[7]
[แก้] อ้างอิง
- ^ 1.0 1.1 1.2 1.3 Victoria Moore (2007). "Christian, the lion who lived in my London living room". The Daily Mail. http://www.dailymail.co.uk/femail/article-452820/Christian-lion-lived-London-living-room.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2008-12-05.
- ^ [Documentary, Christian: The Lion at the End of the World]
- ^ George Adamson, My Pride and Joy, caption to hugging reunion picture, page 224
- ^ Born Free Foundation (2008-07-28). "Christian the lion - Full ending". http://www.youtube.com/watch?v=cvCjyWp3rEk&fmt=18. เรียกข้อมูลเมื่อ 2008-12-26.
- ^ "Christian the Lion - the full story (in HQ)". 2008-06-28. http://www.youtube.com/watch?v=adYbFQFXG0U&fmt=18. เรียกข้อมูลเมื่อ 2008-12-26.
- ^ Mike Celizic (2008). "Man in ‘hugging’ lion video reveals its secrets". MSNBC. http://www.msnbc.msn.com/id/25797678/. เรียกข้อมูลเมื่อ 2008-12-05.
- ^ 7.0 7.1 Adamson, My Pride and Joy, chapter 12 (1971-1973) , page 231
- ^ Mike Celizic (2008). ‘Hugging’ lion’s ex-owners reflect on his legacy. MSNBC. เรียกข้อมูลเมื่อ 2008-12-05
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
- A Lion Called Christian (ภาษาอังกฤษ)
- George Adamson Wildlife Preservation Trust (ภาษาอังกฤษ)
- "Christian the lion - Full ending" version uploaded by Born Free Foundation (ภาษาอังกฤษ)
- "A Lion Called Christian - The Final Farewell" (ภาษาอังกฤษ)
- Christian the Lion and his family (ภาษาอังกฤษ)
- Christian the Lion - A true story (ภาษาอังกฤษ)
- Complete Video Record of Christian, with Documentary and Interviews of Bourke and Rendall (ภาษาอังกฤษ)
- Snopes.com page on Christian the Lion (ภาษาอังกฤษ)
- Born Free Foundation website, with the uncut ending of the documentary reunion (ภาษาอังกฤษ)
- “คริสเตียน เดอะ ไลออน” ราชสีห์ใหญ่ในห้องนั่งเล่น