การรั่วไหลของน้ำมันที่มอนทารา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาพถ่ายดาวเทียมการรั่วไหลของน้ำมันที่มอนทาราในทะเลติมอร์

การรั่วไหลของน้ำมันที่มอนทารา เป็นการรั่วไหลของน้ำมันและแก๊ส รวมถึงคราบน้ำมัน (slick) ในภายหลัง ซึ่งเกิดขึ้นที่บ่อน้ำมันมอนทาราในทะเลติมอร์ นอกชายฝั่งทางเหนือของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในภัยพิบัติด้านน้ำมันครั้งเลวร้ายที่สุดของออสเตรเลีย[1] คราบน้ำมันถูกปล่อยออกมาหลังการระเบิดออกจากแท่นหลุมผลิตมอนทาราเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552 และยังคงรั่วไหลออกมาต่อเนื่องจนถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 (รวม 74 วัน)[2][3] เครื่องขุดเจาะน้ำมันเวสต์แอตลาสมีซีดริล บริษัทของนอร์เวย์-เบอร์มิวดา เป็นเจ้าของ และมี ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ออสตราเลเซีย (PTTEPAA) เป็นผู้ดำเนินงาน ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของปตท. สผ. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของปตท. อีกต่อหนึ่ง ปตท. เป็นบริษัทน้ำมันและแก๊สธรรมชาติซึ่งรัฐไทยเป็นเจ้าของ และได้ดำเนินงานเหนือบ่อติดกันบนแท่นขุดเจาะมอนทารา บ่อน้ำมันมอนทาราตั้งอยู่นอกชายฝั่งคิมเบอร์ลี ห่างจากฐานทัพอากาศทรุสคอตต์ (Truscott) ไปทางเหนือ 250 กิโลเมตร และห่างจากดาร์วินไปทางตะวันตก 690 กิโลเมตร[4][5][6] คนงานหกสิบเก้าคนถูกอพยพออกมาอย่างปลอดภัยจากเครื่องขุดเจาะน้ำมันเวสต์แอตลาสเมื่อเกิดระเบิดขึ้น[5][7]

กระทรวงทรัพยากร พลังงานและการท่องเที่ยวออสเตรเลียประเมินว่า การรั่วไหลของน้ำมันที่มอนทาราอาจมีปริมาณสูงถึง 2,000 บาร์เรล (320 ม.3/วัน) ซึ่งเป็นห้าเท่าจากที่ ปตท. สผ. ออสตราเลเซียได้ประเมินไว้[8] โฆษกรัฐมนตรีทรัพยากร กล่าวว่า ปริมาณ 2,000 บาร์เรลนั้นหมายถึง ปริมาณน้ำมันซึ่งบ่อผลิตได้เมื่อมีการผลิตสูงสุด[9]

ความพยายามสี่ครั้งแรกของ PTTEPAA ที่จะหยุดการรั่วไหลของน้ำมันล้มเหลว แต่ความพยายามครั้งที่ห้าสำเร็จเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เมื่อ PTTEPAA ปั๊มของไหลสำหรับการเจาะ (drilling fluid หรือ drilling mud) ปริมาณอย่างน้อย 3,400 บาร์เรล (540 ม.3) เข้าไปในบ่อลดความดัน (relief well) เพื่อหยุดการรั่วไหล[2][3][10]

วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ระหว่างความพยายามหยุดการรั่วไหล เกิดเพลิงไหม้ขึ้นบนเครื่องขุดเจาะเวสต์แอตลาส[11] วันที่ 2 พฤศจิกายน PTTEPAA กล่าวว่า ไฟนั้นดูเหมือนว่าจะเผาทำลายน้ำมันและดังนั้นจึงป้องกันมิให้เกิดการรั่วไหลลงทะเลเพิ่มเติม[12] ไฟนี้ส่วนใหญ่ถูกดับแล้วเมื่อการรั่วไหลยุติลง[2][13] เมื่อถึงเกณฑ์ความปลอดภัยแล้ว ทีมผู้เชี่ยวชาญจึงได้เข้าไปประเมินความเสียหาย

อ้างอิง[แก้]

  1. "WA oil spill 'one of Australia's worst'". ABC News. 24 August 2009. Archived from the original on 5 November 2009. สืบค้นเมื่อ 5 November 2009. 
  2. 2.0 2.1 2.2 "West Atlas oil leak stopped". ABC News. 3 November 2009. Archived from the original on 5 November 2009. สืบค้นเมื่อ 5 November 2009. 
  3. 3.0 3.1 "PTTEP Australasia Timor Sea Operations – Incident Information #87" (Press release). PTTEP Australasia. 3 November 2009. Archived from the original on 5 November 2009. สืบค้นเมื่อ 5 November 2009. 
  4. Buckeridge, John (24 August 2009). "Expert comment on West Atlas oil spill". RMIT Newsroom. Archived from the original on 5 November 2009. สืบค้นเมื่อ 5 November 2009. 
  5. 5.0 5.1 "Rig still spilling oil off WA coast". ABC News. 21 August 2009. Archived from the original on 5 November 2009. สืบค้นเมื่อ 5 November 2009. 
  6. "Timor Sea oil leak fix 'days away'". ABC News. 23 August 2009. Archived from the original on 5 November 2009. สืบค้นเมื่อ 5 November 2009. 
  7. http://www.au.pttep.com/uploads/MediaRelease1_21-08-09.pdf
  8. "Oil leaking 'five times faster' than thought". ABC News. 22 October 2009. Archived from the original on 5 November 2009. สืบค้นเมื่อ 5 November 2009. 
  9. http://www.webcitation.org/5l3RU9Sv0
  10. "Latest attempt fails to stop oil leak". ABC News. 17 October 2009. Archived from the original on 5 November 2009. สืบค้นเมื่อ 5 November 2009. 
  11. "Australia oil well catches fire". BBC News. 2 November 2009. Archived from the original on 5 November 2009. สืบค้นเมื่อ 5 November 2009. 
  12. "PTTEP Australasia Timor Sea Operations – Incident Information #86" (Press release). PTTEP Australasia. 2 November 2009. Archived from the original on 5 November 2009. สืบค้นเมื่อ 5 November 2009. 
  13. "Leaking oil rig continues to burn". ABC News. 1 November 2009. Archived from the original on 5 November 2009. สืบค้นเมื่อ 5 November 2009. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]