คนโด อิซะมิ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
คนโด อิซะมิ

คนโด อิซะมิ (ญี่ปุ่น: 近藤勇 Kondō Isami ? 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1834 - 17 พฤษภาคม ค.ศ. 1868) เป็นซามูไรและข้าราชการชาวญี่ปุ่นในช่วงปลายยุคเอโดะ มีชื่อเสียงในฐานะของหัวหน้ากลุ่มซามูไรชินเซ็งงุมิ ซึ่งเป็นกลุ่มซามูไรหัวรุนแรงที่จงรักภักดีต่อรัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะ

ภูมิหลัง[แก้]

รูปปั้นครึ่งตัวของคนโด อิซะมิ ในสวนของวัดมิบุเดะระ นครเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น

คนโด อิซะมิ มีชื่อจริงเมื่อแรกเกิดว่า "คัตสึโงะโร" เป็นบุตรของมิยะงะวะ ฮิซะจิโร[1] ชาวนาผู้มีถิ่นฐานอยู่ในหมู่บ้านคะมิ-อิชิฮะระ ในแคว้นมุซะชิ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในพื้นที่เมืองโจฟุ จังหวัดโตเกียว[2] เขามีพี่ชายอยู่ 2 คน คนโตชื่อโอะโทะจิโร (音次郎; ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโอโทะโงะโร 音五郎) คนรองชื่อคุเมะโซ (粂蔵; ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโซเบ 惣兵衛)[3] คัตสึโงโรเริ่มฝึกหัดวิชาดาบที่โรงฝึกชิเอคัง ซึ่งเป็นโรงฝึกหลักของเพลงดาบสายเท็นเน็นริชินรีว เมื่อ ค.ศ. 1848[4]

ในวัยหนุ่มนั้นคัตสึโงะโรถูกกล่าวขวัญถึงจากความเป็นผู้รักการอ่าน เขาชอบอ่านเรื่องโรนินทั้งสี่สิบเจ็ดและพงศาวดารจีนเรื่องสามก๊กมากเป็นพิเศษ[5] ชื่อเสียงของคัตสึโงะโรเป็นที่กล่าวขวัญอย่างยิ่งจากความเป็นผู้คงแก่เรียน ความสามารถในการกำราบโจรที่พยายามเข้ามาปล้นบ้านของครอบครัวเขา และการได้รับความดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากคนโด ชูสุเกะ ผู้สืบทอดเพลงดาบเท็นเน็นริชินรีวรุ่นที่ 3[6] ชูสุเกไม่รอช้าที่จะรับเด็กหนุ่มคัตสึโงะโรเป็นลูกบุญธรรมในปี ค.ศ. 1849 และได้เปลี่ยนชื่อของเด็กหนุ่มคนนั้นเป็น "ชิมะซะคิ คัตสึตะ" (島崎勝太)[7] ตามบันทึกของอดีตศาลเจ้าโงะซุ-เท็นโนะฉะ (牛頭天王社 - ปัจจุบันเรียกว่า ศาลเจ้าฮิโนะยะซะกะ 日野八坂神社) ชื่อของคัตสึตะได้ถูกบันทึกไว้ด้วยชื่อเต็มและชื่อเรียกทั่วไปว่า "ชิมะซะคิ อิซะมิ ฟุจิวะระ (โนะ) โยะชิทะเคะ" เอกสารดังกล่าวบันทึกในปี ค.ศ. 1858 จึงกล่าวได้ว่าคัตสึตะมีชื่อว่าอิซะมิอย่างน้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1858[8]

อิซะมิแต่งงานกับโอสึเนะผู้เป็นภรรยาเมื่อ ค.ศ. 1860[9] การแต่งงานดังกล่าวสร้างประโยชน์ให้แก่คนโดอย่างยิ่ง เนื่องจากโอสึเนะนั้นเป็นบุตรสาวของมัตซุย ยะโซะโงะโร (松井八十五郎) หนึ่งในซามูไรผู้ขึ้นตรงต่อตระกูลชิมิซะ-โทะคุงะวะ [10] ต่อมาในวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1861[11] อิซะมิได้รับสืบทอดตำแหน่งผู้สืบทอด (宗家四代目 "โซเคะ โนะ ยนได") เพลงดาบเท็นเน็นริชินรีว รุ่นที่ 4 ได้รับนาม "คนโด อิซะมิ" อย่างเป็นทางการ และได้เป็นผู้ดูแลโรงฝึกดาบชิเอคัง[12] ในปีต่อมาคนโดก็ได้บุตรสาวชื่อ "ทะมะโกะ" (1862–1886) [13] เขามีหลานตาในภายหลังเพียงคนเดียวชื่อ "คนโด ฮิสะทะโร" ซึ่งได้เสียชีวิตในการรบระหว่างสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น[14]

เสื้อเกราะอ่อนซึ่งคนโดเคยใช้ใส่ป้องกันตนเอง

กล่าวกันว่าคนโดมีดาบคะตะนะประจำกายชื่อว่า "โคะเท็ตสึ" (虎徹) ซึ่งตีขึ้นโดยนะงะโซะเนะ โคะเท็ตสึ ช่างตีดาบผู้มีชื่อเสียงในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 อย่างไรก็ตาม ฐานะความเป็นเจ้าของดาบโคะเท็ตสึเล่มนั้นของคนโดยังคงเป็นที่ถกเถียงอย่างมาก กล่าวตามปึกเอกสารเกี่ยวกับช่างทำดาบโคเท็ตสึของยะสุ คิซึ ดาบของคนโดนั้นแท้จริงแล้วอาจตีขึ้นโดยมินะโมะโตะ โนะ คิโยมะโระ ช่างดาบผู้มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยเดียวกับคนโด[15]

แม้ว่าคนโดจะไม่เคยทำงานใดๆ ให้แก่รัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะเลย ก่อนที่เขาจะก่อตั้งกลุ่มชินเซ็นงุมิขึ้น แต่ครั้งหนึ่งคนโดก็เคยได้รับการเสนอชื่อให้เป็นครูฝึกอยู่ในสถาบันโคะบุโชะในปี ค.ศ. 1862 [16] สถาบันโคะบุโชะแห่งนี้เป็นโรงเรียนฝึกหัดวิชาการทหารโดยเฉพาะ สำหรับฝึกหัดการทหารในขั้นต้นแก่บรรดาผู้จงรักภักดีต่อโชกุน รัฐบาลโชกุนได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1855 เพื่อปฏิรูปการทหารหลังจากการมาเยือนญี่ปุ่นครั้งแรกของนายพลเรือเพอร์รีด้วยเรือดำ[17]

ยุคชินเซ็นงุมิ[แก้]

ในปี ค.ศ. 1863 รัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะได้รวบรวมกลุ่มโรนินหรือซามูไรไร้นายขึ้นเป็นองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อเป็นหน่วยคุ้มกันโชกุนโทะกุงะวะ อิเอโมจิ ในช่วงที่พำนักในนครหลวงเกียวโต[18] คอนโดได้เข้าร่วมในองค์กรนี้ภายใต้ชื่อกลุ่ม "โรชิงุมิ" พร้อมกับฮิจิคะตะ โทะชิโซ ผู้เป็นเพื่อนสนิท และเหล่าสมาชิกของสำนักดาบชิเอคังอีกหลายคน คือ ยะมะนะมิ เคสุเกะ, โอะคิตะ โซจิ, ฮะระดะ ซะโนะสุเกะ, นะงะคุระ ชิมปะจิ, โทโด เฮสุเกะ, และอิโนะอุเอะ เก็มซะบุโร ภายหลังเมื่อคิโยะคะวะ ฮะจิโร ผู้นำกลุ่มโรชิงุมิโดยพฤตินัย ได้เปิดเผยเป้าประสงค์ที่แท้จริงว่าต้องการรวบรวมผู้คนเป็นกำลังสนับสนุนพระจักรพรรดิ คนโด, ฮิจิคะตะ, เซริซะวะ คะโม (อดีตผู้ติดตามของเจ้าแคว้นมิโตะ), และผู้คนอีกจำนวนไม่มาก จึงอยู่ที่เกียวโตและตั้งกลุ่มของตนเองแทนในชื่อกลุ่ม "มิบุโรชิงุมิ"[19] ซึ่งรับคำสั่งโดยตรงในการปฏิบัติงานจากรัฐบาลโชกุน[20] โดยมีมัตซึไดระ คะตะโมะริ ไดเมียวแห่งแคว้นไอสึ เป็นผู้ควบคุมดูแลบุคคลเหล่านี้ กลุ่มมิบุโรชิงุมิได้รับหน้าที่ให้เป็นตำรวจพิเศษรักษาพระนครเกียวโต[21]

ในเหตุการณ์ "คินมง โนะ เซเฮ็ง" หรือการรัฐประหารในวันที่ 18 สิงหาคมของปีนั้น กลุ่มของคอนโดได้รับการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "ชินเซ็งงุมิ"[22] และเป็นที่รู้จักทั่วไปจากการเข้าทำการจับกุมกลุ่มผู้ขับไล่ชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่งในเดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติ ค.ศ. 1864 ซึ่งคดีดังกล่าวถูกเรียกขานในชื่อ "คดีร้านอิเคะดะ" (อิเคะยะดะจิเค็น) [23]

วันที่ 10 เดือน 7 ทางจันทรคติ ค.ศ. 1867[24] คนโดพร้อมด้วยสมาชิกกลุ่มชินเซ็งงุมิทั้งหมด ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นฮะตะโมะโตะ หรือซามูไรที่ขึ้นตรงต่อโชกุน[25]

สงครามโบะชิงและมรณกรรม[แก้]

รูปหินแกะสลักของคนโด อิซะมิ ในที่ตั้งของสมรภูมิแห่งยุทธการคัตซึนุมะ
ภาพศีรษะของคนโด อิซะมิ หลังถูกประหารชีวิต ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นช่วง ค.ศ. 1868

หลังสิ้นสุดยุทธการโทะบะ-ฟุชิมิในเดือนมกราคม ค.ศ. 1868 คนโดได้กลับมาที่นครเอโดะ และได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "วะคะโดะชิโยริ" (ตำแหน่งนี้อาจแปลความหมายได้ว่า "ผู้อาวุโสชั้นผู้น้อย" - "Junior Elders) อันก่อให้เกิดความแตกแยกภายในการบริหารงานของรัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะอย่างรวดเร็ว[26] กองกำลังของเขาได้ทำการสู้รบกับกองกำลังที่ถูกส่งมาจากราชสำนักของพระจักรพรรดิอีกหลายครั้ง แต่กลับประสบความพ่ายแพ้ในหลายสมรภูมิ ทั้งในการรบที่เมืองคัตซึนุมะ และที่เมืองนะงะเระยะมะ คนโดถูกกองทัพฝ่ายในพระนามจักรพรรดิเมจิจับเป็นเชลย และได้ถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะในวันที่ 17 เดือน 5 ตามจันทรคติ ปี ค.ศ. 1868[27]

ตามบันทึกของทะนิ ทะเทะคิ คนโดถูกไต่สวนถึงคดีการลอบสังหารซะกะโมะโตะ เรียวมะ ซามูไรชาวแคว้นโทะสะผู้มีบทบาทในการเจรจาให้ฝ่ายโชกุนยอมถวายอำนาจคืนแก่พระจักรพรรดิ แต่คอนโดปฏิเสธความเกี่ยวข้องของตนเองและชินเซ็งงุมิในคดีนี้ ก่อนที่จะถูกประหารชีวิตจากคดีดังกล่าวในที่สุด แม้หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1870 อิมะอิ โนะบุโอะ อดีตสมาชิกกลุ่มมิมิวะริงุมิ จะสารภาพว่าตนเป็นผู้ก่อคดีลอบสังหารซะกะโมะโตะ เรียวมะ แต่ทะนิก็ค้านว่าคนโดไม่ได้ถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ ในคดีนี้ จะอย่างไรก็ดี แม้จะมีการสันนิษฐานจากหลากหลายทฤษฎีอันเป็นที่ยอมรับ แต่การจะหาว่าใครเป็นผู้บงการตัวจริงในคดีนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่ลึกลับและยังไม่มีข้อสรุปมาจนถึงทุกวันนี้

สุสานของคนโดปรากฏอยู่หลายแห่ง โดยมากเชื่อว่าสุสานแห่งแรกของคนโดถูกสร้างขึ้นที่วัดเท็นเนจิ (天寧寺) ในแคว้นไอสึ โดยฮิจิคะตะ โทะชิโซ[28] กล่าวกันว่าฮิจะคะตะซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากการบาดเจ็บที่เท้าในยุทธการอุซึโนะมิยะ เป็นผู้ให้คำแนะนำปรึกษาโดยส่วนตัวในการเตรียมการและจัดสร้างสถานที่แห่งนี้[28] ส่วนนาม "คังเท็นอินเด็นจุนจูเซงิไดโคจิ" (貫天院殿純忠誠義大居士) ซึ่งเป็นนามหลังเสียชีวิตของคนโด เชื่อว่าตั้งให้โดยมัตสึไดระ คะตะโมะริ[28]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. Ōishi Manabu 大石学, Shinsengumi: saigo no bushi no jitsuzō 新選組: 最後の武士の実像. (Tokyo: Chuōkōron-shinsha, 2004), p. 21
  2. Kojima Masataka 小島政孝. Shinsengumi yowa 新選組余話. (Tokyo: Kojima-Shiryōkan 小島資料館, 1991), p.10
  3. Ōishi, p. 22
  4. Shinsengumi dai zenshi 新選組大全史. (Tokyo; Shin Jinbutsu Oraisha, 2003) p.27; Ōishi, p. 22.
  5. Kojima, p.14
  6. Shinsengumi dai zenshi, p.27
  7. Kojima, p.95-96.
  8. Ōishi, p. 22.
  9. Shinsengumi dai zenshi, p.35
  10. Ōishi, p. 24.
  11. ตรงกับวันที่ 27 เดือน 8 ศักราชบุงคีว ปีที่ 1 เมื่อนับตามปฏิทินจันทรคติของญี่ปุ่น ดูที่ Ōishi, p. 24.
  12. Shinsengumi dai zenshi, p.27; Ōishi, p. 24.
  13. Shinsengumi dai zenshi, p.36; Ōishi, p. 24.
  14. Romulus Hillsborough. Shinsengumi: The Shogun's Last Samurai Corps. (North Clarendon: Tuttle Publishing, 2005), p. 183
  15. Yasu Kizu, Swordsmith Nagasone Kotetsu Okisato (Hollywood: W.M. Hawley Publications, 1990), p. 9
  16. "Kondō Hijikata to Okita no Shinsengumi" 近藤・土方・沖田の新選組. Rekishi Dokuhon, December 2004, p.62.
  17. G. Cameron Hurst III. Armed martial arts of Japan. (New Haven: Yale University Press, 1998), pp. 148-152.
  18. Shinsengumi dai zenshi, p.38
  19. Kojima, p. 39-40
  20. Yamakawa Hiroshi 山川浩. Kyōto Shugoshoku Shimatsu 京都守護職始末. ed. Tōyama Shigeki (Tokyo: Heibonsha, 1966), p. 87
  21. Shinsengumi dai zenshi, p.45
  22. Shinsengumi dai zenshi, p.52-53
  23. Shinsengumi dai zenshi, p.56-59
  24. June 10, 1867 by the lunar calendar. See Ōishi, p. 160.
  25. Ōishi, p. 160.
  26. 近藤勇 KONDO
  27. Kojima, p.91
  28. 28.0 28.1 28.2 天寧寺「近藤勇の墓」

อ้างอิง[แก้]

  • Hurst, G. Cameron III. Armed martial arts of Japan. New Haven: Yale University Press, 1998.
  • Kikuchi Akira 菊池明. Shinsengumi 101 no Nazo 新選

組101の謎. Tokyo: Shin Jinbutsu Oraisha, 2000.

  • Kojima Masataka 小島政孝. Shinsengumi yowa 新選組余話. Tokyo: Kojima-Shiryōkan 小島資料館, 1991
  • Ōishi Manabu 大石学. Shinsengumi: saigo no bushi no jitsuzō 新選組: 最後の武士の実像. Tokyo: Chūōkōron-shinsha, 2004.
  • Yasu Kizu. Swordsmith Nagasone Kotetsu Okisato. Hollywood: W.M. Hawley Publications, 1990.
  • "Kondō Hijikata to Okita no Shinsengumi" 近藤・土方・沖田の新選組. Rekishi Dokuhon, December 2004.
  • Shinsengumi dai zenshi 新選組大全史. Tokyo; Shin Jinbutsu Oraisha, 2003. ISBN 4404030657
  • Shinsengumi Jiten 新選組事典. Tokyo: Shin Jinbutsu Oraisha, 1978.