การรถไฟแห่งประเทศไทย
| การรถไฟแห่งประเทศไทย | |
|---|---|
| State Railway of Thailand | |
| แผนที่เส้นทางรถไฟในประเทศไทย | |
| ที่ทำการ | |
| 1 แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพ 10330 | |
| ภาพรวม | |
| วันก่อตั้ง | 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2494 |
| งบประมาณ | 14,148 ล้านบาท (พ.ศ. 2555)[1] |
| ผู้บริหาร | สร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์, ประธานกรรมการ ประภัสร์ จงสงวน, ผู้ว่าการ วิโรจน์ เตรียมพงศ์พันธ์, รองผู้ว่าการ ภากรณ์ ตั้งเจตสกาว, รองผู้ว่าการ กมล ตั้งกิจเจริญชัย, รองผู้ว่าการ |
| ต้นสังกัด | กระทรวงคมนาคม |
| เว็บไซต์ | |
| http://www.railway.co.th/ | |
การรถไฟแห่งประเทศไทย (ชื่อย่อ: รฟท.; อังกฤษ: State Railway of Thailand ; SRT) เป็นรัฐวิสาหกิจในกระทรวงคมนาคม ทำหน้าที่ดูแลกิจการด้านรถไฟของประเทศไทย มีทางรถไฟอยู่ภายใต้ขอบเขคดำเนินการทั้งหมด 4,070 กิโลเมตร โดยมากกว่า 3,600 กิโลเมตรสร้างในยุคที่ไทยปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช
รฟท. เป็นรัฐวิสาหกิจของไทยที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนมากที่สุด คือ 7,584 ล้านบาท[2] โดยมีสาเหตุมาจากความบกพร่องในการจัดการบริหารการเดินรถและพื้นที่ในครอบครอง ความเร็วเฉลี่ยของรถไฟไทยอยู่ที่ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
เนื้อหา |
ประวัติ [แก้]
วันที่ 26 มีนาคม เป็น วันสถาปนากิจการรถไฟ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวงพระองค์แรก
เนื่องมาจากนโยบายขยายอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส แผ่มาครอบคลุมบริเวณเหลมอินโดจีน พระองค์ท่านทรงตระหนักถึงความสำคัญของการคมนาคม โดยเส้นทางรถไฟ เพราะการใช้แต่ทางเกวียนและแม่น้ำลำคลองเป็นพื้นนั้น ไม่เพียงพอแก่การบำรุงรักษาพระราชอาณาเขต ราษฎรที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงมีจิตใจโน้มเอียงไปทางประเทศใกล้เคียง สมควรที่จะสร้างทางรถไฟขึ้นในประเทศเพื่อติดต่อกับมณฑลชายแดนก่อนอื่น ทั้งนี้เพื่อสะดวกแก่การปกครอง ตรวจตราป้องกันการรุกรานเป็นการเปิดภูมิประเทศให้ประชาชนพลเมืองเข้าบุกเบิกพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ให้เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ และจะเป็นเส้นทางขนส่งผู้โดยสารและสินค้าไปมาถึงกันได้ง่ายยิ่งขึ้น ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2430 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เซอร์แอนดรู คลาก และบริษัทปันชาร์ด แมกทักการ์ด โลเธอร์ ดำเนินการสำรวจเพื่อ สร้างทางรถไฟจาก กรุงเทพฯ - นครราชสีมา และมีทางแยกตั้งแต่เมืองลพบุรี - เชียงใหม่ สายหนึ่ง จากเมืองอุตรดิตถ์ - ตำบลท่าเดื่อริมฝั่งแม่น้ำโขงสายหนึ่ง และจากเมืองเชียงใหม่ไปยังเชียงราย เชียงแสนหลวงอีกสายหนึ่ง โดยทำการสำรวจให้แล้วเสร็จเป็นตอน ๆ รวม 8 ตอน ในราคาค่าจ้างโดยเฉลี่ยไม่เกินไมล์ละ 100 ปอนด์ ทั้งสองฝ่ายลงนามในสัญญา เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2430
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้กระทรวงโยธาธิการว่าจ้าง มิสเตอร์ จี. มูเร แคมป์เบลล์ สร้างทางรถไฟหลวงจากกรุงเทพ ถึงนครราชสีมา เป็นสายแรก เป็นทางขนาดกว้าง 1.435 เมตร และได้เสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชพิธีกระทำพระฤกษ์ เริ่มการ สร้างทางรถไฟ ณ บริเวณย่านสถานีกรุงเทพ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2434 ซึ่งปัจจุบัน การรถไฟฯได้สร้างอนุสรณ์ปฐมฤกษ์รถไฟหลวงเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกเหตุการณ์สำคัญในอดีต และเพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2534 โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกเสด็จมาทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด
ต่อมา ในสมัยรัฐบาลที่มีจอมพลป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เลขที่ 40 หมวด ก ฉบับพิเศษ ลงในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2494[3] และให้ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ปีเดียวกัน ดังนั้น การรถไฟแห่งประเทศไทย จึงถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจประเภทสาธารณูปโภค สังกัดกระทรวงคมนาคม และให้มีการโอนกิจการ ทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ หน้าที่ต่างๆ รวมไปถึงข้าราชการพลเรือนรัฐพาณิชย์ ลูกจ้าง และสายงานทั้งหมด ของกรมรถไฟไปอยู่ในการดำเนินงานของ การรถไฟแห่งประเทศไทย โดยมี หลวงเสรีเริงฤทธิ์ (จรูญ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์) เป็นผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยคนแรก และเป็นอธิบดีกรมรถไฟคนสุดท้าย
การปรับปรุง [แก้]
หลังจากที่รถไฟไทยได้รับเสียงวิจารณ์ด้านลบอย่างมาก ทั้งในแง่ของการเดินรถช้า อุปกรณ์เก่าและขาดการซ่อมบำรุง จึงมีความพยายามจากหลายภาคส่วนในการปรับปรุงระบบรถไฟหรือแปรรูปเป็นเอกชน แต่หลายๆครั้งก็ถูกคัดค้านโดยสหภาพการรถไฟ
ในปี พ.ศ. 2551 ได้มีการดำเนินการประมูลสร้างรถไฟทางคู่จากฉะเชิงเทราถึงแหลมฉบัง คิดเป็นระยะทาง78กิโลเมตร ตามมาด้วยรถไฟรางคู่จากคลองสิบเก้าถึงชุมทางแก่งคอย และทางคู่ขางนครปฐมถึงหัวหิน ในปี พ.ศ. 2553 โครงการประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกำลังจะเกิดขึ้น ทำให้เกิดโครงการรถไฟรางคู่จากนครราชสีมาถึงสะพานมิตรภาพไทย-ลาว โดยเริ่มจากสถานีรถไฟนครราชสีมาถึงสถานีรถไฟชุมทางถนนจิระ โครงการรถไฟรางคู่มีเป้าหมายสูงสุดที่การปรับปรุงสายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ และสายใต้ รวมเป็นระยะทางทั้งหมด 832 กิโลเมตร[4]
ในปี พ.ศ. 2555 การรถไฟได้ทยอยเปิดประมูลซื้อหัวรถจักรใหม่ 70 คัน และรถโดยสาร 115 คัน คิดเป็นมูลค่ารวม 19,406.4ล้านบาท [5] โดยการโครงการจัดซื้อถูกกระตุ้นจากเหตุรถไฟตกรางต่อเนื่องสามเหตุการณ์ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2554 ถึงต้นปี พ.ศ. 2555
รายนามผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย [แก้]
หน่วยงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยในภูมิภาค [แก้]
การรถไฟแห่งประเทศไทยมีหน่วยการเดินรถไฟกระจายอยู่ทั้ง 4 ภูมิภาคของแต่ละภาคโดยมีทั้งสิ้น 3 เขตลากเลื่อน
- กองลากเลื่อนเขตนครราชสีมา (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
- กองลากเลื่อนเขตอุตรดิตถ์ (ภาคเหนือ)
- กองลากเลื่อนเขตหาดใหญ่ (ภาคใต้)
เส้นทางเดินรถ [แก้]
| ชุมทางและสถานีหลักของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ยกเว้น สายแม่กลอง) | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ปัจจุบันการรถไฟฯ มีระยะทางที่เปิดการเดินรถแล้ว รวมทั้งสิ้น 4,346 กิโลเมตร โดยเป็นทางคู่ช่วง กรุงเทพ - รังสิต ระยะทาง 31 กิโลเมตร และเป็นทางสามช่วง รังสิต - ชุมทางบ้านภาชี ระยะทาง 59 กิโลเมตร โดยมีเส้นทาง ดังนี้
- ทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ถึง (สถานีรถไฟอุบลราชธานี อำเภอวารินชำราบ) จังหวัดอุบลราชธานี ระยะทาง 575 กิโลเมตร และ จังหวัดหนองคาย และต่อจากหนองคายไปยัง สถานีรถไฟท่านาแล้ง (สปป.ลาว) ระยะทาง 627.5 กิโลเมตร
- ทางรถไฟสายเหนือ ถึง สถานีรถไฟเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และ สถานีรถไฟ สวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ระยะทาง 751 กิโลเมตร
- ทางรถไฟสายใต้ เริ่มต้นจากสถานีกรุงเทพ ถึง ( สถานีรถไฟสุไหงโก-ลก อำเภอสุไหงโกลก ) จังหวัดนราธิวาส ระยะทาง 1,159 กิโลเมตร และ สถานีรถไฟปาดังเบซาร์ จังหวัดสงขลา ระยะทาง 974 กิโลเมตร ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับทางรถไฟของ ประเทศมาเลเซีย ไปถึงยัง ประเทศสิงคโปร์ และ สถานีรถไฟกันตัง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ระยะทาง 850 กิโลเมตร และ สถานีรถไฟนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ระยะทาง 816 กิโลเมตร
- ทางรถไฟสายตะวันออก ถึง จังหวัดสระแก้ว ( สถานีรถไฟอรัญประเทศ อำเภออรัญประเทศ ) ระยะทาง 255 กิโลเมตร และ จังหวัดระยอง ที่ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุต สถานีรถไฟมาบตาพุด ระยะทาง 200 กิโลเมตร
- ทางรถไฟสายตะวันตก จาก สถานีธนบุรี ถึง ( อำเภอไทรโยค สถานีรถไฟน้ำตก ) จังหวัดกาญจนบุรี ระยะทาง 194 กิโลเมตร และถึง สถานีรถไฟสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทาง 157 กิโลเมตร
- ทางรถไฟสายแม่กลอง ช่วง สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ - สถานีรถไฟมหาชัย ระยะทาง 31 กิโลเมตร และช่วง สถานีรถไฟบ้านแหลม - สถานีรถไฟแม่กลอง ระยะทาง 34 กิโลเมตร
และการรถไฟฯ ยังได้เปิดเดินเส้นทางรถไฟฟ้าจำนวน 1 เส้นทาง ระยะทาง 28.6 กิโลเมตร โดยให้บริษัท รถไฟฟ้า รฟท. จำกัด (SRT Electrified Train Co., Ltd. หรือ SRTET) ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ก่อตั้งขึ้นโดยได้รับความร่วมมือจาก Deutsche Bahn AG ประเทศเยอรมนี เป็นผู้ดำเนินการในการเดินรถ โดยเส้นทางดังกล่าวคือ รถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
นอกจากนั้นยังมีการสร้างทางอีกหลายเส้นทาง อาทิ สถานีรถไฟชุมทางคลองสิบเก้า - สถานีรถไฟชุมทางบ้านภาชี - สถานีรถไฟชุมทางแก่งคอย - สถานีรถไฟศรีราชา - สถานีรถไฟแหลมฉบัง - สถานีรถไฟชุมทางเขาชีจรรย์ - สถานีรถไฟมาบตาพุด และโครงการรถไฟฟ้าอีกสองเส้นทางคือ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอ่อน (ศาลายา - หัวหมาก) และรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต - มหาชัย) หรือเรียกรวมๆ ได้ว่า โครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง)
นอกจากนี้ยังมีโครงการปรับปรุงรางที่สำคัญมากๆต่อการพัฒนารางคือ ขยาย รางให้เป็นรางคู่เพื่อให้สามารถทำความเร็วได้มากขึ้นลดเวลาการเดินทาง จุโบกี้สินค้าได้มากขึ้น จุผู้โดยสารได้มาก และประหยัดพลังงานมากขึ้นเนื่องจาก การขนส่ง เที่ยวหนึ่ง สามารถจุคนสินค้าได้มากกว่ารถยนต์ ซึ่งโครงการนี้จะเป็นการพัฒนาปรับปรุงการขนส่งทางรางให้มีประสิทธิภาพและดีขึ้นซึ่งปัจจุบันรางเดี่ยวไม่เหมาะที่จะขนส่งอีกต่อไป ซึ่งรางเดี่ยวจะเสียต้นทุนมาก โครงการที่สำคัญๆ ที่จะสร้าง คือ ชุมทางสระบุรีไป ปากนำโพ 118กม นครปฐมไปหัวหิน 165 กม มาบกะเบา ไป ชุมทางจิระ132 กม และ จิระไปขอนแก่น 185กม ประจวบ คีรีขันธ์ไปชุมพร 167กม โครงการเฟสแรกรวม 767 กม
ประเภทขบวนรถไฟ [แก้]
รถโดยสาร [แก้]
รถด่วนพิเศษ [แก้]
ขบวนรถด่วนพิเศษ (Special Express) เป็นขบวนรถที่จัดเดินระยะทางไกล หยุดสถานีที่สำคัญ ๆ เท่านั้น ปัจจุบันมีชนิดรถให้บริการ ดังนี้
- รถโบกี้นั่งและนอนชั้นที่ 1 ปรับอากาศ (บนอ.ป.)
- รถโบกี้นั่งและนอนชั้นที่ 2 ปรับอากาศ (บนท.ป.)
- รถโบกี้นั่งและนอนชั้นที่ 2 ปรับอากาศJR-West(บนท.ป.JR-West) (เฉพาะขบวนที่ 13/14)
- รถโบกี้นั่งชั้นที่ 2 (บชท.) (เฉพาะขบวนที่ 37/38)
- รถโบกี้นั่งชั้นที่ 3 (บชส.) (เฉพาะขบวนที่ 37/38)
- รถกำลังดีเซลรางปรับอากาศไม่มีห้องขับ (กซม.ป.) (ในขบวนที่ 3/4 9/10 11/12 21/22 39/40 41/42 43/44)
- รถกำลังดีเซลรางปรับอากาศมีห้องขับ (กซข.ป.)
รถด่วน [แก้]
ขบวนรถด่วน (Express) เป็นขบวนรถที่จัดเดินระยะทางไกล หยุดสถานีที่สำคัญ ๆ เท่านั้น แต่มีการให้บริการของชนิดรถพ่วงมากกว่าขบวนรถด่วนพิเศษ แบ่งชนิดรถที่ให้บริการ ดังนี้
- รถโบกี้นั่งและนอนชั้นที่ 1 ปรับอากาศ (บนอ.ป.) (ยกเว้นขบวนที่ 51/52)
- รถโบกี้นั่งและนอนชั้นที่ 2 ปรับอากาศ (บนท.ป.)
- รถโบกี้นั่งและนอนชั้นที่ 2 (บนท.)
- รถโบกี้ชั้นที่ 2 ปรับอากาศ (บชท.ป.) (เฉพาะขบวนที่ 51/52)
- รถโบกี้ชั้นที่ 2 (บชท.)
- รถโบกี้ชั้นที่ 3 (บชส.ป.)
- รถโบกี้ชั้นที่ 3 (บชส.)
- รถกำลังดีเซลรางปรับอากาศมีห้องขับ (กซข.ป.)
- รถกำลังดีเซลรางปรับอากาศไม่มีห้องขับ (กซม.ป.) (เฉพาะขบวนรถด่วนสายอีสานขบวนที่ 71/74 73/72 77/76 75/78)
- รถกำลังดีเซลรางมีห้องขับ (กซข.) (เฉพาะขบวนรถด่วนสายอีสานขบวนที่ 71/74 73/72 77/76 75/78)
รถเร็ว [แก้]
ขบวนรถเร็ว (Rapid) เป็นขบวนรถที่จัดเดินระยะทางไกลหยุดมากกว่ารถด่วนพิเศษและรถด่วน รถพ่วงส่วนใหญ่จะเป็นรถนั่งชั้น 3 คิดค่าธรรมเนียมขบวนรถ ตามระยะทาง แบ่งชนิดรถที่ให้บริการ ดังนี้
- รถโบกี้นั่งและนอนชั้นที่ 2 (บนท.) (ในรถเร็วขบวน139/140 รถเร็วสายใต้ยกเว้นขบวนที่175/176 177/178 รถเร็วสายเหนือขบวนที่107/108 109 )
- รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 2 (บนท.ป.) (ในรถเร็วสายใต้(ยกเว้นขบวนที่ 175/176 177/178 และรถเร็วที่ 109)
- รถโบกี้ชั้นที่ 2 (บชท.)
- รถโบกี้ชั้นที่ 2 และ 3 ติดกัน (บสส.)
- รถโบกี้ชั้นที่ 3 (บชส.)
- รถกำลังดีเซลรางมีห้องขับ (กซข.) (เฉพาะขบวน 105/106)
- รถกำลังดีเซลรางไม่มีห้องขับปรับอากาศ (กซม.ป.) (เฉพาะขบวน 105/106)
รถธรรมดา [แก้]
ขบวนรถธรรมดา (Ordinary) เป็นขบวนรถที่จัดเดินเพื่อให้บริการแก่ผู้โดยสาร จากกรุงเทพไปยังจังหวัดสำคัญๆ ในแต่ละภูมิภาค โดยมีระยะทางระหว่าง 151 - 600 กม. หยุดรับส่งทุกป้ายหยุด ที่หยุด และสถานี แบ่งชนิดรถที่ให้บริการ ดังนี้
- รถโบกี้ชั้นที่ 3 (บชส.)
- รถโบกี้ชั้นที่ 2 และ 3 ติดกัน (บสส.) (บางขบวน)
- รถกำลังดีเซลรางมีห้องขับ (กซข.) (บางขบวน)
รถชานเมือง [แก้]
ขบวนรถชานเมือง ( Bangkok Commuter) เป็นขบวนรถที่จัดเดินเพื่อให้บริการแก่ผู้โดยสารในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รัศมีไม่เกิน 160 กม. เพื่อใช้เดินทางไปทำงาน ศึกษาเล่าเรียน และติดต่อค้าขาย หยุดทุก ๆ สถานี ป้ายหยุดรถ ที่หยุดรถ โดยมีเส้นทางที่ให้บริการ ดังนี้
- สายตะวันออกเฉียงเหนือ กรุงเทพ - ชุมทางแก่งคอย ระยะทาง 125 กิโลเมตร
- สายตะวันออก กรุงเทพ - ปราจีนบุรี ระยะทาง 122 กิโลเมตร
- สายเหนือ กรุงเทพ - ลพบุรี ระยะทาง 133 กิโลเมตร
- สายใต้ ธนบุรี - ราชบุรี ระยะทาง 101 กิโลเมตร
- สายใต้ กรุงเทพ - สุพรรณบุรี ระยะทาง 158 กิโลเมตร
รถท้องถิ่น [แก้]
ขบวนรถท้องถิ่น (Rural Commuter) เป็นขบวนรถที่จัดเดินเพื่อให้บริการแก่ผู้โดยสารระหว่างจังหวัด หยุดทุกสถานีและป้ายหยุดรถ รถพ่วงจะเป็นรถโดยสารนั่งชั้น 3 ตลอดทั้งขบวน แบ่งชนิดรถที่ให้บริการ ดังนี้
- รถโบกี้ชั้นที่ 3 (บชส.) (เฉพาะขบวนรถท้องถิ่นสายใต้)
- รถกำลังดีเซลรางมีห้องขับ (กซข.) (เฉพาะขบวนรถท้องถิ่นสายเหนือ / สายอีสาน)
- ขบวนรถที่จัดให้บริการ
สายอีสาน (ใช้รถดีเซลราง RH/RHN ทำการ)
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 415/418 นครราชสีมา - หนองคาย - นครราชสีมา
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 417/416 นครราชสีมา - อุดรธานี - นครราชสีมา
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 419/420 นครราชสีมา - อุบลราชธานี - ลำชี
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 421/422 นครราชสีมา - อุบลราชธานี - ลำชี
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 423/424 ลำชี - สำโรงทาบ - นครราชสีมา
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 425/426 ลำชี - อุบลราชธานี - นครราชสีมา
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 429/430 นครราชสีมา - ชุมทางบัวใหญ่ - นครราชสีมา
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 431/432 ชุมทางแก่งคอย - ขอนแก่น - ชุมทางแก่งคอย
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 433/434 ชุมทางแก่งคอย - ชุมทางบัวใหญ่ - ชุมทางแก่งคอย
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 437/438 ชุมทางแก่งคอย - ลำนารายณ์ - ชุมทางแก่งคอย
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 439/440 ชุมทางแก่งคอย - ชุมทางบัวใหญ่ - ชุมทางแก่งคอย
สายเหนือ (ใช้รถดีเซลราง THN/NKF ทำการ)
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 401/402 ลพบุรี - พิษณุโลก - ลพบุรี
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 403/410 พิษณุโลก - ศิลาอาสน์ - พิษณุโลก
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 407/408 นครสวรรค์ - เชียงใหม่ - นครสวรรค์
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 409 อยุธยา - ลพบุรี (เดินเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์)
สายใต้ (ใช้รถจักร+รถโบกี้ชั้น 3)
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 445/446 ชุมพร - ชุมทางหาดใหญ่ - ชุมพร
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 447/448 สุราษฏร์ธานี - สุไหงโกลก - สุราษฏร์ธานี
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 451/454 นครศรีธรรมราช - สุไหงโกลก - ยะลา
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 453/452 ยะลา - สุไหงโกลก - นครศรีธรรมราช
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 455/456 นครศรีธรรมราช - ยะลา - นครศรีธรรมราช
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 457/458 นครศรีธรรมราช - พัทลุง - นครศรีธรรมราช
- ขบวนรถท้องถิ่นที่ 463/464 พัทลุง - สุไหงโกลก - พัทลุง
รถรวม [แก้]
ขบวนรถรวม เป็นขบวนรถที่จัดเดินเพื่อให้บริการแก่ผู้โดยสารระหว่างจังหวัด หยุดทุกสถานีและป้ายหยุดรถ และมีรถสินค้าพ่วงในขบวนด้วย เพื่อรับ -ส่งสินค้า ปัจจุบันมีการเดินรถในเส้นทางสายใต้ จำนวน 2 ขบวน คือ
- ขบวนรถรวมที่ 485/486 ชุมทางหนองปลาดุก-น้ำตก-ชุมทางหนองปลาดุก
- ขบวนรถรวมที่ 489/490 สุราษฏร์ธานี-คีรีรัฐนิคม-สุราษฏร์ธานี
รถนำเที่ยว [แก้]
ขบวนรถนำเที่ยว (Excursion) เป็นขบวนรถที่จัดเดินเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และ วันหยุดราชการ จะหยุดรับ-ส่งผู้โดยสารเฉพาะสถานีที่มีแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น
- ชนิดรถให้บริการ
- ตามรายการที่ผู้โดยสารสั่งจองตั๋ว
- ขบวนรถที่จัดให้บริการ
- ขบวนรถนำเที่ยวที่ 909/910 กรุงเทพ - น้ำตก
- ขบวนรถนำเที่ยวที่ 911/912 กรุงเทพ - สวนสนประดิพัทธ์
- ขบวนรถนำเที่ยวที่ 921/926 กรุงเทพ - เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
- ขบวนรถนำเที่ยวที่ 987/988 กรุงเทพ-สวนนงนุช-ตลาดน้ำสี่ภาค พัทยา
รถสินค้า [แก้]
ขบวนรถสินค้า คือขบวนรถไฟที่ประกอบด้วยรถสินค้าเท่านั้น ให้บริการด้านการขนส่งสินค้า "ประเภทเหมาคัน" ทั้งภายในประเทศ และเพื่อส่งออกประเทศมาเลเซีย ที่สถานีปลายทางสุไหงโก-ลก และสถานีปาดังเบซาร์ ซึ่งเป็นสถานีรถไฟชายแดน
- ขบวนรถสินค้าปูนซีเมนต์
- ขบวนรถสินค้าผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูป
- ขบวนรถสินค้าน้ำมันดิบ
- ขบวนรถสินค้าแก๊สปิโตรเลียมเหลว
- ขบวนรถตู้คอนเทนเนอร์
- ขบวนรถสินค้าทั่วไป
รถไฟฟ้า [แก้]
รถไฟฟ้า (Electrified Train) คือขบวนรถไฟที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน โดยใช้การจ่ายไฟฟ้าโดยสายส่งเหนือหัวซึ่งแปลงไฟฟ้ามาจากไฟฟ้ากระแสตรงของการไฟฟ้านครหลวงอีกที โดยจะวิ่งบนรางมาตรฐานขนาด 1.435 เมตร สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถไฟประเภทนี้จะสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ประกอบกับระบบอาณัติสัญญาณ เพื่อให้ตัวระบบคอมพิวเตอร์ที่รถไฟฟ้าทำงาน ทำให้หน้าที่ของพนักงานขับรถมีเพียงอย่างเดียวคือ เปิด-ปิด ประตู แต่ในกรณีที่ระบบอาณัติสัญญาณขัดข้อง พนักงานขับรถก็ต้องทำการขับรถไฟด้วยตนเอง รถไฟประเภทนี้จะไม่มีปัญหาเรื่องเชื้อเพลิง เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด จึงสามารถให้บริการได้ดีกว่า แต่ยกเว้นในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่วกรุงเทพนั้น รถไฟจะปรับไปใช้ระบบไฟฟ้าสำรองในตัว และตัดการทำงานที่ไม่จำเป็น เพื่อทำการส่งผู้โดยสารให้เร็วที่สุด รถไฟประเภทนี้ให้บริการในโครงการรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทั้งหมด
- Siemens Desiro UK Class 360/2 Airport Express มีทั้งหมด 4 ขบวน ใช้วิ่ง 3 ขบวน สำรอง 1 ขบวน โดย 1 ขบวนจะมี 4 โบกี้ แบ่งเป็นตู้สำหรับขนสัมภาระ 1 โบกี้ และตู้โดยสาร 3 โบกี้ รวมทั้งหมด 16 ตู้
- Siemens Desiro UK Class 360/2 City Line มีทั้งหมด 5 ขบวน ใช้วิ่ง 4 ขบวน สำรอง 1 ขบวน โดย 1 ขบวนจะมี 3 โบกี้ เป็นตู้โดยสารทั้งหมด รวมทั้งหมด 15 ตู้
การสำรองรถไฟฟ้าในที่นี้กล่าวคือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่รถไฟฟ้าไม่สามารถวิ่งได้ตามปกติ จะมีการส่งรถสำรองจากศูนย์ซ่อมบำรุงออกไปยังจุดที่เกิดปัญหา เพื่อรับผู้โดยสารไปส่งยังสถานีปลายทาง
ชนิดของรถโดยสาร [แก้]
| ชั้นที่ | ชนิดรถ | จำนวนที่นั่ง | ภาพ | ตัวย่อ | ขบวนที่ให้บริการ | |
|---|---|---|---|---|---|---|
| ภายนอก | ภายใน | |||||
| 1 | รถนั่งและนอน ปรับอากาศ | 24 | บนอ.ป. | 1,2,35,36,37,38,67,68,69,70,83,84,85,86 | ||
| 20 | 13,14 | |||||
| 2 | รถนั่งและนอน ปรับอากาศ | 40 (รุ่นใหม่) | บนท.ป. | 1,2,35,36 | ||
| 40 (รุ่นเก่า) | 37,38,67,68,69,70,83,84,85,86 | |||||
| 36 (ซีทีวี) | 51,52,167,168,169,170,171,172,173,174 | |||||
| 32 | 107,108 | |||||
| 30/32/34 (บลูเทรน) | 13,14,67,68 | |||||
| รถนั่งและนอน | 26/28/32/36 | บนท. | 37,38,51,52,67,68,69,70,83,84,85,86,109,139,140,167,168,169,170,171,172,173,174 | |||
| รถนั่งดีเซลราง ปรับอากาศ | 76/80 (แดวู) | กซข.ป. กซม.ป. |
3,4,9,12,21,22,39,40,41,42,43,44 | |||
| 76/80 (สปรินเตอร์) | 3,4,987,988 | |||||
| 58/62 (เอทีอาร์)[6] | กซม.ป. | 71,72,73,74,75,76,77,78,105,106,รถชานเมืองสายวงเวียนใหญ่-มหาชัย | ||||
| 48/52 (อาร์เอชเอ็น)[7] | พซข.ป. | |||||
| รถนั่งดีเซลราง[8] | 58 (อาร์เอชเอ็น) | พซข. | 913,914,917,918 | |||
| รถนั่งปรับอากาศ | 40/44[9] | บชท.ป. | 51,52 | |||
| 64/72 (บลูเทรน)[9] | ||||||
| 30 (สำหรับคนพิการ)[10] | 1,2,69,70 | |||||
| รถนั่ง | 48 | บชท. | 37,38,51,52,67,68,69,70,83,84,85,86,102,109,135,136,139,140,145,146,167,168,169,170,171,172,173,174 | |||
| 2-3 (ร่วม) |
รถนั่ง | 60 (20+40) | บสส. | 107,108,111,112,141,142,177,178,201,202,211,212,254,255,283,284 | ||
| 3 | รถนั่งดีเซลราง | 74 (ทีเอชเอ็นและเอ็นเคเอฟ) | กซข. | 71,72,73,74,75,76,77,78,105,106,209,210,261,262,279,280,303,304,305,306,339,340,355,356,401,402,403,407,408,409,410,909,910,911,912,รถชานเมืองสายแม่กลองทุกขบวน(เฉพาะเอ็นเคเอฟเท่านั้น) | ||
| 74 (อาร์เอชเอ็น) | กซข. พซข. |
415,416,417,418,419,420,421,422,423,424,425,426,427,428,429,430,431,432,433,434,437,438,439,440,913,914,917,918 | ||||
| รถนั่งปรับอากาศ | 72/80[9] | บชส.ป. | 173,174 | |||
| รถนั่ง | 76/96[9] | บชส. | 37,38,67,68,69,70,83,84,85,86,รถเร็วทุกขบวน (ยกเว้น 105,106),รถชานเมืองทุกขบวน (ยกเว้นขบวนที่ใช้รถดีเซลราง),รถธรรมดาทุกขบวน (ยกเว้นขบวนที่ใช้รถดีเซลราง),รถท้องถิ่นสายใต้ทุกขบวน,901,902,921,926 | |||
| 76 (ควีนแลนด์) | 313,314,รถชานเมืองบางขบวน | |||||
| พิ เ ศ ษ |
รถเสบียงปรับอากาศ | ไม่มี การกำหนด จำนวนที่นั่ง |
บกข.ป. | 1,2,35,36 | ||
| รถเสบียง | บกข. บสข. |
13,14,37,38,51,52,67,68,69,70,83,84,85,86,102,107,108,109,111,112,133,134,135,136,139,140,141,142,145,146,167,168,169,170,171,172,173,174 | ||||
| รถสัมภาระมีเครื่องห้ามล้อ | บพห. บทพ. บสพ. บพห.ป. |
ทุกขบวน ยกเว้นขบวนที่ใช้รถดีเซลราง | ||||
| รถจัดเฉพาะปรับอากาศ | 31[9] | บจพ.ป. | เฉพาะกรณีพิเศษ | |||
| รถประชุมปรับอากาศ | 6[9] | บปช.ป. | ||||
| รถตรวจทางปรับอากาศ | 16[9] | บตท.ป. | ||||
| รถวิทยุสื่อสาร | ไม่มี การกำหนด จำนวนที่นั่ง |
บวส. | ||||
| รถจัดพิเศษ | บจศ. | |||||
| รถไปรษณีย์ | บปณ. | |||||
| รถบรรทุกล้อเลื่อน | บรล. | |||||
| รถจ่ายกำลังไฟฟ้า | บฟก. | |||||
| รถพระที่นั่งประทับกลางวัน | พนก.[9] | เฉพาะกรณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนินในสถานที่ต่างๆ | ||||
| รถพระที่นั่งบรรทม | พนท.[9] | |||||
| รถพระที่นั่งกลางวันและบรรทม | พกท.[9] | |||||
รถจักรและรถดีเซลราง [แก้]
รถจักรดีเซลไฟฟ้า [แก้]
| ประเทศ | ผู้ผลิต | หมายเลข | ปีสร้าง | จำนวนคัน | เพาเวอร์ (แรงม้า) | ความเร็วสูงสุด (กม./ ชม.) | ภาพ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| UM12C (GE) | จีอี | 4001-4050 | พ.ศ. 2507 (4001-4040) พ.ศ. 2509 (4041-4050) |
50 | 1320 (2 × 660) |
90 | ได้รับการทาสีใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2553 - พ.ศ. 2556 | |
| AD24C (ALS) | เอแอลเอส | 4101-4154 | พ.ศ. 2517 – พ.ศ. 2518 | 54 | 2400 | 90 | ชุดแรกของรถจักร AD24C และมีบางคันได้ทาสีใหม่ และบางคันได้ดัดแปลงติดตั้งเครื่องยนต์ MTU หรือ Caterpillar เพื่อทดแทนเครื่องยนต์เดิมที่ใช้งานมานาน | |
| AD24C (AHK) | เอเอชเค | 4201-4230 | พ.ศ. 2523 – พ.ศ. 2524 | 30 | 2400 | 100 | ชุดที่ 2 ของรถจักร AD24C ผลิตร่วมกับบริษัทกรุปและเฮนเชล | |
| AD24C (ALD) | เอแอลดี | 4301-4309 | พ.ศ. 2526 | 9 | 2400 | 100 | ชุดที่ 3 ของ AD24C | |
| AD24C (ADD) | เอดีดี | 4401-4420 | พ.ศ. 2528 | 20 | 2400 | 100 | ชุดสุดท้ายของ AD24C | |
| 8FA-36C (HID) | ฮิตะชิ | 4501-4522 | พ.ศ. 2536 | 22 | 2860 (2 × 1430) |
100 | รถจักรดีเซลไฟฟ้าเพียงคันเดียวที่ส่งมาจากประเทศญี่ปุ่น ใช้เครื่องยนต์ KTTA-50L (ปัจจุบันได้ดัดแปลงเป็น KTA-50L หมดแล้ว) | |
| CM22-7i (GEA) | จีอีเอ | 4523-4560 | พ.ศ. 2538 – พ.ศ. 2539 | 38 | 2500 (2 × 1250) |
100 | ใช้เครื่องยนต์ KTA-50L |
รถจักรดีเซลไฮดรอลิค [แก้]
| ประเภท | ภูผลิต | หมายเลข | ปีสร้าง | จำนวนคัน | แรงม้า | ความเร็วสูงสุด (กม./ ชม.) | ภาพ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| DH1200BB | เฮนเชล | 3001-3027 | พ.ศ. 2507 | 27 | 1200 | 90 | ||
| M1500BB | กรุ๊ปฟี้ | 3101-3130 | พ.ศ. 2512 | 30 | 1500 | 90 | ปัจจุบัน มีบางคันจอดปลดระวางที่สถานีชุมทางหาดใหญ่ และโรงรถจักรบางซื่อ |
รถดีเซลราง [แก้]
| ประเภท | ผู้ผลิต | หมายเลข | ปีสร้าง | จำนวนคัน | แรงม้า | ความเร็วสูงสุด (กม./ ชม.) | ภาพ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| RHN | ฮิตะชิ | 1011-1048 (รถกำลัง) 11-48 (รถพ่วง) |
พ.ศ. 2510 | 38+38 | 220 | 90 | ประจำการสายตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้ทำขบวนรถท้องถิ่น เข้ากรุงเทพบางครั้ง | |
| RTS | โตกิว | D9-D16 (รถกำลัง) TS4-TS7 (รถพ่วง) |
พ.ศ. 2514 | 8+4 | 220 | 70 | ปลดประจำการ ปัจจุบันจอดอยู่สายแม่กลอง | |
| THN | ทีเอชเอ็น | 1101–1140 | พ.ศ. 2526 | 40 | 235 | 105 | คล้ายกับเอ็นเคเอฟ ใช้เบาะนวมสีน้ำเงิน | |
| NKF | เอ็นเคเอฟ | 1201–1264, 2101-2112 (ไม่มีห้องขับ) | พ.ศ. 2528 | 64+12 | 235 | 105 | คล้ายกับทีเอชเอ็น แต่เป็นเก้าอี้พลาสติก | |
| ASR | สปรินเทอร์ | 2501–2512, (ไม่มีห้องขับ) 2113-2120 | พ.ศ. 2534 | 12+8 | 285 | 120 | เริ่มวิ่งวันแรก 11 มิถุนายน 2534 ในขบวน 907/908 กรุงเทพ-เชียงใหม่-กรุงเทพ [11] | |
| APD.20 | แทวู | 2513-2524, (ไม่มีห้องขับ) 2121-2128 | พ.ศ. 2538 | 10+8 | 298 | 120 | รุ่นแรก มีลำตัวรถผอม | |
| APD.60 | แทวู | 2525-2544, (ไม่มีห้องขับ และแปรสภาพเป็น บนท.ป.) 1101-1140 | พ.ศ. 2539 | 20+40 | 298 | 120 | รุ่นที่ 2 มีลำตัวรถอ้วน |
สถานีรถไฟ [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ สถานีรถไฟ
สถานีทั่วไป และ สถานีชุมทาง [แก้]
สถานีทั่วไป เป็นสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ซึ่งเปิดรับส่งผู้โดยสาร และ/หรือสินค้า และเป็นสถานที่ซึ่งมีนายสถานีประจำอยู่และอนุญาตให้รถไฟเดินไปมาตามระเบียบการเดินรถ เช่น สถานีรถไฟคลองมะพลับ สถานีรถไฟแม่ตานน้อย ในเส้นทางสายเหนือ สถานีรถไฟแผ่นดินทอง สถานีบ้านแสลงพัน ในเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือ สถานีรถไฟบ้านดงบัง สถานีรถไฟองครักษ์ ในเส้นทางสายตะวันออก และสถานีรถไฟบูกิ๊ต สถานีรถไฟแสงแดด ในเส้นทางสายใต้
สถานีชุมทาง เป็นสถานีที่ทางรถไฟสายหลัก และสายแยก แยกออกจากกัน ทั้งนี้ สถานีชุมทางก็มีคุณสมบัติเหมือนกันกับสถานีทั่วไปเช่นกัน กล่าวคือ เป็นสถานที่รับส่งผู้โดยสาร และ/หรือสินค้า และเป็นสถานที่ซึ่งมีนายสถานีประจำอยู่และอนุญาตให้รถไฟเดินไปมาตามระเบียบการเดินรถ ปัจจุบัน การรถไฟแห่งประเทศไทย มีสถานีชุมทางทั้งหมด 16 สถานี คือ
- สถานีรถไฟชุมทางบางซื่อ กรุงเทพมหานคร
- สถานีรถไฟชุมทางบ้านภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
- สถานีรถไฟชุมทางแก่งคอย จังหวัดสระบุรี
- สถานีรถไฟชุมทางถนนจิระ จังหวัดนครราชสีมา
- สถานีรถไฟชุมทางบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา
- สถานีรถไฟชุมทางฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา
- สถานีรถไฟชุมทางคลองสิบเก้า จังหวัดฉะเชิงเทรา
- สถานีรถไฟชุมทางศรีราชา จังหวัดชลบุรี
- สถานีรถไฟชุมทางเขาชีจรรย์ จังหวัดชลบุรี
- สถานีรถไฟชุมทางตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร
- สถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก จังหวัดราชบุรี
- สถานีรถไฟชุมทางบ้านทุ่งโพธิ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
- สถานีรถไฟชุมทางทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
- สถานีรถไฟชุมทางเขาชุมทอง จังหวัดนครศรีธรรมราช
- สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
- สถานีรถไฟชุมทางบ้านดารา จังหวัดอุตรดิตถ์
อนึ่งทั้งสถานีทั่วไปและสถานีชุมทางนั้น จัดให้อยู่ในประเภทเดียวกันคือ ประเภท สถานีรถไฟ โดยแบ่งชั้นสถานีเป็น 5 ระดับ ตามปริมาณรายได้จากการโดยสาร จำนวนประชากรในชุมชน และความสำคัญในการเดินรถไฟ (เช่น เป็นที่ตั้งของแขวงเดินรถ เป็นต้น) ดังนี้
- สถานีชั้นพิเศษ ได้แก่ สถานีรถไฟกรุงเทพ(หัวลำโพง) สถานีรถไฟบรรจุและแยกสินค้ากล่องลาดกระบัง สถานีรถไฟแม่น้ำและสถานีรถไฟท่าเรือแหลมฉบัง
- สถานีชั้น 1 เช่น สถานีรถไฟขอนแก่น สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ สถานีรถไฟนครศรีธรรมราช สถานีรถไฟเชียงใหม่ สถานีรถไฟอุตรดิตถ์ สถานีรถไฟศิลาอาสน์ สถานีรถไฟพิษณุโลก สถานีรถไฟยะลา สถานีรถไฟสุไหงโก-ลก สถานีรถไฟชุมทางทุ่งสง สถานีรถไฟชุมทางบ้านภาชี สถานีรถไฟชุมทางแก่งคอย สถานีรถไฟนครราชสีมา สถานีรถไฟอุบลราชธานี สถานีรถไฟนครสวรรค์ สถานีรถไฟชุมพร สถานีรถไฟประจวบคีรีขันธ์ สถานีรถไฟสุราษฎร์ธานี สถานีรถไฟราชบุรี สถานีรถไฟปราจีนบุรี สถานีรถไฟชุมทางบางซื่อและสถานีรถไฟอยุธยา สถานีรถไฟบางสะพานใหญ่ สถานีรถไฟเด่นชัย
- สถานีชั้น 2 เช่น สถานีรถไฟหัวตะเข้ สถานีรถไฟชุมทางบัวใหญ่ สถานีรถไฟกบินทร์บุรี สถานีรถไฟบ้านโป่ง สถานีรถไฟตะพานหิน สถานีรถไฟหลังสวน สถานีรถไฟหัวหิน สถานีรถไฟศาลายา สถานีรถไฟชุมทางถนนจิระ สถานีรถไฟปะทิว สถานีรถไฟขุนตาน สถานีรถไฟพิชัย
- สถานีชั้น 3 เช่น สถานีรถไฟชุมทางบ้านดารา สถานีรถไฟชุมทางเขาชุมทอง ฯลฯ
- สถานีชั้น 4 เช่น สถานีรถไฟห้วยเสียว สถานีรถไฟสำราญ สถานีรถไฟกะโดนค้อ สถานีรถไฟวังโพ สถานีรถไฟตาเซะ สถานีรถไฟไม้แก่น สถานีรถไฟบ้านใหม่ ฯลฯ
ป้ายหยุดรถไฟ [แก้]
เป็นสถานที่ที่ซึ่งขบวนรถหยุดเพื่อรับส่งผู้โดยสาร แต่ไม่มีการขนส่งสินค้าขึ้นลง รวมไปถึงป้ายหยุดรถไฟจะไม่มีนายสถานีอยู่ประจำ ป้ายบอกชื่อทำดวยเหล็ก เป็นตั้งแต่ก่อสร้าง ตัวอย่างเช่น ป้ายหยุดรถไฟอุรุพงษ์ ป้ายหยุดรถไฟพญาไท ในเส้นทางสายตะวันออก ป้ายหยุดรถไฟนิคมรถไฟ กม.11 ป้ายหยุดรถไฟนวนคร ในเส้นทางสายเหนือ ป้ายหยุดรถไฟบ้านหนองกันงาในเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือ และป้ายหยุดรถไฟจรัญสนิทวงศ์ ป้ายหยุดรถไฟสะพานจุฬาลงกรณ์ ในเส้นทางสายใต้ ที่หยุดรถกะปาง
ที่หยุดรถไฟ [แก้]
เป็นสถานีที่ซึ่งขบวนรถหยุดเพื่อรับส่งผู้โดยสาร และขนส่งสินค้าขึ้นลง แต่ไม่มีนายสถานีอยู่ประจำ ป้ายทำด้วยปูน อาจเป็นที่หยุดรถตั้งแต่ก่อสร้างหรือสถานีที่ ถูกลดระดับ เช่น ที่หยุดรถไฟบ้านแต้ ที่หยุดรถไฟบ้านไร่ ในเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือ ที่หยุดรถไฟปากแพรก ที่หยุดรถไฟเขาหลุง ในเส้นทางสายใต้ ที่หยุดรถไฟผาคอ ที่หยุดรถไฟแม่พวก ในทางรถไฟสายเหนือ และ ที่หยุดรถไฟไทย ชายแดนไทย-กัมพูชา ในทางรถไฟสายตะวันออก เป็นต้น
สถานีรถไฟเฉพาะกิจ [แก้]
สถานีรถไฟเฉพาะกิจ คือสถานีที่ตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ เช่น เป็นสถานีขนส่งสินค้าอย่างเดียวไม่รับผู้โดยสาร (บางแห่งรับผู้โดยสารร่วมด้วย) นอกจากนี้ อาจจะเป็นสถานีสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ เช่น สถานีรถไฟหลวงสวนจิตรลดา
สถานีรถไฟที่เป็นย่านสินค้า [แก้]
- สถานีรถไฟเชียงใหม่ เป็นต้นทาง-ปลายทางของขบวนรถสินค้าทั่วไปที่ 601/602 และ ขบวนรถน้ำมันที่ 641/642
- สถานีรถไฟลำพูน เป็นต้นทาง-ปลายทางของขบวนรถปูนซีเมนต์ของทีพีไอที่ 693/694 (ปัจจุบันนี้ไม่มีเดิน แต่จะฝากพ่วงมากับขบวนที่ 641/642 แทน)
- สถานีรถไฟแม่เมาะ เป็นต้นทาง-ปลายทางของขบวนรถขนเถ้าลิกไนต์ของเครือซีเมนต์ไทยที่ 603/604
- สถานีรถไฟบึงพระ เป็นต้นทาง-ปลายทางของขบวนรถน้ำมันดิบหลายขบวน โดยรับน้ำมันดิบจากแหล่งลานกระบือมาตั้งแต่ปี 2526
- สถานีรถไฟนครลำปาง เป็นต้นทาง-ปลายทางของขบวนรถก๊าซของปตท. ที่ 651/652 และขบวนรถน้ำมันที่ 643/644, 673/674
- สถานีรถไฟนครสวรรค์ เป็นต้นทาง-ปลายทางของขบวนรถก๊าซของปตท. ที่ 655/656
- สถานีรถไฟพหลโยธิน เป็นต้นทาง-ปลายทางของขบวนรถสินค้าทั่วไปหลายขบวน ทีมีเดินประจำคือ รถสินค้า 781/782 (ย่านพหลโยธิน - ปาดังเบซาร์)
- สถานีรถไฟอุบลราชธานี เป็นต้นทาง-ปลายทางของขบวนรถน้ำมันที่ 541/542
- สถานีรถไฟขอนแก่น เป็นต้นทาง-ปลายทางของขบวนรถน้ำมันที่ 535/536
- สถานีรถไฟสำราญ เป็นต้นทาง-ปลายทางของขบวนรถก๊าซของปตท. ที่ 531/532
- สถานีรถไฟนครราชสีมา
- สถานีรถไฟชุมทางถนนจิระ เป็นต้นทาง-ปลายทางของขบวนรถบรรทุกตู้สินค้าที่ 501/502
- สถานีรถไฟบ้านเกาะ เป็นต้นทาง-ปลายทางของขบวนรถบรรทุกตู้สินค้าที่ 539/540 (รถขนข้าวสารจากโรงสีข้าวหงส์ทอง)
- สถานีรถไฟท่าพระ เป็นต้นทาง-ปลายทางของขบวนรถบรรทุกน้ำตาลที่ 2019/2020
- สถานีรถไฟบ้านช่องใต้ เป็นต้นทาง-ปลายทางของขบวนรถปูนซีเมนต์ของเครือซีเมนต์ไทยที่ 521/522, 523/524 จากโรงงานแก่งคอยตั้งแต่ปี 2525
- สถานีรถไฟหินลับ เป็นต้นทาง-ปลายทางของขบวนรถปูนซีเมนต์ของทีพีไอที่ 581/582, 583/584, 585/586
- สถานีรถไฟท่าเรือแหลมฉบัง และ ICD ลาดกระบัง เป็นต้นทาง-ปลายทางของขบวนรถบรรทุกตู้สินค้าหลายขบวน
- สถานีรถไฟเปรง เป็นต้นทาง-ปลายทางของขบวนรถปูนซีเมนต์ของทีพีไอที่ 565/564, 567/566 เพราะมีไซโลปูนซีเมนต์ของทีพีไอที่สถานีรถไฟเปรง
- สถานีรถไฟชุมพร
- สถานีรถไฟสุราษฎร์ธานี
- สถานีรถไฟชุมทางทุ่งสง มีโรงรถจักรและโรงซ่อมบำรุงที่ใหญ่ที่สุด รองจากชุมทางบางซื่อและมักกะสัน
- สถานีรถไฟควนเนียง เป็นต้นทาง-ปลายทางของขบวนรถปูนซีเมนต์ของทีพีไอที่ 721/722
- สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ เป็นย่านขบวนรถสินค้าไปประเทศมาเลเซีย
- สถานีรถไฟแหลมฉบัง เป็นต้นทาง-ปลายทางของขบวนรถสินค้าหลายขบวน
- สถานีรถไฟศิลาอาสน์ เป็นต้นทาง-ปลายทางของขบวนรถสินค้าหลายขบวน
ที่สุดของการรถไฟแห่งประเทศไทย [แก้]
- การรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกิจของไทยที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนมากที่สุด คือ 7,584 ล้านบาท
- การรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานที่มีที่ดินทั่วประเทศมากที่สุด[12]
- การรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานที่มีอักษรย่อมากที่สุด[13]
- สถานีรถไฟ-ที่หยุดรถไฟ ที่ตั้งอยู่ใกล้กันมากที่สุด คือ ที่หยุดรถไฟการเคหะ - ที่หยุดรถไฟรางสะแก ระยะห่าง 0.30 กม.
- สถานีรถไฟที่อยู่ใกล้กันมากที่สุด คือ สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ - สถานีรถไฟตลาดพลู ระยะห่าง 1.42 กม.
- สถานีรถไฟที่ตั้งอยู่ไกลกันมากที่สุด คือ สถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก - สถานีรถไฟสุพรรณบุรี ระยะห่าง 77.41 กม.
- ชุมทางรถไฟที่อยู่ใกล้กันที่สุด คือ สถานีรถไฟชุมทางบางซื่อ - สถานีรถไฟชุมทางตลิ่งชัน ระยะห่าง 14.29 กม.
- ย่านรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ ย่านสถานีรถไฟพหลโยธิน (50 ราง)
- สถานีรถไฟปลายทาง (เส้นทางหลัก) ที่มีขบวนรถเข้า-ออกมากที่สุด ไม่นับสถานีรถไฟกรุงเทพ คือ สถานีรถไฟมหาชัย จำนวน 34 ขบวน/วัน
- สถานีรถไฟปลายทาง (เส้นทางแยก) ที่มีขบวนรถเข้า-ออกมากที่สุด ไม่นับสถานีรถไฟกรุงเทพ คือ สถานีรถไฟธนบุรี จำนวน 12 ขบวน/วัน
- อุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย คือ อุโมงค์ขุนตาน ความยาว 1,352 เมตร
- จังหวัดที่มีสถานีรถไฟมากที่สุดคือ จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 39 สถานี
- จังหวัดที่มีสถานีรถไฟน้อยที่สุดคือ จังหวัดสุพรรณบุรี และ จังหวัดสมุทรสงคราม จำนวน 1 สถานี
- รถจักรดีเซลไฟฟ้าที่ใหม่ที่สุด คือ จีอีเอ
- รถจักรดีเซลไฟฟ้าที่เก่าที่สุด คือ ดาเวนพอร์ต
- รถจักรดีเซลไฟฟ้าที่มีจำนวนมากที่สุด คือ เอแอลเอส
- เส้นทางรถไฟที่มีสภาพทรุดโทรมที่สุด คือ ทางรถไฟสายแม่กลอง ช่วงที่ 2
อุบัติเหตุ [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ รายชื่ออุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถไฟไทย
จุดท่องเที่ยวสำคัญบนเส้นทางรถไฟในประเทศไทย [แก้]
- สะพานข้ามแม่น้ำแคว - เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง สร้างขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งอยู่ที่ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี
- สะพานพระราม 6 - เป็นสะพานรถไฟที่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ระหว่างสถานีรถไฟชุมทางบางซื่อ-สถานีรถไฟบางบำหรุ[14]
- อุโมงค์ขุนตาน - อุโมงค์ที่ยาวที่สุดของการรถไฟฯ ตั้งอยู่จังหวัดลำปาง อยู่ระหว่างสถานีรถไฟแม่ตานน้อย-สถานีรถไฟขุนตาน[14]
- สะพานถ้ำกระแซ อยู่ระหว่างสถานีรถไฟท่ากิเลน-สถานีรถไฟวังโพ[14]
- ผาเสด็จ อยู่ระหว่างสถานีรถไฟมาบกะเบา-สถานีรถไฟผาเสด็จ[14]
- ตลาดร่มหุบ อยู่ระหว่างสถานีรถไฟบ้านแหลม-สถานีรถไฟแม่กลอง[14]
อ้างอิง [แก้]
- ↑ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555
- ↑ ข้อมูลสำคัญของรัฐวิสาหกิจไทย (State Enterprise Key Indicators : SEKI) ฉบับที่ 2
- ↑ พระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494
- ↑ [1]
- ↑ [2]
- ↑ กซม.ป. 2106 (62 ที่นั่ง) ปรับปรุงใหม่ไฉไลกว่าเดิม
- ↑ รถดีเซลราง HITACHI Renovate กับสีใหม่
- ↑ รถดีเซลราง RHN. รถดีเซลรางนั่งชั้น 2
- ↑ 9.0 9.1 9.2 9.3 9.4 9.5 9.6 9.7 9.8 9.9 ชื่อย่อรถโดยสาร
- ↑ สถานีรถไฟชุมทางบางซื่อ
- ↑ รายการแฟนพันธุ์แท้ ตอนรถไฟไทย (ครั้งที่ 1) ออกอากาศเมื่อ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2546
- ↑ "ที่สุด" ของรถไฟไทย
- ↑ "ที่สุด" ของรถไฟไทย
- ↑ 14.0 14.1 14.2 14.3 14.4 แฟนพันธุ์แท้ 2013 ตอน รถไฟไทย
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
- เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ
- เว็บไซต์การรถไฟแห่งประเทศไทย
- แผนที่แสดงเส้นทางการเดินรถไฟในปัจจุบัน
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ: การรถไฟแห่งประเทศไทย |
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||
