เหตุการณ์การสูญพันธุ์ในยุคครีเทเชียส-เทอร์เชียรี
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางมาจาก การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์)
ภาพจำลองเหตุการณ์อุกบาตพุ่งเข้าชนโลก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการสูญพันธุ์ครั้งนี้
เหตุการณ์การสูญพันธุ์ยุคครีเทเชียส-เทอร์เชียรี เกิดขึ้นเมื่อราว 65 ล้านปีที่แล้ว เป็นหนึ่งในการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก มีการสูญพันธุ์ครั้งนี้เกิดหลังเหตุการณ์การสูญพันธุ์เพอร์เมียน-ไทรแอสสิก ซึ่งอยู่ระหว่าง 214-199 ล้านปีก่อน ส่วนในปลายยุคครีเทเชียส ซึ่งกวาดล้างสิ่งมีชีวิตไปกว่า 70% รวมถึงพวกไดโนเสาร์ เทอโรซอร์ และสัตว์เลื้อยคลานใต้ทะเล[ต้องการอ้างอิง] สิ่งมีชีวิตที่ไม่สูญพันธุ์ ได้แก่พวกหนู สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก เต่า ปลาซีลาแคนด์ และงู[ต้องการอ้างอิง] สาเหตุการสูญพันธุ์สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากอุกกาบาตที่พุ่งชนโลกบริเวณคาบสมุทรยูคาทาน ประเทศเม็กซิโก
[แก้] ทฤษฎีต่างที่อธิบายการสูญพันธุ์
- ทฤษฎีอุกบาตชนโลก เป็นทฤษฎีที่น่าเชื่อถือที่สุด โดยสาเหตุของทฤษฎีนี้ เพราะว่ามีการค้นพบหลุมอุกบาต ขนาด 10.กม ในบริเวณแหลมยูกาตัน ประเทศเม็กซิโก และนอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุอิริเดียม ที่พบมากในอุกกาบาต ในบริเวณแหลมยูกาตันด้วย ซึ่งแร่ธาตุอิริเดียม พวกนี้อาจมาจากอุกบาตที่พุ่งชนโลก ในบริเวณนั้น
- ทฤษฎีภูเขาไฟระเบิด เป็นทฤษฎีที่น่าเชื่อถือเช่นเดียวอุกบาตพุ่งชนโลก ซึ่งภูเขาไฟทั่วโลกอาจระเบิดพร้อมกัน ทำให้พืชที่ไดโนเสาร์กินพืชกินนั้นเป็นพิษเมื่อมันกินเข้าไป ทำให้พวกไดโนเสาร์กินพืชต่างล้มตาย และเมื่อพวกกินเนื้อไม่มีอาหารคือพวกกินพืช พวกมันก็ล่ากันเอง จนสูญพันธุ์ในที่สุด
- ทฤษฎีอากาศหนาวขึ้นและการเปลียนแปลงกระทันหันของสภาพแวดล้อม โดยฤดูกาลในโลกอาจเปลี่ยนแปลง ทำให้มีหิมะตก จนอากาศหนาวขึ้น และเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง พวกสัตว์อาจปรับตัวไม่ทันและสูญพันธุ์ในที่สุด
- ทฤษฎีไข่ถูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขโมย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกินไข่อาจเพิ่มจำนวนขึ้น และเข้าไปกินไข่ของสัตว์อื่น แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นสัตว์เลื้อยคลานใต้ทะเลพวกอิกธีโอซอร์ ที่ไม่วางไข่บนบกจะไม่สูญพันธุ์ รวมทั้งแอมโมไนต์ ปลาในมหายุคมีโซโสอิคด้วย[ต้องการอ้างอิง]
[แก้] หนังสืออ่านเพิ่ม
- Fortey, R (2005). Earth: An Intimate History. Vintage. ISBN 9780375706202.
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
- "The Chicxulub Debate". Princeton University. 2007. http://geoweb.princeton.edu/people/faculty/keller/chicxulub.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-08-02.
- McLean D (1995). "The Deccan Traps Volcanism-Greenhouse Dinosaur Extinction Theory". University of Vermont. http://filebox.vt.edu/artsci/geology/mclean/Dinosaur_Volcano_Extinction/pages/studentv.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-08-02.
- Kring DA (2005). "Chicxulub Impact Event: Understanding the K–T Boundary". NASA Space Imagery Center. http://www.lpl.arizona.edu/SIC/impact_cratering/Chicxulub/Chicx_title.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-08-02.
- Cowen R (2000). "The K–T extinction". University of California Museum of Paleontology. http://www.ucmp.berkeley.edu/education/events/cowen1b.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-08-02.
- "What killed the dinosaurs?". University of California Museum of Paleontology. 1995. http://www.ucmp.berkeley.edu/diapsids/extinction.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-08-02.
- Rincon, P. "Dinosaur impact theory challenged", BBC News, 2004-03-01. สืบค้นวันที่ 2007-08-02
- Lovett RA (2006-10-30). ""Dinosaur Killer" Asteroid Only One Part of New Quadruple-Whammy Theory". National Geographic News. http://news.nationalgeographic.com/news/2006/10/061030-dinosaur-killer.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-08-02.
- "BBC—Radio 4 In Our Time—KT Boundary" (RealAudio). BBC News. http://www.bbc.co.uk/radio4/history/inourtime/ram/inourtime_20050623.ram. เรียกข้อมูลเมื่อ 2008-03-13.
- Alleyne, Richard. "Dinosaurs wiped out by asteroid impact that turned earth into a 'hellish' place", The Daily Telegraph, 2010-03-04. สืบค้นวันที่ 2010-03-05