การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2

ซากโบราณสถานวัดพระศรีสรรเพชญ์ ภายในพระราชวังหลวงของกรุงศรีอยุธยา ซึ่งหลงเหลือจากสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2
วันที่ พ.ศ. 2308 - 7 เมษายน พ.ศ. 2310
สถานที่ อาณาจักรอยุธยา
ผลลัพธ์
  • อาณาจักรพม่าได้รับชัยชนะ
  • อาณาจักรอยุธยาล่มสลาย
  • การสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแห่งใหม่ของสยาม ...ดูเพิ่ม
ผู้ร่วมสงคราม
อาณาจักรอยุธยา อาณาจักรพม่า
แคว้นล้านนา (ประเทศราช)
ผู้บัญชาการ
สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ 

พระยาวชิรปราการ (สิน)
พระมหามนตรี

พระเจ้ามังระ

เนเมียวสีหบดี
มังมหานรธา 
ปกันหวุ่น
สุกี้พระนายกอง

การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างไทย-พม่า โดยการเสียกรุงเกิดขึ้นเมื่อวันอังคาร ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 5 ปีกุน ซึ่งตรงกับวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 (จุลศักราช 1129)[1] ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์แห่งอาณาจักรอยุธยา และพระเจ้ามังระของอาณาจักรพม่า

กองทัพพม่าอาศัยกำลังทหารที่เหนือกว่าโจมตีปล้นสะดมหัวเมืองต่าง ๆ ของอาณาจักรอยุธยาทั้งทางเหนือและทางใต้ และเข้าปิดล้อมพระนคร ทหารอยุธยาป้องกันพระนครอย่างเข้มแข็ง แต่ก็ไม่สามารถต้านทานกองทัพพม่าไว้ได้ กองทัพพม่าจึงชนะศึก ภายหลังกองทัพพม่ายกทัพมาปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้นานกว่า 1 ปี 2 เดือน

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 นั้นเป็นการสูญเสียที่ใหญ่หลวงของไทย ทำให้ผู้คนถูกกวาดต้อนไปยังพม่า ถูกฆ่าตายหรือไม่ก็หลบหนีไปตามป่าเขาเป็นจำนวนมาก ทรัพย์สมบัติถูกแย่งชิงหรือถูกทำลาย กรุงศรีอยุธยาอันเป็นราชธานีของไทยมานานกว่า 400 ปีถูกทำลายเสียหายย่อยยับจนไม่สามารถฟื้นคืนได้

ในปีเดียวกันนั้นเอง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงกอบกู้เอกราชของไทย และทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแห่งใหม่ กวาดต้อนผู้คนจากกรุงศรีอยุธยาไปยังกรุงธนบุรีเพื่อสร้างบ้านเมืองแห่งใหม่ให้มั่นคง แต่กรุงศรีอยุธยาก็ไม่ได้กลายเป็นเมืองร้าง ยังมีคนที่รักถิ่นฐานบ้านเดิมอาศัยอยู่ และมีราษฎรที่หลบหนี้ไปอยู่ตามป่ากลับเข้ามาอาศัยอยู่รอบ ๆ เมือง รวมกันเข้าเป็นเมืองจนทางการยกเป็นเมืองจัตวา เรียกว่า "เมืองกรุงเก่า"[2]

เนื้อหา

[แก้] ภูมิหลัง

ภาพ:ThaiHistory_Placide_CarteDuRoyaumeDeSiam.png
ภาพ:ThaiHistory_SiamPlacide.jpg
ยุคก่อนประวัติศาสตร์
บ้านเชียง ประมาณ 2500 ก่อน พ.ศ.
บ้านเก่า ประมาณ 2000 ก่อน พ.ศ.
ยุคอาณาจักร
สุวรรณภูมิ
ก่อนพุทธศตวรรษที่ 3-5
สุวรรณโคมคำ
พศว. 4-5
ทวารวดี-นครชัยศรี
ประมาณ พุทธศตวรรษที่ 5-15
โยนกนาคพันธุ์
638-1088
คันธุลี
994-1202
  เวียงปรึกษา
1090-1181
ศรีวิชัย
1202-1758
  ละโว้
1191 -1470
หิรัญเงินยางฯ
1181 - 1805
  หริภุญชัย
1206-1835
 
สงครามสามนคร พ.ศ. 1467-1470
  สุพรรณภูมิ
ละโว้
 
พริบพรี
นครศรีธรรมราช
  สุโขทัย
1792-1981
พะเยา
1190-2011
เชียงราย
1805-1835
ล้านนา
1835-2101
อยุธยา (1)
พ.ศ. 1893-2112  
  สค.ตะเบ็งชเวตี้  
  สค.ช้างเผือก
  เสียกรุง 1
   พ.ศ. 2112
พิษณุโลก
2106-2112
ล้านนาของพม่า
2101-2317
อยุธยา (2)
พ.ศ. 2112-2310
เสียกรุงครั้งที่ 2
6 ชุมนุม (2310-2313)
ธนบุรี
พ.ศ. 2310-2325
ล้านนาของสยาม
พ.ศ. 2317-2442
  นครเชียงใหม่
  เมืองแพร่
  แคว้นน่าน
รัตนโกสินทร์
พ.ศ. 2325-ปัจจุบัน
  สงครามเก้าทัพ
  อานามสยามยุทธ
  เสียดินแดน
  มณฑลเทศาภิบาล
  สค.โลกครั้งที่ 1 - 2
 
ยุครัฐประชาชาติ
ประเทศไทย
  เปลี่ยนแปลงการปกครอง
  เปลี่ยนแปลงชื่อประเทศ
สหรัฐไทยเดิม
พ.ศ. 2485-2489
 
จัดการ: แม่แบบ  พูดคุย  แก้ไข

[แก้] กรุงศรีอยุธยาตอนปลาย

ส่วนสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ เมื่อยังไม่ได้ครองราชย์ มีพระนามว่า กรมขุนอนุรักษ์มนตรี ซึ่งสมเด็จพระราชบิดา คือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงตระหนักดีว่า พระราชโอรสองค์นี้ทรงไม่มีความเหมาะสมที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อสมเด็จพระมหาอุปราชองค์แรกต้องพระราชอาญาสิ้นพระชนม์ จึงทรงข้ามไปโปรดฯ ให้พระราชโอรสองค์ที่ 3 คือ เจ้าฟ้าอุทุมพร ทรงเป็นพระมหาอุปราช แต่พอสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ และสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรทรงราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ไม่เกิน 3 เดือน เจ้าฟ้าเอกทัศน์ กรมขุนอนุรักษ์มนตรี ก็ตั้งพระองค์เองขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง พระเจ้าลูกเธอทั้ง 3 พระองค์คือ กรมหมื่นจิตสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ กรมหมื่นเสพย์ภักดี ไม่พอพระทัยคิดที่จะก่อกบฏ แต่ถูกจับได้จึงถูกประหาร ชีวิตทั้งหมด

สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรผู้ทรงเป็นพระอนุชาร่วมพระมารดา ก็ทรงตัดสินพระทัยด้วยเหตุผลส่วนพระองค์ อาจจะผนวกด้วยพระนิสัยใฝ่สงบอีกด้วย จึงปลีกพระองค์ไปผนวชเสีย การตัดสินพระทัยมีส่วนให้บ้านเมืองถูกปล่อยปละละเลย จนพม่าทราบและฉวยโอกาสรุกรานแผ่นดินไทย แต่การที่ถูก พม่ารุกรานครั้งแรกใน พ.ศ. 2302 นั้น พระองค์ยังทรงตระหนักถึงหน้าที่ และทรงยินยอมลาผนวช ตามคำกราบทูลขอของข้าราชการผู้ใหญ่ มาทรงช่วยบัญชาการทัพเพื่อป้องกันบ้านเมือง แต่เมื่อว่างเว้นศึกพม่าไป 5 ปี และสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์กลับทรงแสดงพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์อีก พระองค์ก็ทรงตัดเรื่องโลกไปผนวชอีก และไม่ยอมลาผนวชอีกเลย บางครั้งได้เสด็จมาประทับจำพรรษา ที่พระตำหนักคำหยาดที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณวัดโพธิ์ทอง ตำบลคำหยาด อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ด้วยเพราะสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ทรงแสดงความรังเกียจ พระเจ้าอุทุมพรจึงทรงปลีกพระองค์ออกมาอยู่ให้ไกลจากพระนคร ครั้นมีศึกพม่ามาประชิดพระนคร พระองค์ได้ทรงลาผนวชมาช่วยบัญชาการศึก ครั้นเสร็จศึกก็ออกผนวชอีก โดยได้ประทับอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งก็เสด็จกลับมาประทับที่ วัดประดู่ทรงธรรม นอกกำแพงพระนคร

สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ทรงทำพิธีราชาภิเษก เมื่อพระชนมายุ 40 พรรษา ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระศรีสรรเพ็ชญ บรมราชามหากษัตริย์ บวรสุจริต ทศพิธธรรมเรศน์ เชษฐโลกนายก อุดมบรมนาถบพิตร ทรงเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา ราษฎรทั่วไปเรียกว่า "ขุนหลวงขี้เรื้อน" เพราะเหตุที่พระองค์ทรงเป็นโรคกลากเกลื้อนหรือโรคผิวหนังประจำพระองค์ ทรงมีพระราชประวัติความประพฤติไม่ดีอยู่โดยมาก จึงไม่ทำให้ราษฎรเกิดความเลื่อมใสศรัทธา

นับแต่พระองค์ได้ขึ้นครองราชย์สมบัติ ข้าราชการเกิดความระส่ำระสาย มีบางคนลาออกจากราชการ บาทหลวงฝรั่งเศสได้เขียนจดหมายเหตุไว้ในตอนนั้นว่า “... บ้านเมืองแปรปรวน เพราะฝ่ายใน(พระราชชายา) ได้มีอำนาจเท่ากับพระเจ้าแผ่นดินผู้มีความผิดฐานกบฏ ฆ่าคนตายเอาไฟเผาบ้านเรือนจะต้องได้รับโทษถึงประหารชีวิต แต่ความโลภของฝ่ายในให้เปลี่ยนเป็นริบทรัพย์สิน ริบได้ก็ตกเป็นของฝ่ายในทั้งสิ้น พวกข้าราชการเห็นความโลภของฝ่ายใน ก็แสวงหาผลประโยชน์กับผู้ต้องหาคดีให้ได้มากที่สุดที่จะหาได้ จะได้แบ่งเอาบ้าง ความเดือดร้อนลำเค็ญก็ยิ่งทับถมราษฎรมากขึ้น …” [3]

สังคมสมัยพระเจ้าเอกทัศน์มีการกดขี่รีดไถ ข่มเห่งรังแกราษฎรอย่างไม่เป็นธรรมปรากฏอยู่ทั่วมุมเมือง ใครมีเงินใช้ก็ต้องจ่ายค่าคุ้มครองถึงจะอยู่ในสังคมได้ เมื่อขุนนางชั้นผู้น้อยเห็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทำก็เลยเลียนแบบ ทำให้ราษฎรหมดที่พึ่งพิงส่งผลให้แตกความสามัคคี เพราะขาดความยุติธรรมและข้าราชการพลเมืองขาดกำลังใจ

อาณาจักรอยุธยา เกิดจากการรวมตัวของเมืองต่าง ๆ ที่มีผู้ปกครองของตัวเองและยอมรับอำนาจของราชธานี หัวเมืองต่าง ๆ จึงค่อนข้างอยู่อย่างอิสระ เว้นแต่ในบางช่วงเวลาที่ราชธานีพยายามควบคุมมากขึ้นด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ส่งราชนิกูลไปปกครอง หรือให้มีขุนนางยกกระบัตรไปกำกับการทำงานของเจ้าเมืองและกรมการเมืองอีกชั้นหนึ่ง แต่ก็มักเป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่องและอาจถูกต่อต้านจากหัวเมืองในที่สุด มีผลทำให้อยุธยามีอำนาจและความสามารถในการป้องกันตนเองที่จำกัด [4] ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้กองทัพจากหัวเมืองต่าง ๆ ไม่เข้ามาช่วยกรุงศรีอยุธยายามมีศึกก็เป็นได้

นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นผู้เสนอการอธิบายสาเหตุของความระส่ำระสายจนทำให้อยุธยาต้องพ่ายแพ้สงครามในมุมมองที่กว้างขวางขึ้น ด้วยการอธิบายถึงการปฏิเสธอำนาจของราชธานีเพราะการควบคุมและช่วงชิงผลประโยชน์เหนือหัวเมือง จนเมื่อข้าศึกรุกราน หัวเมืองเหล่านี้ก็ไม่ให้ความช่วยเหลือ ในขณะที่การอธิบายในงานเขียนก่อนหน้ามักให้ความสำคัญที่ความสามารถของพระมหากษัตริย์ (พระเจ้าเอกทัศน์) ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อยุธยาอ่อนแอและต้องพ่ายแพ้ในที่สุด[5]

[แก้] การรุกรานในสมัยของพระเจ้าอลองพญา

ปี พ.ศ. 2303 พระเจ้าอลองพญา ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์อลองพญา หรือราชวงศ์คองบอง (ครองอำนาจต่อจากราชวงศ์ตองอู) ได้ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาในสมัยที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่สำเร็จเพราะเหตุที่พระเจ้าอลองพญาสวรรคตเพราะต้องสะเก็ดปืนที่แตกต้องพระองค์[6] หลังจากนั้นจึงไม่มีใครคิดที่จะมาตีกรุงศรีอีก

จนกระทั่งมาถึงปี พ.ศ. 2308 พระเจ้ามังระ กษัตริย์พระองค์ที่ 3 ของราชวงศ์อลองพญา (รัชสมัยถัดจาก พระเจ้ามังลอก) ได้ยกกองทัพหวังจะตีกรุงศรีอยุธยาให้แตกพ่ายอีกครั้งหนึ่ง

[แก้] เหตุการณ์การรบ

[แก้] แผนการของฝ่ายพม่า

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระองค์แรกที่กล่าวถึงกองทัพพม่า ที่ยกมาครั้งนี้ว่าเป็นการ “ มาอย่างกองโจร” กล่าวคือขาดกำลังที่จะยกหักเข้าชิงชัยในพระนคร แต่เที่ยวปล้นสะดมอยู่โดยรอบเป็นเวลา 3 ปี กว่าจะสามารถหักเอากรุงศรีอยุธยาได้ และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ว่า

“ ...กองทัพพม่าเป็นกองทัพโจรมิใช่ทัพกษัตริย์ ขาดแม้แต่เป้าหมายที่ชัดเจนว่า จะตีกรุงศรีอยุธยา เพราะจุดหมายเดิมเพียงแต่ต้องการปราบปรามเมืองทวาย แต่มาพบว่ากองทัพไทยอ่อนแอ จึงได้ยกล่วงล้ำเข้ามาจนถึงชานพระนคร พระองค์ไม่ทรงรับรองข้อความในพระราชพงศาวดารพม่าที่ว่า พม่ากำหนดแผนการให้มีทัพจากทางเหนือ และทางใต้ยกเข้าประชิดกรุงศรีอยุธยาพร้อมกัน ทรงเห็นว่าความคิดเช่นนั้นเป็นสิ่งที่พระราชพงศาวดาร พม่าแต่งขึ้นเองในภายหลัง..." [7]

ส่วนทางด้านพงศาวดารฉบับหอแก้วและคองบองระบุว่า

"...พระเจ้ามังระทรงโปรดให้เตรียมการเข้าตีกรุงศรีอยุธยาไว้ก่อนล่วงหน้าอย่าง เป็นระเบียบแบบแผน พระเจ้ามังระถึงกับทรงมีพระราชดำริว่า อาณาจักรอยุธยานั้นยังไม่เคยถึงกาลต้องถูกทำลาย ลงอย่างย่อยยับเด็ดขาดมาก่อน ฉะนั้นจะอาศัยแต่เพียงทัพของเนเมียวสีหบดี (Neimyo Thihapate) ที่ยกไปทางเส้นเชียงใหม่ แต่เพียงทัพเดียว ย่อมยากต่อการกระทำการให้สำเร็จโดยง่าย จำต้องจัดทัพให้มังมหานรธา (Mahanoratha) ยกไปช่วยกระทำการอีกด้านหนึ่ง..."[8]

ลำดับขั้นในการทำสงคราม การทำสงครามครั้งนี้แบ่งออกได้เป็น 4 ขั้น[9] ได้แก่

  1. กองโจรปล้นสะดมหัวเมืองต่าง ๆ
  2. การตีเมืองหน้าด่านและการเข้าประชิดชานพระนคร
  3. การปฏิบัติการในฤดูฝนและฤดูน้ำหลาก
  4. กรุงแตก

ทัพพม่าที่ยกมาทั้งทางเชียงใหม่และทวายใช้กำลังที่ได้เปรียบ ตีกวาดหัวเมืองสำคัญที่ตั้งอยู่บนเส้นทางเดินทัพทั้งตอนเหนือ และตอนใต้ทุกหัวเมืองไม่ละเว้น แม้กระทั่งเมืองพิษณุโลก ทัพของเนเมียวที่ยกเข้ามาเส้นทางเชียงใหม่นั้น ไม่เพียงเข้าตีเมืองพิษณุโลก แต่ยังตั้งศูนย์บัญชาการใหญ่ที่เมืองนี้ เพื่อกำหนดแผนการเข้าตีเมืองตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยาต่อไป

ทัพของเนเมียวสีหบดีและมังมหานรธานั้นถึงแม้ว่าจะยกมากระทำการกันคนละทาง แต่ก็มีการปฏิบัติการที่ประสานและเกื้อหนุนแก่กันคือ ต่างร่วมดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อปิดกั้นให้อยุธยาตกอยู่ในสภาพที่จนตรอกคือ ช่วยกันทำลายหรือมิฉะนั้นก็ยึดครองหัวเมืองรอบนอก ไม่ให้มีโอกาสเข้ามาช่วยกู้กรุงศรีอยุธยา[10]

ทัพเนเมียวสีหบดีนั้น ไม่ได้ผลีผลามเข้าล้อมกรุงโดยอิสระ แต่ยั้งทัพรอทัพของเนเมียวสีหบดีอยู่ ณ หมู่บ้านกานนี (Kanni) เหนือสีกุก (Thigok) จนเมื่อล่วงรู้ว่าทัพของเนเมียวสีหบดีเคลื่อนเข้าสู่ชานพระนครแล้ว จึงเดินทัพออกจากบ้านกานนี มาตั้งประชิดที่ด้านหลังของพระมหาเจดีย์ภูเขาทอง[11]

ความคิดที่จะตีอยุธยาของพระเจ้ามังระอาจมีนับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ในพ.ศ. 2306 ก่อนหน้านั้นพระองค์เสด็จมาในกองทัพของพระราชบิดา เมื่อยกมาตีกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. 2303 หลังจากที่เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ ก็ได้ตระเตรียมงานด้านการบริหารราชอาณาจักรไว้เป็นอย่างดี เพื่อให้สามารถทำสงครามได้หลายด้านและหลายครั้งในรัชกาล ประสบการณ์ในการรบกับประเทศไทยทำให้ทรงรู้จุดอ่อนของราชอาณาจักรอยุธยาพอสมควร และทำให้ได้เตรียมการอันจำเป็น สำหรับการเอาชัยชนะเหนืออยุธยาในเวลาต่อมา

แผนการของพม่าในการพิชิตกรุงศรีอยุธยาก็คือ การส่งทัพมากระหนาบกรุงศรีอยุธยา สองทางทั้งจากทางใต้และทางเหนือ พระเจ้ามังระทรงดำริว่าอยุธยาเป็นราชอาณาจักรที่แข็งแกร่ง เพราะว่างเว้นจากศึกสงคราามมานานและจะส่งแต่ทัพทางเหนือ อันมีเนเมียวสีหบดีเป็นแม่ทัพเพียงด้านเดียวก็จะไม่เพียงพอ จึงโปรดให้มังมหานรธานำทัพมาทางใต้อีกด้านหนึ่งด้วย

กองทัพทั้งสองมีภารกิจอื่นที่ต้องทำก่อน แต่เป็นภารกิจที่จะช่วยเสริมกำลังให้แก่เป้าหมายหลัก คือการตีกรุงศรีอยุธยาอยู่ด้วย กองทัพเนเมียวสีหบดีเดินทัพมาทางหัวเมืองชานเพื่อกะเกณฑ์ผู้คนเข้ามาสมทบ แล้วยกเข้าสู่เมืองเชียงใหม่ผ่านทางเชียงตุง เนเมียวสีหบดีมีหน้าที่ต้องปราบกบฏในล้านนา ซึ่งก็สามารถกระทำได้สำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากสิ้นฤดูฝนในพ.ศ. 2307 ได้ยกขึ้นไปปราบเมืองล้านช้างได้หมด จากนั้นยกกลับมาค้างฤดูฝนที่ลำปางในพ.ศ. 2308 ในระหว่างนั้นได้กะเกณฑ์ผู้คนในหัวเมืองล้านนาและล้านช้าง รวมทั้งเจ้าฟ้าทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวินเข้าสมทบในกองทัพ เตรียมการยกเข้าตีกรุงศรีอยุธยา[12]

กองทัพเนเมียวสีหบดีเคลื่อนกำลังจากลำปางในฤดูแล้งของ พ.ศ. 2308 ส่วนทัพมังมหานรธามีภารกิจที่ต้องปราบกบฏที่ทวายก่อน และพักค้างฝนที่ทวายในพ.ศ. 2308 ขณะเดียวกันก็กะเกณฑ์ผู้คนจากหงสาวดี เมาะตะมะ มะริด และทวาย ตะนาวศรีเข้าสมทบในกองทัพจนเข้าหน้าแล้งของพ.ศ. 2308 จึงได้เคลื่อนทัพเข้าสู่ประเทศไทย พร้อมกับทัพของเนเมียวสีหบดีเพื่อมาบรรจบกันที่อยุธยาตามนัดหมาย

จดหมายของบาทหลวงฝรั่งเศสซึ่งอยู่ในกรุงศรีอยุธยาขณะนั้นรายงานว่า พม่าได้บุกเข้าราชบุรีและกาญจนบุรี ตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2308 แต่กว่ากองทัพพม่าจะเข้ามาตั้งประชิดพระนครก็เป็นวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2309 นับเป็นเวลากว่าปีระหว่างนั้น พม่าก็มาตั้งค่ายอยู่ที่แม่น้ำสองสายมาบรรจบกัน[13] (คือตอกระออมและดงรังหนองขาวในพระราชพงศาวดารไทย) ต่อเรือรบอยู่ที่นั่น เพื่อทำการศึกแรมปีก่อนจะตีกรุงศรีอยุธยาได้[14]

ส่วนทัพของเนเมียวสีหบดีที่มาจากทางเหนือนั้น หลักฐานไทยและพม่าไม่ตรงกันนักในด้านยุทธศาสตร์ พระราชพงศาวดารฉบับหอแก้วกล่าวว่า เมืองแรกที่ถูกยึดได้คือบ้านตากซึ่งได้ทำการต่อสู้กับพม่า แต่ก็ถูกยึดและปล้นสะดมเมืองตลอดจนจับตัวเจ้าเมืองไปด้วย การปราชัยที่ตากทำให้เจ้าเมืองระแหงและกำแพงเพชรต่างยอมจำนนแต่โดยดี เพื่อมิให้ถูกปล้นสะดมเมืองดังเช่นที่เมืองตากต้องโดน

ดังนั้น ในการยกทัพมาครั้งนี้ทัพทั้งสองจึงต่างมาพักค้างฝนกัน ที่ชายพระราชอาณาเขตคือลำปางและทวาย เพื่อให้มีเวลาทำการแก่อยุธยาได้เต็มที่ ในขณะเดียวกันก็ได้เตรียมการที่จะทำการแรมปี เพราะต้องใช้เวลาในการตัดขาดกรุงศรีอยุธยาออกจากกำลังไพร่พลที่พึงหาได้ในหัวเมือง อันนับได้ว่าเป็นการตีจุดอ่อนที่สุดของราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา

ยุทธวิธีที่กองทัพทั้งสองของพม่าใช้ในการปราบปรามหัวเมืองทั้งหลายนั้นตรงกันคือ หากเมืองใดต่อสู้ก็จะปล้นสะดมริบทรัพย์จับเชลย เป็นการลงโทษเมื่อตีเมืองได้ เมืองใดยอมอ่อนน้อมแต่โดยดีก็เพียงแต่กะเกณฑ์ผู้คนเสบียงอาหารใช้ในกองทัพ โดยไม่ลงโทษ นอกจากนี้พม่ายังใช้การกระจายกำลังออกเกลี้ยกล่อมผู้คนพลเมืองทั่วไปในท้องถิ่นภาคกลางฝั่งตะวันตก ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

บาทหลวงฝรั่งเศสรายงานใน พ.ศ. 2308 ว่า “ ...เกิดเสียงลือกันขึ้นด้วยว่ากองทัพพม่าเต็มไปด้วยคนไทย ซึ่งได้รับความเดือดร้อนเอาใจออกห่างจากไทย ไปเข้ากับพม่า... ” [15] ด้วยวิธีเช่นนี้แม้ว่ากองทัพพม่ามิได้มีกำลังพลมากนัก ในระยะต้นก็สามารถเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาและพิชิตได้ในที่สุด แต่ความสำเร็จเช่นนี้ของพม่าก็เกิดขึ้น ได้เพียงเพราะระบบการป้องกันตนเอง ของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาพังสลายลงเนื่องจากความไร้ประสิทธิภาพ ของการจัดการปกครองหัวเมืองและกำลังคน

กองทัพทั้งสองของพม่ามาบรรจบกันในปลาย พ.ศ. 2308 โดยทัพทางเหนือตั้งที่ปากน้ำประสบห่างจากอยุธยาไม่ถึง 2 กิโลเมตร ในระหว่างนั้นก็กระจายกำลังกันเที่ยวเกลี้ยกล่อมปราบปรามหัวเมือง ดังที่กล่าวแล้วการล้อมกรุงก็ยังไม่สู้จะกวดขันนัก จึงปรากฏว่ามีราษฎรจากบ้านนอกหลบหนีภัยพม่าเข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงวันละมากๆ เสมอมาและเสบียงอาหารในกรุงก็ยังคงบริบูรณ์ดีอยู่ เพราะเข้าใจว่าจะยังสามารถลาดหาเสบียงอาหารมาเก็บไว้ได้ต่อไป ดังปรากฏในจดหมายเหตุของบาทหลวงฝรั่งเศสว่า "...เมื่อพม่าเข้าตั้งประชิดพระนครและล้อมกรุงอย่างกวดขันขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2309 นั้น เสบียงอาหารในกรุงก็ยังบริบูรณ์ดี มีแต่ขอทานเท่านั้นที่อดตาย..." [16]

สภาพของกรุงศรีอยุธยาถูกตัดขาดจากหัวเมืองของตนเองมาเป็นเวลาต่อเนื่องกันเกือบ 2 ปีเต็ม จึงไม่มีรัฐบาลกลางที่จะอำนวยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของราชอาณาจักรไว้ได้อีก ชัยชนะของพม่านั้นจึงได้จากการทำลายราชอาณาจักรอยุธยา ส่วนการยึดเมืองอยุธยานั้นเป็นผลตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้[17]

[แก้] การเตรียมการต่อสู้ของอยุธยา

แผนที่สังเขปแสดงที่ตั้งของกองกำลังฝ่ายเหนือ พ.ศ. 2309

ในอดีตกรุงศรีอยุธยามีการป้องกันพระนครโดยมีป้อมปราการเป็นกำแพงอิฐและสูงล้อมรอบตัวเมืองที่กว้าง ดังนั้นจึงสามารถกันมิให้ข้าศึกเข้าจู่โจมตีได้อย่างสะดวก ถึงแม้กองทัพพม่าได้รุกล้อมรอบพระนคร อย่างไรก็ตามการป้องพระนครก็กระทำกันอย่างเหนียวแน่นแข็งแรง[18] แต่ยุทธศาสตร์ที่อาศัยพระนครเป็นปราการสำหรับให้ข้าศึกเข้าล้อม รอเวลาที่ทัพจากหัวเมืองมาช่วยตีกระหนาบนั้นใช้ไม่ได้มานานแล้ว ยุทธศาสตร์ใหม่ในการป้องกันตนเอง อย่างที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงใช้นั้นเป็นที่ยอมรับ นั่นก็คือต้องผลักดันมิให้ข้าศึกเข้ามาประชิดพระนคร[19] สงครามคราวเสียกรุงในปี พ.ศ. 2310 เป็นศึกครั้งแรกและครั้งเดียว ที่ผู้นำอยุธยาสามารถรักษากรุงไว้ได้ จนถึงฤดูน้ำหลากตามแผนที่วางไว้ โดยที่ตัวพระนครไม่ต้องตกอยู่ในสภาพบอบช้ำ และราษฎรที่หลบภัยสงครามในกำแพงเมืองไม่ต้องเผชิญกับความฝืดเคืองด้านเสบียงอาหาร[20]

การวางแนวปะทะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้กองทัพพม่าซึ่งล้อมกรุงมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 10 เดือนนับแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2309 ไม่สามารถแม้แต่จะบุกเข้าใกล้ตัวกำแพงพระนคร หรือตั้งป้อมประชิดกำแพงเพื่อใช้ปืนใหญ่ระดมยิง เหมือนกับที่เคยเคยทำได้ในศึกอลองพญา พม่าทำได้อย่างมากก็แต่เพียงตั้งค่ายล้อมพระนครอยู่ไกล ๆ เช่น ทางทิศตะวันตกเข้ามาได้ไม่เกินวัดท่าการ้อง[21] ขณะที่กำลังส่วนใหญ่ยังคงติดอยู่กลางทุ่งประเชต และทุ่งวัดภูเขาทอง ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เข้ามาได้ไม่ถึงวัดไชยวัฒนาราม เพราะทางอยุธยาตั้งค่ายใหญ่กันไว้ ทางด้านตะวันออกเข้าได้ ไม่ถึงวัดพิชัย และเป็นไปได้ว่าตลอดลำคูขื่อหน้าจากหัวรอถึงปากน้ำแม่เบี้ย และคลองสวนพลูยังเป็นเขตปลอดจากการยึดครองของพม่า ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้และทิศใต้จากคลองสวนพลู วัดโปรตุเกส ตลอดไปจนถึงวัดพุทไธศวรรย์ และวัดเซนต์โยเซฟยังตกอยู่ภายใต้การยึดครองของอยุธยา ส่วนทางทิศเหนือพม่าเข้าได้ไม่ไกลไปกว่าโพธิ์สามต้นและปากน้ำประสบ[22][23]

[แก้] การรบทางเรือ

บาทหลวงชาวฝรั่งเศสสรุปความสามารถของทหารอยุธยาที่ป้องกันพระนครว่า

"… เมื่อไทยออกต่อสู้พม่าคราวใด ก็สำหรับส่งอาวุธให้ข้าศึกเท่านั้น …"[24]

พวกแม่ทัพนายกองของพม่าร้องทุกข์ต่อมังมหานรธาให้เลิกทัพกลับไปก่อน เพราะฝนตกชุกเดี๋ยวน้ำเหนือก็จะหลากมา แต่มังมหานรธาไม่เห็นด้วย และว่ากรุงศรีอยุธยาขัดสนเสบียงอาหาร และกระสุนดินดำจนอ่อนกำลังจวนจะตีได้อยู่แล้ว ฝ่ายกองทัพพม่าก็ได้ตระเตรียมทำไร่ทำนาหาอัตคัตสิ่งใดไม่ ถ้าเลิกทัพกลับไป อยุธยาจะได้ช่องทางหากำลังมาเพิ่มเติม เตรียมรักษาบ้านเมืองกวดขันกว่าแต่ก่อน ถึงยกมาตีอีกที่ไหนจะตีง่ายเหมือนครั้งนี้ มังมหานรธาจึงไม่ยอมให้ทัพกลับ ให้เที่ยวตรวจหาที่ดอนตามโคกตามวัดอันมีอยู่รอบพระนคร แล้วแบ่งหน้าที่กันให้กองทัพแยกออกไปตั้งค่ายสำหรับที่จะอยู่เมื่อถึงฤดูน้ำ และให้ผ่อนช้างม้าพาหนะไปเลี้ยงตามที่ดอนในหัวเมืองใกล้เคียง แล้วให้เที่ยวรวบรวมเรือใหญ่น้อยมาไว้ใช้ในกองทัพ เป็นจำนวนมาก[25]

หลังจากที่หมดฤดูน้ำหลาก มังมหานรธาก็ล้มป่วยลงและถึงแก่กรรม[26] ที่ค่ายบ้านสีกุก แต่สาเหตุที่มังมหานรธาถึงแก่กรรมกลับโทษฝ่ายอยุธยา ด้วยแต่ก่อนมากองทัพพม่าฝ่ายเหนือ กับกองทัพพม่าฝ่ายใต้มักแก่งแย่งกัน ด้วยต่างฝ่ายต่างก็เป็นอิสระมิได้ขึ้นแก่กัน ครั้นมังมหานรธาถึงแก่กรรมลง[27]

หลังจากที่มังมหานรธาถึงแก่กรรมแล้ว เนเมียวสีหบดีก็ได้เป็นแม่ทัพใหญ่ขึ้นบังคับบัญชากองทัพทั้งหมดเพียงผู้เดียว ส่งผลให้กองทัพทั้งฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้สมทบกันเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยา ตัวเนเมียวสีหบดีได้ย้ายจากค่ายปากน้ำประสบมาอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น[28]

[แก้] การตั้งค่ายของอยุธยา

ต่อมาฝ่ายไทยได้มีคำสั่งให้ข้ามออกไปตั้งค่ายป้องกันพระนครไว้ทุกด้าน ดังนี้

ทิศเหนือ ตั้งค่ายที่วัดพระเมรุแห่งหนึ่ง ตั้งที่เพนียดแห่งหนึ่ง
ทิศใต้ ตั้งค่ายที่บ้านสวนพลูแห่งหนึ่ง ให้หลวงอภัยพิพัฒน์ ขุนนางจีนคุมชาวจีนบ้านนายค่าย (บางฉบับเรียกนายก่าย) 2,000 คน ให้พวกคริสตังตั้งค่ายที่วัดพุทไธสวรรย์แห่งหนึ่ง
ทิศตะวันออก ตั้งค่ายที่วัดเกาะแก้วแห่งหนึ่ง ตั้งที่วัดมณฑปแห่งหนึ่ง ตั้งที่วัดพิชัยแห่งหนึ่งในบังคับของพระยาวชิรปราการ (สิน)
ทิศตะวันตก ให้กรมอาสาหกเหล่า ตั้งค่ายที่วัดไชยวัฒนารามแห่งหนึ่ง

กองทัพอยุธยาที่รักษาพระนครนั้นเริ่มระส่ำระสายด้วยรู้กันว่าหมดช่องทางที่จะเอาชนะพม่าได้ พวกจีนในกองทัพที่ไปตั้งค่ายอยู่ที่บ้านสวนพลู คิดจะเอาตัวรอดก่อนคบคิดกันประมาณ 300 คน พากันไปยังพระพุทธบาทไปลอกทองคำที่หุ้มพระมณฑปน้อย และแผ่นเงินที่ดาดพื้นพระมณฑปใหญ่มาแบ่งปันกันเป็น อาณาประโยชน์ แล้วเอาไฟเผาพระมณฑปพระพุทธบาท[29]ต่อมาค่ายจีนที่บ้านสวนพลูก็เสียแก่พม่า

ต่อมาพม่ายกเข้าตีค่ายที่เพนียดได้ เนเมียวสีหบดีแม่ทัพพม่าก็เข้ามาตั้งอยู่ที่เพนียด แล้วให้กองทัพพม่าเข้าตีค่าย ทหารอยุธยาที่ออกไปตั้งค่ายป้องกันพระนครข้างด้านเหนือ ถูกตีแตกกลับเข้ามาในกรุงหมดทุกค่าย พม่าเข้ามาตั้งค่ายประชิดพระนคร ด้านเหนือ ที่วัดกุฎีดาว วัดสามพิหาร วัดศรีโพธิ์ วัดนางชี วัดแม่นางปลื้ม วัดมณฑป แล้วให้ปลูกหอรบ เอาปืนขึ้นจังก้ายิงเข้าไปในพระนครทุกวันมิได้ขาด[30]

ส่วนแม่ทัพข้างใต้ก็ยกเข้ามาตีไทยที่วัดพุทไธสวรรย์ แล้วไปตีค่ายที่วัดชัยวัฒนาราม รบกันอยู่ได้ 8-9 วันก็เสียค่ายแก่พม่า[31] แต่ที่ค่ายของพระยาตากสินที่วัดพิชัยนั้น พระยาตากทิ้งค่ายไปเสียก่อนที่พม่าจะยกเข้ามาตี

[แก้] การขุดอุโมงค์ (อยุธยา หัวรอ พ.ศ. 2309)

หลังจากนายทัพพม่ารู้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า กองทัพของทางกรุงศรีอยุธยาอ่อนกำลังลงมาก และประชาชนในเมืองก็อยู่ในสภาพอดยาก จึงตกลงใจเริ่มขุดอุโมงค์ลอดตัวกำแพงอยุธยาทางด้านหัวรอ ซึ่งเป็นจุดที่แคบที่สุดของคูเมือง อุโมงค์ที่ขุดมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 5 อุโมงค์ ในจำนวนนั้น 2 อุโมงค์เป็นอุโมงค์ที่ขุดมาหยุดลงตรงใต้ฐานกำแพง จากนั้นก็ขยายแนวขุดไปตามแนวกำแพงทั้งสองด้านเป็นขนาดความยาวประมาณ 350 หลา ด้านใต้อุโมงค์ใช้ไม้ทำขื่อรับฐานกำแพงไว้อีกชั้นหนึ่ง[32]

ส่วนอุโมงค์ที่เหลืออีก 3 อุโมงค์นั้นขุดลอดฐานกำแพงเข้าไปในตัวพระนคร แต่ยังคงเหลือชั้นดินปิดไว้ประมาณ 2 ฟุต การปฏิบัติการขุดอุโมงค์ดังกล่าวมิได้เป็นไปอย่างราบรื่น เพราะปกติทางฝ่ายอยุธยาบนเชิงเทินใช้ปืนยิงกลุ่มพม่า ที่เข้ามาใกล้แนวกำแพงอยู่ตลอดเวลา เป็นเหตุให้พม่าต้องดำเนินการเป็นขั้นตอนคือ การสร้างสะพานในชั้นต้นทำสะพานข้ามคูก่อน จากนั้นจึงสร้างค่ายใหม่ขึ้นอีก 3 ค่ายประชิดแนวคูเมืองด้านทิศเหนือเสร็จแล้วจึงเริ่มขุดอุโมงค์[33] ในขณะที่ฝ่ายอยุธยาไม่ได้เพิกเฉยต่อการปฏิบัติการดังกล่าว ในครั้งนี้พระมหามนตรี ได้อาสาออกไปตีค่ายพม่าที่เข้ามาตั้งประชิดทั้ง 3 ค่าย พระเจ้าเอกทัศน์จึงโปรดให้จัดพลออกไป 50,000 คน ช้าง 500 เชือก ปรากฏว่าในครั้งนี้พระมหามนตรีได้ทำการรบอย่างอาจหาญ สามารถยึดค่ายพม่าได้ทั้ง 3 ค่าย แต่ภายหลังพม่าได้ส่งกำลังหนุนออกมาโอบล้อมทัพไทย จนเป็นเหตุให้พระมหามนตรีต้องนำกำลังถอนกลับเข้าเมือง[34]

ต่อมาพม่ายกเข้ามาเผาพระที่นั่งเพนียด แล้วตั้งค่าย ณ เพนียดคล้องช้างและวัดสามวิหาร วัดมณฑป จากนั้นก็ทำสะพานข้ามทำนบ รอเข้ามาขุดอุโมงค์ที่เชิงกำแพงและตั้งป้อมศาลาดิน ตั้งค่ายวัดแม่นางปลื้ม ต่อป้อมสูงเอาปืนใหญ่ขึ้นยิง แล้วจึงตั้งค่ายเพิ่มขึ้นอีกค่ายหนึ่งที่วัดศรีโพธิ์[35]

[แก้] กลยุทธ์การเข้าตีพระนครของฝ่ายพม่า

กลยุทธ์ที่พม่านำมาใช้ในการรบคราวนี้ก็คือ ปิดล้อมกรุงไว้ แม้น้ำจะท่วมก็ไม่ถอย จัดการดำเนินการ[36]

  1. ยึดและรวบรวมเสบียงเท่าที่จะหาได้รอบ ๆ บริเวณนั้นไว้สำรอง
  2. รวบรวมวัวควายที่ยึดมาได้ ทำการเพาะปลูกในพื้นที่รอบ ๆ
  3. ผ่อนช้างม้าไปไว้ในพื้นที่ที่หญ้าอุดมสมบูรณ์
  4. ทหารที่ล้อมกรุงศรีอยุธยาให้สร้างป้อมค่ายในพื้นที่ที่น้ำท่วมไม่ถึง
  5. จัดกองระวังป้องกันระหว่างป้อมเป็นระยะๆ
  6. ถ้ามีกำลังภายนอกเข้ามาก็ช่วยสกัดกั้นไว้

กลยุทธ์ในการเข้าตีกรุงขั้นสุดท้าย พม่าเปลี่ยนจากการเอาบันไดพาดปีนข้ามกำแพง มา เป็นการขุดอุโมงค์มุดลงใต้กำแพง โดยดำเนินการเป็นขั้น ๆ ดังนี้[37]

  1. การสร้างสะพาน
  2. การสร้างป้อมค่าย
  3. การขุดอุโมงค์

การสร้างป้อมค่ายขึ้นใหม่ 3 ป้อมนี้ มีความมุ่งหมายสำคัญ 3 ประการ คือ[38]

  1. เพื่อประสานงานกับฝ่ายขุดอุโมงค์ ป้องกันมิให้ทหารอยุธยาที่อยู่บนเชิงเทินยิงทำร้าย ทหารพม่าที่กำลังขุดอุโมงค์ได้ถนัด
  2. เพื่อเป็นการเพิ่มการทำลายฝ่ายอยุธยาที่อยู่ในพระนครให้มากขึ้น โดยการยิงถล่มเข้าไป
  3. เพื่อการสนับสนุนทหารที่จะบุกเข้าปีนกำแพงหรือลอดอุโมงค์เข้าไปในพระนคร

การที่กรุงศรีอยุธยามีข้าศึกเข้ามาประชิดติดพันก็นับว่าเป็นภัยร้ายแรงอยู่แล้ว ซ้ำยังมาเกิดอัคคีภัยไหม้บ้านเรือนอีก ความอัตคัดขาดแคลนที่มีอยู่เป็นทุนเดิมก็กลับโถมทับทวียิ่งขึ้น ราษฎรต่างก็ได้รับความทุกข์ยากแสนสาหัส บ้านเรือนไหม้ไปกว่า 10,000 หลัง ทำให้ราษฎรไม่มีที่พักอาศัยหลายหมื่นคน เมื่อเห็นว่าราษฎรต้องเผชิญกับความตาย ไร้ที่อยู่ทั้งขาดแคลนอาหาร กำลังใจและกำลังกายก็ถดถอยลง สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ จึงเจรจากับพม่าขอเลิกรบ ยอมเป็นเมืองขึ้นต่อพระเจ้าอังวะ แต่แม่ทัพพม่าไม่ยอมเลิก เพราะประสงค์ที่จะตีเอาทรัพย์สมบัติผู้คนไปให้สิ้นเชิง[39]

พม่ายังดำรงความมุ่งหมายเดิมในการรบครั้งนี้ไว้อย่างเหนียวแน่น ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งบัดนี้ ซึ่งน่าจะยุติการรบได้แล้ว ฝ่ายอยุธยาเห็นว่าสภาพการณ์ต่าง ๆ คับขันถึงที่สุดแล้วก็ขอยอมแพ้เป็นเมืองขึ้นของพม่าอย่างที่เคยทำกันมาแต่โบราณกาล แต่พม่าปฏิเสธไม่ยอมรับ เพราะการที่อยุธยายอมแพ้นั้นมิใช่ความมุ่งหมายของฝ่ายพม่า พม่ามุ่งหมายที่จะได้ทรัพย์สมบัติและผู้คนของกรุงศรีอยุธยามากกว่าที่จะได้อาณาจักรอยุธยาเป็นเมืองขึ้น ดังนั้นเมื่ออยุธยายอมแพ้ยอมเป็นเมืองขึ้น พม่าจึงไม่สนใจเสีย[40]

[แก้] วีรชนบ้านบางระจัน

ในปี พ.ศ. 2307 พม่ายกทัพเข้ามาดูลาดเลาของไทย เนื่องจากไทยมีการผลัดแผ่นดิน พม่าเข้ามาจนถึงสุพรรณบุรี สิงห์บุรีแล้ว แต่กองทัพไทยของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ก็ยังไม่ยกออกไปต้านข้าศึก กองทัพพม่าจึงยกเข้ามาถึงบ้านบางระจัน

ชาวบ้านบางระจัน และชาวเมืองสรรค์ได้รวมตัวกันภายใต้การนำของพระครูธรรมโชติ และหัวหน้าชาวบ้านจำนวน 11 คน คือ

1. นายแท่น ชาวบ้านศรีบัวทอง แขวงเมืองสิงห์บุรี
2. นายอิน ชาวบ้านศรีบัวทอง แขวงเมืองสิงห์บุรี
3. นายเมือง ชาวบ้านศรีบัวทอง แขวงเมืองสิงห์บุรี
4. นายโชติ ชาวบ้านศรีบัวทอง แขวงเมืองสิงห์บุรี
5. นายดอก ชาวบ้านกรับ แขวงเมืองวิเศษชัยชาญ
6. นายทองแก้ว ชาวบ้านโพธิ์ทะเล แขวงเมืองวิเศษชัยชาญ
7. ขุนสรรค์สรรพกิจ (ทนง) กรมการเมืองสรรคบุรี
8. นายพันเรือง กำนันตำบลบางระจัน
9. นายทองแสงใหญ่ ผู้ช่วยกำนัน ตำบลบางระจัน
10. นายจันหนวดเขี้ยว นายบ้านโพธิ์ทะเล
11. นายทองเหม็น ผู้ใหญ่บ้าน

ได้ต่อสู้กับพม่าด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวถึง 7 ครั้ง ครั้งสุดท้ายพม่าให้สุกี้นายกอง ซึ่งเคยมาอาศัยและกินอยู่ในเมืองไทยจนเติบใหญ่ รู้ทางหนีทีไล่ยกกองทหารไปตีค่ายบางระจัน ด้วยการใช้ปืนใหญ่ยิงถล่มเข้าไปในค่าย จนชาวบ้านบางระจันบาดเจ็บล้มตายไปทุกวัน

ขุนสรรค์จึงพาชาวบ้านบางระจันส่วนหนึ่ง เดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยาเพื่อขอพระราชทานปืนใหญ่ไปต่อสู้พม่า แต่สมุหกลาโหมได้กราบทูลไม่ให้ทรงอนุญาต โดยเกรงว่าปืนใหญ่ที่ให้ชาวบ้านบางระจันไป จะถูกพม่าชิงเอาไปเป็นอาวุธยิงถล่มกรุงศรีอยุธยา

พระอาจารย์ธรรมโชติ (วัดเขาบางบวช) จึงเป็นประธานหล่อปืนใหญ่สองครั้ง แต่ปืนใหญ่แตกใช้การไม่ได้ หล่อครั้งที่สามยิงได้นัดเดียวปืนก็ระเบิดหมดหนทาง ในที่สุดชาวบ้านบางระจันจึงได้รวบรวมเด็กเล็กและสตรีที่อ่อนแอขึ้นเกวียนเล็ดลอดหนีภัยออกไปทางด้านหลัง

หลังจากกินอาหารมื้อสุดท้ายในตอนเช้าแล้ว ชาวบ้านบางระจันก็เปิดค่ายดาหน้ากันเข้าห้ำหั่นกับศัตรูอย่างกล้าหาญ โดยมิเสียดายชีวิต สุกี้นายกองได้สั่งให้ยิงปืนใหญ่ใส่ชาวบ้านบางระจันฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ที่เหลือฝ่าดงปืนใหญ่เข้าต่อสู้กับพม่าข้าศึกที่มีกำลังเหนือกว่ามาก จนตายกันหมดเลือดนองแผ่นดินไทย ค่ายบางระจันก็แตก เมื่อวันจันทร์เดือน 8 แรม 2 ค่ำ ปีจอ ใช้เวลาในการต่อสู้นาน 5 เดือน ในที่สุดพม่าก็สามารถเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้ได้[41][42]


[แก้] เสียกรุง

ต่อมา กองทัพพม่าได้ตั้งป้อมปราการที่วัดหน้าพระเมรุ (ด้วยเหตุนี้วัดหน้าพระเมรุจึงเป็นวัดเก่าในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาวัดเดียวที่มีสภาพดีอยู่) และทำลายกรุงศรีอยุธยาด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งการยิงปืนใหญ่ ลอกทองจากพระพุทธรูป จับผู้คนไปเป็นเชลย ส่วนสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ ก็เสด็จสวรรคตด้วยเหตุที่พระองค์หลบซ่อนจนไม่ได้เสวยพระกระยาหาร

ครั้นถึงวันอังคารเดือน 5 ขึ้น 9 ค่ำ ปีกุน (นพศก จ.ศ.1129) ตรงกับ วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 เวลาประมาณบ่ายสามโมง พม่าจุดไฟสุมรากกำแพงเมืองตรงหัวรอที่ริมป้อมมหาชัย และยิงปืนใหญ่ระดมเข้าไปในพระนคร จากบรรดาค่ายที่รายล้อมทุกค่าย พอเพลาพลบค่ำกำแพงเมืองตรงที่เอาไฟสุมทรุดลง เวลา 2 ทุ่ม แม่ทัพพม่ายิงปืนเป็นสัญญาณให้ทหารเข้าพระนครพร้อมกันทุกด้าน พม่าเอาบันไดปีนพาดเข้ามาได้ตรงที่กำแพงทรุดนั้นก่อน ทหารอยุธยาที่รักษาหน้าที่เหลือกำลังจะต่อสู้ พม่าก็สามารถเข้าพระนครได้ในเวลาค่ำวันนั้นทุกทาง นับเวลาตั้งแต่พม่ายกมาตั้งล้อมพระนครได้ 1 ปี กับ 2 เดือน จึงเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าข้าศึก[43]

พงศาวดารพม่าระบุว่าทัพพม่าตีเข้าพระนครศรีอยุธยาได้ในเวลาตี 4 กว่า ของวันพฤหัสบดี ขึ้น 11 ค่ำ เดือนเมษายน พุทธศักราช 2310 ตรงกับจุลศักราช 1129[44] โปรดสังเกตว่าวันที่กรุงศรีอยุธยาแตกตามหลักฐานของฝ่ายไทยและพม่าผิดกัน 3 วัน อาจเป็นเพราะการกำหนดเกณฑ์การตีความหมายว่าพม่าเข้ากำแพงเมืองได้หรือยึดวังหลวงได้ หรืออาจมีการจดวันคลาดเคลื่อน[45]

[แก้] สาเหตุที่นำไปสู่การเสียกรุงศรีอยุธยา

กองทัพอยุธยาได้เว้นจากการทำศึกสงครามมาเป็นเวลานาน ประกอบกับผู้นำอยุธยา ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ คาดคะเนสถานการณ์และยุทธวิธีผิดไป ไม่ว่าจะเป็น การสร้างแนวปะทะกันกองทัพพม่าเข้ามาถึงคูพระนคร หรือระบบการส่งกำลังบำรุงให้การสนับสนุน ก็ดูจะล่าช้ากว่าฝ่ายพม่ามาก และที่สำคัญที่สุดก็คือ ฝ่ายพม่าเองสามารถเอาชนะยุทธวิธีน้ำหลากที่ฝ่ายอยุธยามักใช้ได้ผลมาแล้วได้เป็นผลสำเร็จ

พม่าได้ปรับยุทธศาสตร์การตีพระนครใหม่ โดยไม่ยอมให้สภาพธรรมชาติมาเป็นอุปสรรคต่อปฏิบัติการทางทหาร เมื่อน้ำหลากมาแล้วพม่ายังไม่ยอมถอย ทั้งยังล้อมกรุงอยู่อย่างเหนียวแน่น ทำให้ฝ่ายอยุธยาต้องเผชิญกับภาวะอดอยาก และมีอันต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุด

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เสียกรุงมาจาก "คนทรยศ" ตามคำให้การของชาวกรุงเก่า หน้า 174 บอกว่า "...มีคนไทยชื่อ พระยาพลเทพ ข้าราชการในกรุงศรีอยุธยาเอาใจออกห่าง ลอบส่งศาสตราวุธเสบียงอาหารให้แก่พม่า สัญญาว่าจะเปิดประตูคอยรับเมื่อพม่าเข้าโจมตี และประตูที่พระยาพลเทพ เปิดให้ก็เป็นประตูเมืองทางทิศตะวันออกเข้าใจว่าคงเป็นบริเวณหัวรอ หรือจะห่างจากบริเวณนี้ก็ไม่เท่าใด ซึ่งพม่าก็ได้ระดมเข้าตีปล้นกรุงศรีอยุธยามาทางนี้ ตามที่พระยาพลเทพนัดหมายไว้ โดยเข้าไปได้ในเวลากลางคืน ส่วนวันตามคำบอกของชาวกรุงเก่านั้น ตรงกับวันที่กรุงแตกดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเหล่านี้ เป็นเรื่องที่เชลยไทยได้เห็นในขณะนั้น..."[46]

พงศาวดารหลายฉบับได้กล่าวไว้ว่า

"...เมื่อกรุงใกล้จะแตก ไทยได้เกิดมุมานะต่อสู้อย่างเข้มแข็ง รบจนพม่าแตกกลับไปทุกครั้ง จนพม่าต้องตั้งล้อมนิ่งอยู่คราวหนึ่ง และเมื่อเวลากรุงแตกนั้น คนไทยที่สู้รบตายคาแผ่นดินอยู่บนกำแพงเมือง และตามที่ต่างๆ คงจะเห็นการกระทำของพระยาพลเทพได้เป็นอย่างดี น่าเสียดายที่ภายหลังต่อมา เราไม่ทราบชะตากรรมของพระยาผู้ทรยศต่อชาติคนนี้..."[47]

[แก้] เหตุการณ์ภายหลัง

[แก้] การปล้นสะดมพระนคร

ส่วนหนึ่งของสภาพวัดในกรุงศรีอยุธยาหลังจากที่พม่าใช้ไฟจุดเผา เมื่อพ.ศ. 2310

หลังจากที่เสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว พวกพม่าได้บุกเข้ามายังตัวพระนครในตอนกลางคืน[48] แล้วจุดไฟเผาบ้านเรือนของชาวบ้าน ตลอดจนปราสาทราชมณเทียร ทำให้ไฟไหม้ลุกลามแสงเพลิงสว่างดังกลางวัน เมื่อพม่าเห็นว่าไม่มีผู้ใครมาขัดขวางแล้ว ก็เที่ยวฉกชิงและเก็บรวบรวมทรัพย์จับผู้คนอลหม่านทั่วไปทั้งพระนคร

กลางคืนพวกชาวเมืองจึงหนีรอดไปได้มาก พม่าจับได้ประมาณ 30,000 คน และจับสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรในขณะที่กำลังทรงผนวชอยู่ที่วัดธรรมิกราช พร้อมทั้งเจ้านายทั้งข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย และพระภิกษุสามเณร ที่หนีไม่พ้นพม่าก็จับเอารวมไปคุมไว้ที่ค่ายโพธิ์สามต้น ส่วนผู้คนพลเมืองที่จับได้ก็แจกจ่ายกันไปคุมไว้ ตามค่ายของแม่ทัพนายกอง[49] จากนั้นพม่าก็เที่ยวตรวจเก็บบรรดาทรัพย์สมบัติทั้งสิ่งของของหลวง ของราษฎร ตลอดจนเงินทองของเครื่องพุทธบูชาตามวัดต่างๆ โดยไม่สนใจว่าเป็นของที่จะหยิบยกได้หรือไม่ และยังเอาทรัพย์ซึ่งราษฎรฝังซ่อนไว้ตามวัดวาบ้านเรือนต่อไปอีก เอาราษฎรที่จับไว้ได้ไปชำระซักถาม แล้วล่อลวงให้ส่อกันเอง ใครเป็นโจทย์บอกทรัพย์ของผู้อื่นได้ก็ยอมให้ปล่อยตัวไป ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์ถ้าไม่บอกให้โดยดีพม่าก็เฆี่ยนตี และทำทัณฑกรรมต่างๆ เร่งเอาทรัพย์จนถึงกับเสียชีวิต[50]

ถ้าหากราษฎรคนใดไม่ยอมบอกว่าทรัพย์สินเงินทองนั้นอยู่ที่ไหน พวกพม่าก็จะใช้วิธีการทารุณโหดร้าย นั่นคือจับส้นเท้ามาลนไฟ ทั้งยังนำลูกสาวมาข่นขืนกระทำชำเรา ให้ร้องลั่นต่อหน้าบิดามารดาอีกด้วย ทางด้านพระสงฆ์ก็ถูกกล่าวหาว่าซ่อนสมบัติเอาไว้มาก จึงถูกยิงด้วยศรจนปรุและถูกพุ่งด้วยหลาวหรือปลายหอกจนตัวปรุ หลายรูปถูกตีด้วยท่อนไม้จนมรณภาพคาที่ บริเวณวัดวาอารามตลอดจนบริเวณที่กว้างล้วนเต็มไปด้วยซากศพ แม่น้ำลำคลองก็มีซากศพลอยเต็มไปหมดเช่นเดียวกัน ส่งกลิ่นเหม็นจนหายใจไม่ออก เป็นเหตุให้ฝูงแมลงวันต่างพากันมาตอมอยู่อย่างมากมาย ก่อให้เกิดความรำคาญแก่กองทัพพม่าที่เข้าไปตั้งอยู่เป็นอันมาก[51][52]

สภาพวัดไชยวัฒนารามในปัจจุบัน

หลังจากที่กองทัพพม่ายึดกรุงศรีอยุธยาสำเร็จแล้ว จึงพักอยู่ประมาณ 10 วัน พม่าใช้เวลาจุดไฟเผาบ้านเมืองเป็นเวลา 9 วัน 9 คืน จนรวบรวมเชลยและทรัพย์สมบัติเสร็จแล้วจึงยกทัพกลับไป โดยกวาดต้อนผู้คน ช้าง ม้า แก้ว แหวนเงินทอง และนำสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรไปด้วย เนเมียวสีหบดีแม่ทัพใหญ่พม่าได้ตั้งให้สุกี้มอญ นายกองที่มีความชอบครั้งตีค่ายบางระจันแตก เป็นนายทัพให้มองญาพม่าเป็นปลัดทัพคุมพลพม่าและมอญรวม 3,000 คนตั้งค่ายอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น คอยสืบจับผู้คนและเก็บทรัพย์สิ่งของส่งตามไป แล้วตั้งนายทองอิน (หรือบุญสง) ซึ่งเป็นคนไทยคนหนึ่งที่เข้าด้วยกับพม่า ให้เป็นเจ้าเมืองธนบุรี แล้วแบ่งแยกกองทัพออกเป็น 3 กองทัพ กองทัพทางเหนือมีเนเมียวสีหบดีแม่ทัพคุม เจ้านายและข้าราชการที่เป็นเชลยกับทรัพย์สิ่งของที่ดีมีราคามากมาย ยกกลับไปทางด่านแม่ละเมาะ (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดตาก) กองทัพทางใต้ให้เจ้าเมืองพุกามเป็นนายทัพคุมพวกเรือบรรทุก บรรดาทรัพย์สิ่งของอันเป็นของใหญ่หนักๆ ไปทางเมืองธนบุรีและท่าจีน แม่กลองกองหนึ่ง อีกกองหนึ่งยกเป็นกองทัพบกไปเมืองสุพรรณบุรีไปสมทบกับกองเรือที่เมือง กาญจนบุรี รวมกันยกกลับไปทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ในครั้งนั้นพม่าได้ปืนใหญ่ 1,200 กระบอก ปืนเล็กหลายหมื่นกระบอก รวมทั้งได้ปืนคู่แฝดหล่อด้วยทองสำริด ขนาดยาว 12 ศอก และเรือพระที่นั่งกิ่งอีก 4 ลำด้วย[53]

สำหรับปืนพระพิรุณแสนห่านั้นมีขนาดใหญ่มาก เมื่อตอนใกล้กรุงจะแตกหมดความหวังที่จะชนะพม่าแล้ว ปืนกระบอกนี้ก็ถูกทิ้งลงในสระแก้วในพระราชวังกรุงเก่า ภายหลังพม่าทราบเรื่องเข้า จึงได้นำขึ้นมาจากสระ แล้วตัวปกันหวุ่นแม่ทัพภาคใต้ขนไปทางเรือ จุดหมายปลายทางคือเมืองกาญจนบุรี โดยไปบรรจบกับกองทัพบกที่นั่น ครั้นมาถึงตลาดแก้วเมืองนนทบุรี เห็นว่าปืนใหญ่พระพิรุณแสนห่านี้หนักนักเหลือกำลัง ที่จะเอาไปเมืองอังวะได้ ปกันหวุ่นจึงให้เข็นชักขึ้นจากเรือที่วัดเขมา ให้เอาดินดำบรรจุเต็มกระบอก จุดเพลิงระเบิดเสีย เพียงเท่านั้นยังไม่เป็นที่พอใจ พม่ายังขนชิ้นส่วนที่เป็นทองสำริดกลับไปเมืองอังวะ โดยที่ทัพพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยาในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2310 หลังจากตีกรุงได้แล้วร่วม 2 เดือน [54]

พม่าได้เชลยไทยจำนวน 30,000 คนเศษ พม่าแยกเชลยออกเป็น 2 พวก

  • พวกที่ 1 สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรกับพระบรมวงศานุวงศ์และชาวเมือง เนเมียวสีหบดีให้กองทัพเหนือ คุมตัวกลับไปทางเหนือ
  • พวกที่ 2 ราษฎรที่เหลือและพวกมิชชั่นนารี ให้ปกันหวุ่นแม่ทัพทางใต้คุมไปทั้งทางบกและทางเรือ ล่องใต้ไปทางเมืองทวาย แล้วไปบรรจบกับพวกแรกที่ทางเหนือของกรุงอังวะ

ส่วนเรื่องเชลยนั้นพม่าจับเชลยคนไทยได้มาก จะจำด้วยโซ่ตรวนหรือเครื่องพันธนาการอื่นใดก็มีไม่เพียงพอกับจำนวนเชลย จึงเจาะบริเวณเอ็นเหนือส้นเท้าแล้วร้อยด้วยหวายติดกันเป็นพวง เพื่อกวาดต้อนเชลยไทยให้เดินทางไปยังกรุงอังวะ ประเทศพม่า นับแต่นั้นมาคนไทยเรียกบริเวณเอ็นเหนือส้นเท้าว่า “เอ็นร้อยหวาย ” ในปัจจุบัน[55] เชลยศึกชาวไทยที่ถูกพม่ากวาดต้อนไปครั้งนั้น ได้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บริเวณปองเลไต๊ (ตึกปองเล) ใกล้คลองชะเวตาชอง หรือคลองทองคำ แถบระแหงโม่งตีส หรือตลาดระแหง ห่างจากเมืองมัณฑะเลย์ ประมาณ 13 กิโลเมตร มีวัดระไห่ เป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน มีตลาดโยเดีย และมีการรำโยเดียที่มีท่ารำชั้นสูง เช่น พรหมสี่หน้าของไทย ในเมืองพม่าปัจจุบันด้วย[56]

พระเจ้าอุทุมพรถูกพระเจ้ามังระบังคับให้ลาผนวช แล้วให้ตั้งตำหนักอยู่ที่เมืองจักกาย (สแคง) ตรงหน้าเมืองอังวะ พร้อมด้วยเจ้านายและข้าราชการไทยก็รวบรวมอยู่ที่นั่นเป็นส่วนมาก พม่าได้ซักถามเรื่องพงศาวดารและแบบแผนราชประเพณีกรุงศรีอยุธยา จดลงในจดหมายเหตุคือที่ไทยเราได้ฉบับมาแปลพิมพ์เรียกว่า คำให้การขุนหลวงหาวัดหรือคำให้การชาวกรุงเก่า แต่ส่วนพวกราษฎรพลเมืองที่ถูกกวาดเอาไปเป็นเชลย พม่าแจกจ่ายไปอยู่ตามที่ต่างๆ ภายหลังหนีคืนมาบ้านเมืองได้ก็มี แต่ก็สาบสูญไปในเมืองพม่าเสียเป็นส่วนมาก พระเจ้าอุทุมพรไม่เสด็จกลับมาเมืองไทยอีก หลักฐานสุดท้ายของเจ้านายพระองค์นี้ที่เหลืออยู่ก็คือ เจดีย์ที่เมืองจักกายเท่านั้น[57][58]

การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งนี้ เป็นการสูญเสียที่ใหญ่หลวงของชาติไทย ทหารพม่าไล่ฆ่าฟันผู้คนล้มตายเป็นอันมาก ทรัพย์สินสมบัติสูญเสียถูกทำลาย ถูกขุดค้นไปทั่วทุกแห่งหน โดยตั้งใจจะไม่ให้ไทยมีทรัพย์สมบัติอะไรเหลืออยู่ แม้แต่วัดวาอารามอันวิจิตรงดงาม เป็นที่เคารพในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาเดียวกับพม่า พม่าก็เอาไฟเผาและเอาไฟสุมพระพุทธรูปพระศรีสรรเพ็ชรดาญาณ[59] เพื่อให้ทองคำหุ้มองค์ละลาย เก็บเอาทองคำที่หุ้มองค์พระพุทธรูปหนัก 286 ชั่ง (238.33 กิโลกรัม) ไปใช้ประโยชน์ที่เมืองพม่า อีกทั้งได้กวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลยและทาสยังเมืองพม่า พม่าเอาไฟเผาบ้านเรือนทำลายข้าวของต่าง ๆ อยู่ 15 วัน [60]

[แก้] บันทึกของผู้ที่เห็นเหตุการณ์ปล้นสะดมพระนคร

แอนโทนี โกยาตัน ชาวอาร์เมเนียน อดีต Head of the Foreign Europeans ในสยามและ The Arabian Priest Seyed Ali ซึ่งแต่ก่อนได้พำนักอยู่ในกรุงสยามได้เล่าเรื่องราวให้ Shabandar พี แวน เดอร์ วูร์ต ฟัง ดังนี้คือ

"... หลังจากที่คนรับใช้ของบริษัทได้ออกไปแล้วในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2308 ไม่นานนัก พม่าก็เข้าล้อมกรุงสยามในเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคม พ.ศ. 2309 หลังจากที่ได้ทำลายเมืองต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ได้แล้ว และพม่าได้วางที่ตั้งยิงปืนใหญ่ขนาดเล็กขึ้นโดยรอบกรุงฯ เพื่อมิให้ผู้ใดเข้าหรือออกได้ สภาพเช่นนี้เป็นไปจนกระทั่งถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2310 ในเวลาที่น้ำขึ้น ท่วมรอบกรุงฯ พม่าได้เคลื่อนที่เข้าไปใกล้กรุงฯ ในเวลากลางคืนด้วยเรือหลายลำ ใช้บันไดพาดกำแพงหลายแห่ง และโยนหม้อดินที่บรรจุดินปืนเข้าไปภายในกำแพงที่ถูกล้อม ครั้นเมื่อยึดกรุงฯ ได้แล้ว พวกพม่าได้ช่วยกันทำลายเมืองลงเป็นเถ้าถ่า น หมด การปฏิบัติในครั้งนี้พวกพม่าได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างมากจากพว ก เพื่อนร่วมชาติของตนที่อยู่ภายในกรุงฯ ซึ่งมีจำนวนประมาณห้าร้อยคน (พวกนี้ถูกฝ่ายสยามจับตัวไปได้ในเหตุการณ์ที่แล้วมา) กับพวกพม่าที่ทำการรุกเข้าไปที่สามารถทำการติดต่อกันได้ เรื่องได้มีต่อไปว่า หลังจากที่ได้สังหารประชาชนส่วนมากผู้ซึ่งหนีความโกลาหลไปแล้ว พวกพม่าก็แบ่งคนออกเป็นพวกๆ ตามจำนวนของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ออกเป็นหลายพวกแล้วนำพวกเหล่านี้ไป หลังจากที่ได้ทำการวางเพลิง Lodge of the Company ที่ทำการของบริษัทแล้ว ส่วนกษัตริย์หนุ่มด้วยพระบรมวงศานุวงศ์เช่นเดียวกันกับ Berquelang ก็รวมอยู่ในหมู่ประชาชนที่ถูกนำไปด้วย ในระหว่างทาง กษัตริย์หนุ่มได้ประชวรสวรรคต และ Berquelang ก็ถึงแก่กรรมด้วยการวางยาพิษตนเอง ผู้ให้การได้กล่าวด้วยว่า กษัตริย์องค์ที่สูงด้วยวัยถูกลอบปลงพระชนม์ ในคืนเดียวกันโดยชาวสยามด้วยกัน..."[61]

ผู้ที่บันทึกพร้อมกับเพื่อนในคณะ ซึ่งมีจำนวนประมาณหนึ่งพันคนประกอบด้วยชาวโปรตุเกส อาร์เมเนียน มอญ สยาม และมาเลย์ ทั้งชาย หญิงและเด็ก ได้ถูกนำตัวมุ่งหน้าไปยังพะโคภายใต้การควบคุมของชาวพม่ากลุ่มเล็ก ๆ เพียงสิบห้าคนเท่านั้น ในระหว่างครึ่งทาง พวกเขาประสบโอกาสจับพวกที่ควบคุมไว้ได้ และพากันหลบหนีมา หลังจากที่ได้บุกป่าฝ่าดงมาแล้ว พวกเขาก็กลับมาถึงแม่น้ำสยามอีกครั้งหนึ่ง

ในจดหมายเหตุคณะบาทหลวงฝรั่งเศสของมองเซนเยอร์บรีโกต์ถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศความว่า

“… เมื่อพม่าเข้ากรุงได้แล้วนั้น พม่าได้เอาไฟเผาบ้านเรือน ทำลายข้าวของต่างๆ อยู่ 15 วัน และได้ฆ่าฟันผู้คนไม่เลือกว่าคนมีเงินหรือไม่มีเงินก็ฆ่าเสียสิ้น แต่พวกพม่าพยายามฆ่าพระสงฆ์มากกว่าและได้ฆ่าเสียนับจำนวนไม่ถ้วน ข้าพเจ้าเองได้เห็นพม่าฆ่าพระสงฆ์ในตอนเช้าเวลาเดียวกันเท่านั้นกว่า 20 องค์ …”[62]

M.Turpin ในประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรสยาม[63] กล่าวถึงสภาพภายหลังกรุงแตกและการกระทำอย่างบ้าคลั่งของพม่าไว้ว่า

"… กรุงก็ถูกตีแตก สมบัติพัสดุที่ในพระราชวังและตามวัดวาอารามต่างๆ กลายเป็นสิ่งปรักหักพังและเถ้าถ่านไปสิ้น พวกป่าเถื่อนได้ชัยชนะนี้ยิ่งแสดงความโกรธแค้นหนักขึ้นเพราะไม่ได้ทรัพย์ สมบัติ ดังความโลภเพื่อให้หายแค้น ได้แสดงความทารุณโหดร้ายแก่ชาวเมืองทั้งหลาย ถึงกับจับคนมาลนไฟที่ส้นเท้า... ...เพื่อให้บอกว่าได้ซ่อนทรัพย์สมบัติไว้ที่ไหน ทั้งยังนำลูกสาวมาข่มขืนชำเราให้ร้องลั่นอยู่หน้าบิดาด้วย พวกพระก็ถูกหาว่าซ่อนสมบัติไว้มาก จึงถูกยิงด้วยลูกศรจนปรุและถูกพุ่งด้วยหลาวหรือปลายหอกจนตัวปรุ และหลายต่อหลายรูปก็ถูกตีด้วยท่อนไม้ จนตายคาที่ วัดวาอารามตลอดจนบริเวณที่กว้าง ล้วนเต็มไปด้วยซากศพ แม่น้ำลำคลองก็มีซากศพลอยเต็มไปหมดเช่นเดียวกัน ส่งกลิ่นเหม็นจนหายใจไม่ออก เป็นเหตุให้ฝูงแมลงวันต่างพากันมาตอมอยู่อย่างมากมาย ก่อให้เกิดความรำคาญแก่กองทัพพม่าที่เข้าไปตั้งอยู่เป็นอันมาก... ... กองทัพพม่าได้กรุงศรีอยุธยาแล้ว ก็พักอยู่ประมาณเก้าวันสิบวัน (พม่าจุดไฟเผากรุงศรีอยุธยาเป็นเวลา 9 วัน 9 คืน,[64] จนพอรวบรวมเชลยและทรัพย์สมบัติสำเร็จแล้วจึงเลิกทัพกลับไป โดยได้กวาดต้อนผู้คน ช้าง ม้า แก้ว แหวนเงินทอง และนำขุนหลวงหาวัด (สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร) ไปด้วย เนเมียวสีหบดีแม่ทัพใหญ่พม่าได้ตั้งให้สุกี้มอญ (นายกองที่มีความชอบครั้งตีค่ายบางระจันแตก) เป็นนายทัพ ให้มองญาพม่าเป็นปลัดทัพ คุมพลพม่า มอญรวม 3,000 คนตั้งค่ายอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น คอยสืบจับผู้คนและเก็บทรัพย์สิ่งของส่งตามไป แล้วตั้งนายทองอิน (หรือบุญสง ) (ซึ่งเป็นคนไทยคนหนึ่งที่เข้าด้วยกับพม่า) ให้เป็นเจ้าเมืองธนบุรี แล้วแบ่งแยกกองทัพออกเป็น 3 กองทัพ กองทัพทางเหนือมีเนเมียวสีหบดีแม่ทัพคุมเจ้านายและข้าราชการที่เป็นเชลยกับ ทรัพย์สิ่งของที่ดีมีราคามากมาย ยกกลับไปทางด่านแม่ละเมาะ (จังหวัดตาก) กองทัพทางใต้ให้เจ้าเมืองพุกามเป็นนายทัพคุมพวกเรือบรรทุก บรรดาทรัพย์สิ่งของอันเป็นของใหญ่หนักๆ ไปทางเมืองธนบุรีและท่าจีน แม่กลองกองหนึ่ง อีกกองหนึ่งยกเป็นกองทัพบกไปเมืองสุพรรณบุรีไปสมทบกับกองเรือที่เมือง กาญจนบุรี รวมกันยกกลับไปทางด่านพระเจดีย์สามองค์ …"[65]

จากหลักฐานดังกล่าว สามารถตีความได้ว่า

  1. Shabander หรือ Shabandar นั้น เป็นคำในภาษาเปอร์เซีย ความหมายเดิมว่า “King of Heaven” พันธกิจมีอยู่ว่า งานแรกของซาแบนดาร์ คือ ดูแลพ่อค้าต่างๆ ที่อยู่ในชาติของตนโดยเฉพาะ ขณะเดียวกันตลาดและคลังสินค้าก็อยู่ในการจัดการของเขาด้วย เป็นผู้ที่มีหน้าที่ตรวจสอบน้ำหนักขนาดและเหรียญต่างๆ และวินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างกัปตันเรือต่างๆ และพ่อค้าของเรือของชาติที่เขาเป็นตัวแทนอยู่
  2. เมื่อคนรับใช้ของบริษัทออกไปนั้น เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2308 กองทัพพม่ากำลังปฏิบัติการขั้นที่ 2 เมื่อพม่าเข้าล้อมกรุง นั้น เดือนกรกฎาคม หรือสิงหาคม พ.ศ. 2309 กองทัพพม่ากำลังปฏิบัติการขั้นที่ 3
  3. ในเดือนมีนาคม ระดับน้ำในแม่น้ำรอบๆ กรุงศรีอยุธยาจะลดต่ำตามคำให้การมิได้ระบุวันที่ไว้
  4. วันที่พม่าเข้ากรุงฯ ได้เป็นเดือนมีนาคมตามคำให้การนั้นเป็นวันหนึ่งในเดือนนี้มิได้กำหนดลงไป อย่างแน่นอน แต่ที่ตรวจสอบแล้ววันที่พม่าเข้ายึดได้นี้เป็นวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310
  5. กษัตริย์หนุ่ม คงหมายถึงสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร กษัตริย์ที่สูงวัย คงหมายถึงสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ตามหลักฐานการสิ้นพระชนม์ทั้งสองพระองค์ก็แตกต่างไปจากหลักฐานที่ตรวจสอบและ มีอยู่เดิมแล้ว
  6. แม่น้ำสยามก็คือ แม่น้ำเจ้าพระยา
  7. ตามหลักฐานที่ตรวจพบ ได้กล่าวว่ามีคนไทยทรยศ ชื่อ พระยาพลเทพเป็นผู้เปิดประตูเมือง แต่ในคำให้การว่า มีพวกพม่าให้การช่วยเหลือจากทางด้านในกรุงฯ ด้วย อาจจะเป็นการแยกกันปฏิบัติหรือปฏิบัติร่วมกัน หรือกรณีเดียวกันที่ทำให้เกิดความไขว้เขวก็ได้
  8. French Lodge อยู่ที่ธนบุรี [66]

[แก้] กองทัพพม่ายกกลับ

เนื่องจากเนเมียวสีหบดีได้รับคำสั่งให้กลับกรุงอังวะ เพราะพระเจ้าแผ่นดินพม่าถูกคุกคามโดยกองทัพจีนที่ได้บุกรุกหัวเมืองชายแดน กองทัพพม่าก็เดินทางกลับอย่างรวดเร็วถึงกรุงอังวะในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2310 พงศาวดารหอแก้วเล่าต่อไปถึงการรุกรานดินแดนของพม่าของกองทัพจีนในระยะ 2-3 ปี ภายหลังกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. 2310 กองทัพพม่าต้องสาละวนอยู่กับการขับไล่กองทัพจีน ที่รุกรานดินแดนของตนทั้งนี้มีสาเหตุมาจากความเข้าใจผิด ระหว่างพ่อค้าจีนกับเจ้าหน้าที่พม่า ตามหัวเมืองชายแดนระหว่างจีนกับพม่า

พงศาวดารหอแก้วกล่าวว่า กองทัพจีนบุกรุกพม่าสี่ครั้ง แต่ก็พ่ายแพ้ไปทุกครั้ง เป็นเหตุให้พระเจ้าสินปยูชิน(พระเจ้ามังระ) ไม่สามารถเสด็จยกทัพมาตีเมืองไทยด้วยพระองค์เองได้ ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงทราบว่า ได้มีความพยายามที่จะตั้งราชวงศ์ใหม่และโค่นอำนาจของพม่า ข้อที่ควรสังเกตคือ ข้อความนี้ก็สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดในกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงกู้อิสรภาพของไทยได้ภายในเวลา 7 เดือน และทรงย้ายราชธานีจากกรุงศรีอยุธยามาตั้งที่กรุงธนบุรี ในปีเดียวกับที่กรุงศรีอยุธยาแตก [67]

เมื่อเนเมียวสีหบดีกลับถึงพม่าแล้ว พระเจ้ามังระทรงแต่งตั้งให้เนเมียวสีหบดีเป็น ศรีอยุธยาหวุ่น และในปีเดียวกันนั้นเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ทั่วประเทศพม่า ทั้งเจดีย์และสถานที่สำคัญ ๆ โค่นพังทะลายลงมามากต่อมาก พระเจ้ามังระตกพระทัยจึงได้สร้างพระพุทธรูปทองคำขึ้นหลายองค์ เพื่อล้างบาปและบรรจุไว้ในพระสถูปที่ทรงปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ ด้วยทรงเข้าพระทัยว่าเป็นเพราะบาปกรรมที่พระองค์กระทำไว้[68]

[แก้] การกอบกู้เอกราช

[แก้] ความแตกต่างระหว่างเสียกรุงครั้งที่ 1 กับเสียกรุงครั้งที่ 2

ตอนที่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองมารบพุ่งอย่างกษัตริย์ กรุงศรีอยุธยาประสบภัยสงครามที่ต้องเสียกรุงแก่พม่าเป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่พบกับความบอบช้ำมากนัก เพราะการสงคราม สมัยพระเจ้าบุเรงนองมีลักษณะของการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของจักรวรรดิพุกามของพม่า มากกว่าการทำสงครามเพื่อปล้นสะดมทำลายล้าง บ้านเมืองฝ่ายตรงข้าม[69] แต่ครั้งพระเจ้ามังระเจ้ากรุงอังวะมารบพุ่ง อย่างโจร[70] กล่าวคือขาดกำลังที่จะยกหักเข้าชิงชัยในพระนคร แต่เที่ยวปล้นสะดมอยู่โดยรอบเป็นเวลานานถึง 3 ปี กว่าจะสามารถหักเอากรุงศรีอยุธยาได้

หลังศึกอลองพญาในปีพ.ศ. 2303 กรุงศรีอยุธยาได้ยอมเป็นที่พึ่งให้กับชนกลุ่มน้อยของพม่า เมื่อสำนึกถึงอำนาจของราชวงศ์อลองพญาซึ่งได้คุกคามตนอยู่แล้ว ก็ต้องการผลักอำนาจนั้นให้อยู่ไกลศูนย์กลางของตนออกไป มีเมืองที่มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารเป็นแดนกันกระทบของราชอาณาจักร ในพ.ศ. 2304 อยุธยาได้ส่งทัพขึ้นไปทางเหนือหมายจะช่วยเชียงใหม่ ซึ่งมีศุภอักษรมาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร แต่ก็ไม่ทันการณ์[71] แม้ในปี พ.ศ. 2307 หุยตองจาเจ้าเมืองทวายเป็นกบฏต่อพม่า เมื่อถูกปราบปรามก็พาครอบครัวอพยพหนีมาเมืองมะริด และทางอยุธยาก็ตกลงใจจึงได้รับหุยตองจาไว้ในอุปถัมภ์[72]

ในรัชกาลของพระเจ้ามังระนั้น มีการปราบกบฏในแว่นแคว้นต่างๆ การแทรกแซงของอยุธยา ในเขตอิทธิพลตามประเพณีของราชวงศ์อลองพญา จึงเป็นการส่งเสริมการกบฏของแว่นแคว้นต่างๆ ในพม่าไปโดยปริยาย ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่พระเจ้ามังระจะต้องลดอำนาจของกรุงศรีอยุธยาลง จุดมุ่งหมายของการสงครามในครั้งนี้ไม่ใช่การขยายพระบรมเดชานุภาพมาเอาเมืองอยุธยาเป็นเมืองออก แต่จุดมุ่งหมายที่แท้จริงคือ การทำให้ราชอาณาจักรอยุธยาแตกสลายลง หรืออ่อนแอลงขนาดที่จะไม่สามารถเป็นที่พึ่งแก่หัวเมืองขึ้นของพม่าได้อีก ตามความเข้าใจของชาวกรุงเก่า การรับตัวหุยตองจาไว้โดยไม่ได้ส่งตัวให้แก่พม่า เมื่อได้รับคำขอนี้คือสาเหตุสงครามในครั้งสุดท้าย[73]

[แก้] ดูเพิ่ม

[แก้] อ้างอิง

  • บูญเทียม พลายชมภู. พม่า ภูมิหลังทางประวัตศาสตร์. กรุงเทพ : โอเดียนสโตร์ , 2548
  • เทพมนตรี ลิมปพยอม, เกร็ดความรู้คราวเสียกรุง, คัดลอกจากวารสาร สยามอารยะ ปีที่ 2 ฉบับที่ 16 ประจำเดือน เมษายน 2537
  • ประพิณ ออกเวหา. อยุธยาเมืองเก่าของเราแต่ก่อน. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดบุ๊ค, 2546
  1. ^ วารสารราชบัณฑิตยสถาน
  2. ^ ลำจุล ฮวบเจริญ. เกร็ดพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : The Knowledge Center, พ.ศ. 2548. หน้า 2 ISBN 974-9517-04-0
  3. ^ 30ขจร สุขพานิช. ข้อมูลประวัติศาสตร์ : สมัยบางกอก. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2531.หน้า 269
  4. ^ ลำจุล ฮวบเจริญ. เกร็ดพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : The Knowledge Center, พ.ศ. 2548. หน้า 3 ISBN 974-9517-04-0
  5. ^ ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ในฐานะนักประวัติศาสตร์
  6. ^ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ไทยรบกับพม่าฉบับรวมเล่ม พระนคร : ศิลปาบรรณาคาร ๒๕๒๔ หน้า ๒๕๖-๒๕๗
  7. ^ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ไทยรบพม่า, หน้า 311-314
  8. ^ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์. สามกรุง. พระนคร : คลังวิทยา, ๒๕๑๑ หน้า ๑๐๐.
  9. ^ จรรยา ประชิตโรมรัน. การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2536 หน้า 56 ISBN 974-584-663-5
  10. ^ ๕๓ พระมหากษัตริย์ไทย : ธ ครองใจไทยทั้งชาติ. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๓. หน้า ๒๔๖. (ISBN 9742777519)
  11. ^ ๕๓ พระมหากษัตริย์ไทย : ธ ครองใจไทยทั้งชาติ. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๓. หน้า ๒๔๗. (ISBN 9742777519)
  12. ^ ลำจุล ฮวบเจริญ. เกร็ดพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดบุ๊ดเซ้นเตอร์, 2548 หน้า 18-22 ISBN 974-9517-04-0
  13. ^ ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 39, 2508 : 409-414
  14. ^ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2 หน้า 263
  15. ^ ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 39, 2508 หน้า 412
  16. ^ ประชุมพงศาวดารภาคที่ 39, 2508 หน้า 414
  17. ^ วีณา โรจนราธา. กรุงแตก พระเจ้าตากฯ และประวัติศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ : กรุงสยามพริ้นติ้ง กรุ๊พ, 2540 หน้า 132-137 ISBN 978-974-02-0003-1
  18. ^ นิธิ เอียวศรีวงศ์. กรุงแตก, พระเจ้าตากฯ และประวัติศาสตร์ไทย ว่าด้วยประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์นิพนธ์. กรุงเทพฯ : มติชน, 2539 หน้าที่ 136-137 ISBN 974-7120-82-8
  19. ^ นิธิ เอียวศรีวงศ์. กรุงแตก, พระเจ้าตากฯ และประวัติศาสตร์ไทย ว่าด้วยประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์นิพนธ์. กรุงเทพฯ : มติชน, 2539 หน้าที่ 137 ISBN 974-7120-82-8
  20. ^ กรมศิลปากร. ประชุมพงศวดาร ภาคที่ ๓๙. หน้า ๕๘-๖๐.
  21. ^ การศาสนา,กรม. ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๔. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา,๒๕๒๘. หน้า ๗
  22. ^ กรมศิลปากร, พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานบรรจุศพ คุณพ่อไต้ล้ง พรประภา วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๑๑) หน้า ๖๐๓-๖๐๔
  23. ^ ภัทรธาดา. เอกสารบรรยายพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (ชลบุรี:พฤษภาคม ๒๕๒๔) หน้า ๙-๑๐.
  24. ^ นิธิ เอียวศรีวงศ์. หนังสืองานพระราชทานเพลิงศพ พลตรีสหวัฏ(อุดม)ปัญญาสุข. 21 พฤษภาคม 2540 หน้า140
  25. ^ คุรุสภา. ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๖. พระนคร : คุรุสภา ๒๕๑๖, หน้า ๑๘๘.
  26. ^ พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์สันนิษฐานเอาไว้ว่า มังมหานรธาน่าจะถึงแก้กรรมในปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2309 ภึงต้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2310
  27. ^ คุรุสภา. ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๖. พระนคร : คุรุสภา ๒๕๑๖, หน้า ๑๘๘-๑๘๙.
  28. ^ ๕๓ พระมหากษัตริย์ไทย : ธ ครองใจไทยทั้งชาติ. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๓. หน้า ๒๕๒. (ISBN 9742777519)
  29. ^ รวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์, พลโท. สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ยอดนาวิกโยธินไทย ในผ่านศึกฉบับพิเศษ : วันทหารผ่านศึก 3 กุมภาพันธ์ 2537 หน้า 17
  30. ^ รวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์, พลโท. สงครามประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ : มติชน, 2541 หน้า 17-18 ISBN 9743213074
  31. ^ รวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์, พลโท. สงครามประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ : มติชน, 2541 หน้า 18 ISBN 9743213074
  32. ^ มูลนิธิกตเวทินในพระบรมราชูปถัมป์. ประวัติศาสตร์ชาติไทย, กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนพับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), 2547 หน้า 79-80 ISBN 974-92746-2-8
  33. ^ ศิลปากร,กรม. พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์คลังวิทยา, ๒๕๑๖.
  34. ^ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ไทยรบกับพม่าฉบับรวมเล่ม (พระนคร : ศิลปาบรรณาคาร ๒๕๒๔) หน้า ๓๑๐
  35. ^ มูลนิธิกตเวทินในพระบรมราชูปถัมป์. ประวัติศาสตร์ชาติไทย, กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนพับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), 2547 หน้า 83. ISBN 974-92746-2-8
  36. ^ กรมศิลปากร. จดหมายเหตุและบาดหลวงฝรั่งเศสในแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศน์ กรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น, 2511 หน้า 85
  37. ^ กรมศิลปากร. จดหมายเหตุและบาดหลวงฝรั่งเศสในแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศน์กรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น, 2511 หน้า 86
  38. ^ กรมศิลปากร. จดหมายเหตุและบาดหลวงฝรั่งเศสในแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศน์กรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น. 2511 หน้า 87
  39. ^ กฎหมายตราสามดวง เล่ม 1. (พระนคร : องค์การค้าครุสภา, 2505). 123.-127
  40. ^ กฎหมายตราสามดวง เล่ม 1. (พระนคร : องค์การค้าครุสภา, 2505), 135-137
  41. ^ สมพร เทพสิทธา . ประวัติศาสตร์ชาติไทยกับเอกลักษณ์ของชาติความสำคัญของสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์. พิมพ์ครั้งที่ 1 หน้า 19-20 ISBN 9789741640089
  42. ^ ชาวบ้านบางระจัน(อนุสาวรีย์วีระชนค่ายบางระจัน)
  43. ^ จรรยา ประชิตโรมรัน. การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาฯ, 2537 หน้า 169 ISBN 974-584-663-5
  44. ^ สุเนตร ชุตินธรานนท์, สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 (พ.ศ 2310) : ศึกษาจากพงศาวดารพม่าฉบับราชวงศ์คองบอง, กรุงเทพฯ : ศยาม, 2544 หน้าที่ 68
  45. ^ อาทร จันทวิมล. ประวัติของแผ่นดินไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาฯ, 2537 หน้า 229 ISBN 974-584-663-5
  46. ^ อนันต์ อมรรตัย. คำให้การชาวกรุงเก่า. กรุงเทพฯ : จดหมายเหตุ, 2510 หน้า 168 ISBN 9748789578
  47. ^ จรรยา ประชิตโรมรัน, การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาฯ, 2537 หน้า 171-176 ISBN 974-584-663-5
  48. ^ พงศาวดารพม่ากล่าวว่า เป็นเวลาประมาณตี 4, สุเนตร ชุตินธรานนท์, สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 (พ.ศ 2310) : ศึกษาจากพงศาวดารพม่าฉบับราชวงศ์คองบอง, กรุงเทพฯ : ศยาม, 2544 หน้าที่ 68
  49. ^ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์. สามกรุง. พระนคร : คลังวิทยา, ๒๕๑๑ หน้า ๑๒๑-๑๒๒
  50. ^ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์. สามกรุง. พระนคร : คลังวิทยา, ๒๕๑๑ หน้า ๑๒๒
  51. ^ บันทึกเรื่องราวเป็นภาษาฮอลันดา. แถลงงานประวัติศาสตร์ เอกสารโบราณคดี ปีที่ 2 เล่ม 2, 2511 หน้า 23
  52. ^ กรมศิลปากร. ประชุมพงศวดาร ภาคที่ ๓๙. หน้า ๖๓-๖๔.
  53. ^ อาทร จันทวิมล. ประวัติของแผ่นดินไทย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาฯ, 2546 หน้า 230 ISBN 9749179706
  54. ^ ขจร สุขพานิช. ข้อมูลประวัติศาสตร์ : สมัยบางกอก. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2531. หน้า 270
  55. ^ แปลโดย ส.ศิวรักษ์. History of the Kingdom of Siam, สังคมศาสตร์ปริทัศน์. ปีที่ 4 ฉบับที่ 4, 2510 หน้า 58-65
  56. ^ ชนสวัสดิ์ ชมพูนุท, ม.ร.ว.. พระราชประวัติ ๙ มหาราช. พระนคร : พิทยาคาร ๒๕๑๔, หน้า ๒๖๖.
  57. ^ จรรยา ประชิตโรมรัน, พลตรี. การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาฯ, 2536 หน้า 185 - 186 ISBN 974-584-663-5
  58. ^ สุเนตร ชุตินธรานนท์. สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 (พ.ศ 2310) : ศึกษาจากพงศาวดารพม่าฉบับราชวงศ์คองบอง. กรุงเทพฯ : ศยาม, 2544 หน้า 112 ISBN 974-315-313-6
  59. ^ พระพุทธรูปยืน ทองหล่อหนัก 53,000 ชั่ง (44,166.66 กิโลกรัม) ในสมัยนั้นพระพุทธรูปองค์นี้ ประดิษฐานในพระวิหารหลังกลาง วัดพระศรีสรรเพชญ์)
  60. ^ ทวน บุญยนิยม , 2513 : 48-50
  61. ^ กรมศิลปากร. จดหมายเหตุและบาทหลวงฝรั่งเศสในแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศน์ กรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น, 2511 หน้า 82
  62. ^ ประชุมพงศาวดารฉบับหอสมุดแห่งชาติเล่ม 9, พระนคร : ก้าวหน้า , 2508 : 420
  63. ^ แปลโดย ส.ศิวรักษ์. History of the Kingdom of Siam, สังคมศาสตร์ปริทัศน์. ปีที่ 4 ฉบับที่ 4, 2510 หน้า 57
  64. ^ อาทร จันทวิมล. ประวัติของแผ่นดินไทย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาฯ, 2546 หน้า 229 ISBN 9749179706
  65. ^ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. ไทยรบพม่า. หน้า 319-321
  66. ^ จรรยา ประชิตโรมรัน, พลตรี. การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310. พิมพ์คร้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬา, 2536 หน้า 196 - 199
  67. ^ รอง ศยามานนท์. แถลงงานประวัติศาสตร์ เอกสาร โบราณคดี ปีที่ 18 เล่ม 1 มกราคม 2527 – ธันวาคม 2527 หน้า 39 - 46
  68. ^ [1]เรียกข้อมูลวันที่ 14 กรกฎาคม 2547
  69. ^ พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. พระมหาธรรมราชากษัตราธิราช. กรุงเทพฯ : มติชน, 2546 หน้า 35 ISBN 974-322-818-7
  70. ^ ทวน บุญยนิยม , 2513 : 57
  71. ^ พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม). หน้า 542
  72. ^ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. ไทยรบพม่า. หน้า 311
  73. ^ อนันต์ อมรรตัย. คำให้การชาวกรุงเก่า. กรุงเทพฯ : จดหมายเหตุ, 2510 หน้า 167 ISBN 9748789578
เครื่องมือส่วนตัว