ขุนไกรพลพ่าย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ขุนไกรพลพ่าย (/ขุน-ไกรฺ-พน-ละ-พ่าย/) หรือเรียกโดยย่อว่าขุนไกร เป็นชื่อบรรดาศักดิ์ฝ่ายทหารของตัวละครตัวหนึ่งในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ขุนไกรเป็นบิดาของพลายแก้วผู้ต่อมามีบรรดาศักดิ์ว่า "ขุนแผน" และเป็นสามีของนางทองประศรี ขุนไกรต้องโทษประหารชีวิตตั้งแต่บุตรยังเล็ก ๆ

พื้นเพ[แก้]

ขุนไกรเป็นคนบ้านพลับ จังหวัดกาญจนบุรีพบรักกับนางทองประศรีชาวบ้านวัดตะไกร จังหวัดเดียวกัน เขตหมู่บ้านทั้งสองนี้ปัจจุบันจะคงอยู่หรือไม่ไม่อาจทราบได้ ทั้งสองเมื่อสมรสกันแล้วก็พากันไปตั้งครอบครัวใหม่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี มีบุตรด้วยกันเพียงคนเดียวคือพลายแก้ว

ด้านลักษณนิสัยของขุนไกรนั้น เสภาขุนช้างขุนแผนบรรยายว่า

เป็นทหารชาญชัยใจฉกรรจ์      คุมไพร่ทั้งนั้นได้เจ็ดร้อย
อาจองคงกระพันชาตรี      เข้าไหนไม่มีที่จะถอย
รบศึกศัตรูอยู่กับรอย      ถึงมากน้อยทหารไม่หนีมา
กรมการเมืองสุพรรณสั่นหัว      เข็ดขามคร้ามกลัวใครไม่ฝ่า
โปรดปรานเป็นทหารอยุธยา      มีสง่าอยู่ในเมืองสุพรรณ

ส่วนด้านเศรษฐกิจนั้น ขุนไกรเป็นข้าราชการที่มีฐานะมั่งมีพอสมควร โดยศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช อธิบายว่า[1]

ครอบครัวของขุนแผน ขุนช้าง และนางพิมนั้นปรากฏว่าเป็นครอบครัวที่มีฐานะดี ร่ำรวย มีทั้งทรัพย์และผู้คนไว้ใช้สอยทุกครอบครัว ที่เป็นเช่นนี้เพราะข้าราชการสมัยนั้นไม่มีกฎบังคับว่าต้องอุทิศเวลาทั้ง 24 ชั่วโมงให้แก่ทางราชการ แต่มีสิทธิที่จะทำมาหากินในทางส่วนตัวได้ จึงสามารถสร้างฐานะของตนให้ดีได้ตาม ๆ กัน

คติที่ว่ามีทางทำมาหากินให้ร่ำรวยได้ในราชการนั้น ถึงในปัจจุบันนี้ก็ดูเหมือนจะยังไม่หมดไป

เชื้อชาติ[แก้]

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช สันนิษฐานว่าขุนไกรมีชาวมอญ โดยให้ข้อสังเกตว่า[2]

สังเกตดูจากคำนำหน้านามที่เรียกผู้ชายในตระกูลของขุนไกรว่า พลาย เช่น พลายแก้ว พลายงาม แล้ว สันนิษฐานว่าขุนไกรจะเป็นมอญหรือเป็นคนมีเชื้อมอญที่อพยพเข้ามาอยู่ในพระราชอาณาจักร คำว่าพลายนั้นเป็นภาษามอญแปลว่าหนุ่มหรือแปลว่าผู้ชายที่แข็งแรง ในภาษาไทยก็ยังใช้ แต่ใช้เรียกช้างตัวผู้ว่าช้างพลาย

นอกจากนี้ ด้วยเหตุที่ขุนไกรเป็นข้าราชการทหารสังกัดกรมอาทมาตซึ่งเป็นกรมของสายลับ มีหน้าที่ไปแฝงตัวสอดแนมอยู่ตามประเทศเพื่อนบ้านของไทยแล้ว ในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวจะใช้คนไทยซึ่งไม่ชำนาญภาษาเพื่อนบ้านและมีความแตกต่างกับคนเหล่านั้นอยู่อักโขก็ไม่เหมาะสม และคนมอญนั้นนอกจากพูดภาษาพม่าได้ดีเป็นภาษาที่สองคนตนแล้วยังมีความเป็นอยู่เฉกเช่นเดียวกับชาวพม่าอีก หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงสันนิษฐานด้วยเหตุข้างต้นว่า ขุนไกรผู้สังกัดกรมดังกล่าวน่าจะมีเชื้อมอญ[3]

ชีวิตราชการ[แก้]

ขุนไกรเป็นข้าราชการทหารสังกัดกรมอาทมาตซึ่งเป็นกรมของสายลัย มีหน้าที่ไปแฝงตัวสอดแนมอยู่ตามประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยขุนไกรมีอำนาจควบคุมทหารเจ็ดร้อยนาย และประจำอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรีนั้นเอง

นอกจากนี้ ในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีมีฝูงควายป่าชุกชุม ซึ่งรัฐบาลไทยสมัยนั้นจัดให้เป็นสัตว์อนุรักษ์พันธุ์ จึงมอบหมายให้ขุนไกรมีหน้าที่อนุรักษ์พันธุ์ควายป่านั้นไว้ด้วย

การถึงแก่กรรม[แก้]

ต่อมาสมเด็จพระพันวษา พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้นเสด็จทอดพระเนตรฝูงควายป่าดังกล่าว ขุนไกรซึ่งคุมกองทหารมากมายจึงมีหน้าที่ถวายอารักขาและต้อนควายป่ามาให้ทอดพระเนตร

ในการออกจากบ้านไปทำหน้าที่ในวันนั้น เหตุที่ดวงขุนไกรถึงฆาต จึงปรากฏเป็นลางร้ายบอกเหตุต่าง ๆ นานาที่บ้านขุนไกร ดังเสภาขุนช้างขุนแผนว่า

ให้มีลางคืนนั้นสนั่นอึง      แมงมุมตีอกผึงหาหยุดไม่
สยอดสยองพองขนทุกคนไป      เย็นยักเยือกจับใจไปทุกยาม

นอกจากนี้ ในคืนที่ขุนไกรอยู่บ้านเป็นครั้งสุดท้าย นางทองประศรียังหลับฝันร้ายว่าฟันร่วงจากปากอีกด้วย ฝันเช่นนี้เชื่อกันว่าเป็นฝันร้ายนักเพราะถ้าใครฝันแล้ว บิดา มารดา สามี หรือภรรยาของผู้ฝันนั้นจะถึงแก่ความตาย หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช อธิบายว่า[4]

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องแปลก ผมเองเป็นคนไม่ค่อยจะเชื่อถือในโชคลางแต่อย่างใดเลย โดยเฉพาะเรื่องฝันนั้นถ้าจะว่าไปก็เกือบฝันไม่เป็น และถ้าเกิดฝันขึ้นแล้วก็มักจะจำไม่ได้เมื่อตื่นขึ้น...แต่ในคืนก่อนที่พ่อผมจะตายนั้น ผมจำได้เป็นแน่นอนว่า ผมฝันว่าฟันผมยุ่ยเป็นแป้งไปทั้งปากจนไม่มีเหลือ พอตื่นขึ้นในรุ่งเช้าวันนั้นอีกไม่กี่ชั่วโมงพ่อผมก็ตาย

วันที่ขุนไกรไปปฏิบัติหน้าที่ ฝูงควายป่าเกิดแตกตื่นเป็นโกลาหลอยู่หน้าที่นั่งและมีที่ท่าว่าจะฝ่าเข้ามาถึงพระที่นั่ง ขุนไกรจึงคว้าหอกไปยืนประจันกับฝูงควายแล้วไล่แทงจนล้มตายสุมกันนับร้อยตัวเพื่อป้องกันพระองค์

ฝ่ายสมเด็จพระพันวษานั้นมีพระราชประสงค์อนุรักษ์ฝูงควายป่านั้นไว้และสนพระราชหฤทัยในความเป็นอยู่ของควายฝูงนี้ยิ่งนักถึงขนาดเสด็จมาทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง แต่เมื่อขุนไกรผู้มีหน้าที่รักษาพันธุ์ควายป่ากลับประหารควายป่าเสียเอง จึงทรงพระโกรธยิ่ง มีรับสั่งให้ประหารชีวิตขุนไกรในทันทีทันใดนั้น แล้วให้นำศพของขุนไกรเสียบขาหย่างถ่างไว้ประจาน กับให้ริบลูกเมีย ข้าทาสบริวาร ตลอดจนทรัพย์สินต่าง ๆ ของขุนไกรเข้าเป็นของหลวงสิ้น

"ขุนไกรนั้นพอได้ยินว่าตนจะถูกประหารชีวิตก็ดูออกจะเสียสติไม่สมกับชายชาติทหารเลย เพราะร้องห่มร้องไห้และพรรณนาไปต่าง ๆ คร่ำครวญ และเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นดินเหมือนคนขาดสติ..."[5] หลวงฤทธานนท์เพื่อนเก่าของขุนไกรซึ่งอยู่ ณ ที่นั้นด้วยจึงเข้ามาปลอบโยนจนขุนไกรได้สติ ยอมให้เพชฌฆาตมัดตัวกับหลักที่จะประหารชีวิตในท่านั่งประนมมือบนพื้นดินอย่างการประหารชีวิตทั่ว ๆ ไป แล้วหลับตานึกในใจว่าขอตายอย่างชายชาติทหาร และชี้นิ้วสั่งให้เพชฌฆาตลงมือได้เลย

ระหว่างนั้น หลวงฤทธานนท์ได้แจ้งข่าวแก่นางทองประศรี นางจึงหอบลูกและเงินอีกสองถูกหลบหนีไปอาศัยกับญาติของสามีที่ตำบลเขาชนไก่ จังหวัดกาญจนบุรี และเริ่มนับหนึ่งตั้งเนื้อตั้งตัวใหม่จนกลับมามั่งคั่งอีกครั้งหนึ่ง

อนุสรณ์สถานถึงขุนไกรพลพ่าย[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. คึกฤทธิ์ ปราโมช. (2539). "ขุนช้างขุนแผน ฉบับอ่านใหม่". คึกฤทธิ์ ปราโมช. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. (อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันเสาร์ที่ 23 ธันวาคม 2538). หน้า 179.
  2. คึกฤทธิ์ ปราโมช. (2539). "ขุนช้างขุนแผน ฉบับอ่านใหม่". คึกฤทธิ์ ปราโมช. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. (อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันเสาร์ที่ 23 ธันวาคม 2538). หน้า 177.
  3. คึกฤทธิ์ ปราโมช. (2539). "ขุนช้างขุนแผน ฉบับอ่านใหม่". คึกฤทธิ์ ปราโมช. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. (อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันเสาร์ที่ 23 ธันวาคม 2538). หน้า 178.
  4. คึกฤทธิ์ ปราโมช. (2539). "ขุนช้างขุนแผน ฉบับอ่านใหม่". คึกฤทธิ์ ปราโมช. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. (อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันเสาร์ที่ 23 ธันวาคม 2538). หน้า 182.
  5. คึกฤทธิ์ ปราโมช. (2539). "ขุนช้างขุนแผน ฉบับอ่านใหม่". คึกฤทธิ์ ปราโมช. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. (อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันเสาร์ที่ 23 ธันวาคม 2538). หน้า 183.

0