ขบวนการประชาชนมุญาฮิดีนอิหร่าน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ตราของขบวนการประชาชนมุญาฮิดีนอิหร่าน

ขบวนการประชาชนมุญาฮิดีนอิหร่าน หรือ กองกำลังเพื่อการปลดปล่อยแห่งชาติอิหร่าน (อังกฤษ: People ’s Mujahidin of Iran;PMOI, หรือ MEK, MKO ; เปอร์เซีย: سازمان مجاهدين خلق ايران sāzmān-e mojāhedin-e khalq-e īrān) เป็นองค์กรสังคมนิยมอิสลามที่ต่อต้านรัฐบาลปัจจุบันของอิหร่าน นิยมลัทธิมาร์กและอิสลาม ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2503 และถูกขับออกจากอิหร่านหลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2522 เริ่มต้นกลุ่มนี้มีนโยบายต่อต้านชาติตะวันตกและโจมตีผลประโยชน์ภายใต้การปกครองระบบอิสลามในอิหร่าน ปัจจุบันเสนอให้แยกอำนาจรัฐออกจากศาสนา

หน่วยงานทางทหารของขบวนการคือกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติอิหร่าน รัฐบาลอิหร่านกล่าวหาว่าขบวนการนี้เป็นผู้เสแสร้ง เป็นกลุ่มแรกที่ออกมาเปิดโปงกิจกรรมทางนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อ พ.ศ. 2545 จนกลายเป็นความกังวลใจระดับโลกในปัจจุบัน สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหภาพยุโรปและอิหร่านจัดให้ขบวนการนี้เป็นองค์กรก่อการร้าย [1][2][3][4][5][6]

ชื่ออื่นๆ[แก้]

ชื่ออื่นๆขององค์กรนี้คือ Mojahedin-e-Khalq Organization (MEK) กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติอิหร่าน Monafiqeen-e-Khalq (MKO) และอาจจะเป็นองค์กรเดียวกับ สภาแห่งชาติเพื่อการป้องกันอิหร่าน[7][8]

ประวัติศาสตร์[แก้]

ขบวนการประชาชนมุญาฮิดีนอิหร่านก่อตั้งโดยนักศึกษาที่เป็นชนชั้นกลางในมหาวิทยาลัยเตหะรานคือ โมฮัมหมัด ฮานิฟเนญาด ไซเอ็ด โมเซ็น และอาลี-อัสฆาร์ บาดิซาเดคัน เมื่อ พ.ศ. 2508 ขบวนการประชาชนมุญาฮิดีนอิหร่านต่อต้านการปกครองของชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปะห์ลาวี โดยกล่าวหาว่าพระองค์คอรัปชั่นและกดขี่.[9] ในช่วง 5 ปีแรก กลุ่มเน้นงานทางด้านอุดมการณ์ที่มีทั้งปรัชญาอิสลามและลัทธิมาร์ก ตำรวจลับของพระเจ้าชาห์เคยจับกุมผู้นำทั้งหมดและผู้เข้าร่วม 90% ผู้นำคนหนึ่งถูกประหารชีวิต คนอื่นๆถูกคุมขังอยู่หลายปี กลุ่มสุดท้ายรวมทั้ง มัสซูด รายาวีถูกปล่อยตัวก่อนโคไมนีกลับมายังเตหะรานเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2522 [10]ขบวนการประชาชนมุญาฮิดีนอิหร่านต่อต้านตะวันตกก่อนการปฏิวัติอิสลาม หลังจากนั้นได้หันมาตั้งกองกำลังต่อต้านรัฐบาลอิงศาสนาทั้งในอิหร่านและต่างประเทศ


ก่อนและหลังการปฏิวัติอิหร่าน พ.ศ. 2522[แก้]

แนวคิดของขบวนการประชาชนมุญาฮิดีนอิหร่านต้องการให้มีการเลือกตั้งและการออกเสียงของสาธารณชน พวกเขากล่าวว่าโลกของพระเจ้าและอิสลามจะมีความหมายน้อยถ้าขาดเสรีภาพและการยอมรับการออกเสียงรายบุคคล เขากล่าวว่าในอัลกุรอ่านระบุว่ามนุษย์ต่างจากสัตว์เพราะมีเสรีภาพ ซึ่งมีลักษณะผสมระหว่างลัทธิมาร์กและอิสลาม [11]อิสลาม มีแนวคิดแบ่งแยกเรื่องทางโลกและทางศาสนา[12] ในยุคปัจจุบันภายใต้การนำของ มาเรียม รายาวี องค์กรได้พัฒนาหลักการทางด้านสิทธิสตรีมากขึ้น ผู้หญิงได้รับตำแหน่งที่สำคัญมากขึ้น รายาวีเชื่อมั่นว่าผู้หญิงควรมีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชาย[13]

เพื่อรวบรวมการต่อต้านรัฐบาลอิหร่านหี้ประสิทธิภาพ PMOI จัดตั้งองค์กรที่เรียกว่าสภาแห่งชาติเพื่อการป้องกันอิหร่าน (NCRI) ซึ่งกล่าวอ้างว่าในช่วง 25 ปีมานี้ มีสมาชิกสภาพลัดถิ่นถึง 540 คน โดยมาจากการเลือกตั้งอย่างเสรี มีความเท่าเทียมกันทางเพศ ทางเชื้อชาติและศาสนา องค์กรนี้สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีและสันติภาพในตะวันออกกลาง หน่วยสืบราชการลับของสหรัฐกล่าวว่าสภาแห่งชาติเพื่อการป้องกันอิหร่านนี้ไม่ใช่องค์กรอิสระแต่เป็นหน่วยงานหนึ่งของขบวนการประชาชนมุญาฮิดีนอิหร่านและอาจเป็นองค์กรแม่ขององค์กรอื่นๆ เช่น พรรคประชาธิปไตยเคอร์ดิสถานแห่งอิหร่าน

แรงกดดันภายใต้รัฐบาลอิสลาม[แก้]

หลังจากที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติอิหร่าน พ.ศ. 2522 ในการปลุกระดมคนงาน นักศึกษา และกองทัพรุ่นหนุ่ม PMOI กลายเป็นองค์กรที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล รัฐบาลของโคไมนีพยายามควบคุมและจับกุมสมาชิกของกลุ่ม คาดว่ามีสมาชิก PMOI ราว 100 คนถูกฆ่าระหว่าง พ.ศ. 2522 – 2524 และมีผู้ถูกจับกุมราว 3,000 คน[14] กลุ่ม MKO โจมตีรัฐบาลที่สำคัญสองครั้งคือเมื่อ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2524 โจมตีที่ทำการพรรคสาธารณรัฐอิสลาม มีผู้เสียชีวิตราว 70 คน อีก 2 เดือนต่อมา กลุ่ม MKO วางระเบิดทำเนียบรัฐบาล สังหารนายกรัฐมนตรี โมฮัมหมัด ยาวาด บาโฮนาร์

กลุ่ม PMOI ย้ายฐานที่ตั้งไปอยู่ฝรั่งเศสจนถึง พ.ศ. 2529 ซึ่งเป็นปีที่มีปัญหาระหว่างปารีสและเตหะราน รวมทั้งฝรั่งเศสเข้าไปเกี่ยวข้องกับวิกฤติการณ์ในเลบานอน PMOI จึงย้ายฐานที่มั่นไปอยู่ที่อิรัก โดยได้รับการสนับสนุนจากซัดดัม ฮุสเซน นักโทษการเมืองในสังกัด MEK และอื่นๆ ถูกสังหารมากกว่า 30,000 คน ในช่วง พ.ศ. 2531

ความเกี่ยวข้องกับฝรั่งเศส[แก้]

ใน พ.ศ. 2529 หลังจากนายกรัฐมนตรี ฌาก ชีรักทำข้อตกลงกับเตหะราน เกี่ยวกับการปล่อยตัวประกันชาวฝรั่งเศสที่ถูกฮิซบุลลอหฺจับตัวไปในเลบานอน PMOI ถูกบีบให้ออกจากฝรั่งเศสไปอยู่ที่อิรักแทน

ความเกี่ยวข้องกับอิรักในสมัยซัดดัม ฮุสเซน[แก้]

MKO ได้ย้ายฐานที่มั่นมายังอิรัก ตามหลักฐานของสหรัฐอเมริกา MKO ได้รับการสนับสนุนทางทหารทั้งหมดและความช่วยเหลือทางการเงินส่วนใหญ่จากอิรัก จนถึง พ.ศ. 2546 ในช่วงใกล้สิ้นสุดสงครามอิรัก-อิหร่านระหว่าง พ.ศ. 2523 – 2531 MKO ได้รับอาวุธจากแบกแดดเพื่อไปสู้รบกับอิหร่าน ทำให้ MKO ตัดสินใจย้ายฐานที่มั่นมาอยู่ในอิรักและสูญเสียผู้สนับสนุนส่วนใหญ่ในอิหร่าน[15][16] อย่างไรก็ตาม MKO ประกาศว่าพวกเขาเป็นอิสระจากอิรัก เพียงแต่เลือกยืนอยู่ข้างอิรักในสงครามอิรัก-อิหร่านเท่านั้น

ตามเอกสารของสหรัฐ PMOI ยังช่วยเหลือกลุ่มพิทักษ์สาธารณรัฐของอิรักในการกดดันและต่อต้านการลุกฮือของชาวเคิร์ดและชาวชีอะห์หลังสงครามอ่าวเปอร์เซีย พ.ศ. 2534 นอกจากนั้น MKO ยังเกี่ยวข้องกับกับการลอบสังหารตัวแทนทางทหารและการเมืองของสาธารณรัฐอิสลาม เช่น การลอบสังหารนายพล อาลี ไซยาด ชิราฮี เมื่อ 10 เมษายน พ.ศ. 2542

หลังการรุกรานอิรัก พ.ศ. 2546[แก้]

หลังการรุกรานอิรัก ค่ายของ MEK ถูกระเบิดเพราะเป็นพันธมิตรของซัดดัม ฮุสเซน ในวันที่ 15 เมษายน ผู้นำ MEK ไปเจรจาสงบศึกกับรัฐบาลผสม สหรัฐรายงานว่าจับนักรบของ MEK ได้ 6,000 คนและยึดอาวุธได้มากกว่า 2,000 ชิ้น PMOI ยังเป็นกลุ่มก่อการร้ายต่างชาติตามกฎหมายของสหรัฐ นักรบของ MEK เป็นบุคคลที่ต้องคุ้มครองตามข้อตกลงเจนีวา ได้จัดให้พักอยู่ต่างหากในค่ายผู้อพยพและควบคุมโดยทหารบัลแกเรีย

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2546 ตำรวจฝรั่งเศสได้จับกุมสมาชิก PMOI ซึ่งต้องสงสัยว่าจะมาตั้งฐานปฏิบัติการในฝรั่งเศสได้ PMOI ถูกกำหนดให้เป็นองค์การก่อการร้ายในสหรัฐตั้งแต่ พ.ศ. 2540 รวมทั้งในแคนาดาและอิหร่าน นอกจากนั้น ยังอยู่ในบัญชีดำขององค์กรก่อการร้ายของสหภาพยุโรปตั้งแต่ พ.ศ. 2545

ปฏิบัติการ[แก้]

ใช้การรณรงค์ต่อต้านรัฐบาลอิหร่านไปทั่วโลกและใช้วิธีก่อการร้าย มีการสังหารพลเรือนและทหารสหรัฐในกรุงเตหะราน สนับสนุนการบุกยึดสถานทูตสหรัฐเมื่อ พ.ศ. 2522 และลอบวางระเบิดสำนักงานใหญ่ของพรรคสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเมื่อ พ.ศ. 2524 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 70 คน ต่อมาใน พ.ศ. 2534 กลุ่มนี้ได้ร่วมมือกับรัฐบาลอิรักในการปราบปรามกลุ่มมุสลิมนิกายชีอะหฺและชาวเคิร์ด พ.ศ. 2535 ได้เข้าทำลายสถานทูตอิหร่านพร้อมกัน 13 ประเทศ และในระหว่าง พ.ศ. 2543 – 2544 ได้โจมตีหน่วยงานของรัฐบาลอิหร่านตามแนวพรมแดนอิหร่าน – อิรัก

สมาชิก[แก้]

มีนักรบประมาณ 1,000 คน กระจายอยู่ในอิรัก โดยได้รับการสนับสนุนจากอิรักและชาวอิหร่านในต่างแดน ขบวนการประชาชนมุญาฮิดีนอิหร่านกล่าวอ้างว่ามีทหาร 30, 000 – 50,000 คน ที่เป็นกองกำลังติดอาวุธ มีฐานที่มั่นในอิรัก ส่วนสมาชิกทั่วไปคาดว่ามีประมาณ 15, 000 – 20,000 คน

อ้างอิง[แก้]

  1. "Council Common Position 2005/847/Cfsp" (PDF). Official Journal of the European Union. L 314: 44. 2005. 
  2. "Chapter 6 -- Terrorist Organizations". US Department of State. 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-07-15. 
  3. http://www.iht.com/articles/reuters/2009/01/26/africa/OUKWD-UK-IRAN-EU-OPPOSITION.php
  4. http://euobserver.com/9/27472
  5. http://www.upi.com/Emerging_Threats/2009/01/26/EU_removes_PMOI_from_terrorist_list/UPI-44751232989491/
  6. http://uk.reuters.com/article/asiaCrisis/idUKLQ200287
  7. DC Court of Appeals Rules Against NCRI Petition for Review of "Foreign Terrorist Organization" Designation, July 9, 2004, United States Court of Appeals for the District of Columbia
  8. Kliger, Rachelle (January 11, 2006). "Resistance group claims evidence of Iranian bomb ambitions". The Media Line. สืบค้นเมื่อ 2006-12-28. 
  9. Iran Between Two Revolutions by Ervand Abrahamian, Princeton University Press, 1982, p.489
  10. Iran Between Two Revolutions by Ervand Abrahamian, Princeton University Press, 1982, p.491
  11. Iran Between Two Revolutions by Ervand Abrahamian, Princeton University Press, 1982, p.490
  12. National Council of Resistance of Iran
  13. Maryam Rajavi Freedom and democracy for Iran is best achieved by the Iranian people and their Resistance
  14. http://www.tkb.org/Group.jsp?groupID=3632
  15. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีข้อความใดให้ไว้สำหรับอ้างอิงชื่อ au_act
  16. Scott Peterson (2003). "Inside a group caught between three powers". Christian Science Monitor. สืบค้นเมื่อ 2007-07-15. 
  • ดลยา เทียนทอง. ปฐมบทการก่อการร้าย. กทม: สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2550 หน้า 78 – 79