ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (อังกฤษ: North American Free Trade Agreement) หรือเรียกคำย่อว่า นาฟตา (NAFTA) เป็นองค์กรทางเศรษฐกิจในทวีปอเมริกาเหนือ ในการที่จะร่วมมือกันแสวงหาตลาดส่งออกและลดต้นทุนการผลิตสินค้า เพื่อให้มีราคาถูกลง สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้หลังจากที่สหภาพยุโรป ได้แก้ปัญหาภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยการเปิดตลาดเสรีเป็นตลาดเดียวแล้ว ผู้นำแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดาและเม็กซิโกได้จัดประชุมกันเมื่อ พ.ศ. 2535 ที่จะเปิดเสรีทางการค้าระหว่างกันให้เป็นตลาดเดียว และจะลดอัตราภาษีศุลกากรให้เหลือร้อยละ 0 ภายใน 5 ปี โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2537 เป็นต้นไป

วัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง[แก้]

  1. เพื่อแสวงหาตลาดสินค้าส่งออกในภูมิภาคอื่นๆ
  2. เพื่อส่งเสริมการจ้างงาน การเคลื่อนย้ายแรงงาน ที่จะผลิตสินค้าให้ได้ราคาถูกและมีคุณภาพดี
  3. เพื่อส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กให้ขยายตัวและมีประสิทธิภาพสูง

นาฟตา : ตลาดสำคัญของไทย[แก้]

นาฟตา เป็นตลาดสำคัญของไทย ปี 2537 ไทยส่งออกไปนาฟตาประมาณร้อยละ 22.5 ของมูลค่าส่งออกรวม สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปตลาดนาฟต้า เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง อาหารทะเลกระป๋อง แผงวงจรไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ รองเท้าและชิ้นส่วน และเครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ

ผลของข้อตกลงนาฟตาต่อไทย[แก้]

แม้นาฟตาจะมีภาคีสมาชิกเพียงสามประเทศ แต่เป็นกลุ่มที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจการค้าโลก รายได้ประชาชาติของทั้งสามประเทศรวมกันมากกว่า 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีประชากรถึง 370 ล้านคน มูลค่าการค้ารวมกันประมาณ 1,700 พันล้านเหรียญสหรัฐ

         ระยะสั้น ผลกระทบค่อนข้างมีจำกัด ทั้งนี้เนื่องจากเม็กซิโกยังมีปัญหาในเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ฝีมือแรงงานและความพร้อม
          ระยะยาว คาดว่านาฟตาจะส่งผลกระทบต่อไทย โดยเม็กซิโกอาจมีความได้เปรียบสำหรับสินค้าที่มีการแข่งขันกัน เช่น สิ่งทอ อาหารทะเลแช่แข็ง เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารทะเลกระป๋อง ผักและผลไม้

การขยายตัวของการลงทุนของต่างชาติในเม็กซิโก อาจส่งผลให้การลงทุนต่างประเทศในไทยลดลง นอกจากนี้การขยายตัวการลงทุน ทำให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี และเพิ่มคุณภาพให้กับสินค้าของเม็กซิโกด้วย

ทิศทางการปรับตัวของไทย[แก้]

ผลักดันให้โครงการเขตการค้าเสรีอาเซียนมีผลในทางปฏิบัติโดยเร็ว เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

         ขยายการส่งออกไปยังตลาดส่งออกใหม่ๆ โดยเน้นตลาดอินโดจีนซึ่งความต้องการตลาดกำลังขยายตัว ตะวันออกกลางซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง และยุโรปตะวันออกที่มีการปฏิรูปเศรษฐกิจสู่ระบบเสรี
         สนับสนุนให้เอกชนพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานสากล เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต พัฒนาและแสวงหาแหล่งวัตถุดิบ
        สนับสนุนให้เอกชนเข้าไปลงทุนในกลุ่มเศรษฐกิจต่างๆ เช่น ในประเทศเม็กซิโก โดยมีการพิจารณาปัจจัยต่างๆประกอบ เช่น เงินทุน อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ โครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพแรงงาน และการศึกษารายละเอียดเป็นรายอุตสาหกรรม
อ้างอิง[แก้]