การระดมยิงย็อนพย็อง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก การระดมยิงยอนพยอง)

พิกัดภูมิศาสตร์: 37°40′0″N 125°41′47″E / 37.66667°N 125.69639°E / 37.66667; 125.69639

การระดมยิงย็อนพย็อง
เป็นส่วนหนึ่งของ ความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี
Yeonpyeong shelling.png
แผนที่และสัญลักษณ์แสดงเหตุการณ์การระดมยิงย็อนพย็อง
วันที่ 23 พฤศจิกายน 2553
สถานที่ ย็อนพย็อง อำเภอองจิน อินช็อน เกาหลีใต้
ผลลัพธ์ พลเรือนเกาหลีใต้ถูกอพยพไปจากเกาะย็อนพย็อง[1]; เกิดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ
คู่ขัดแย้ง
ธงชาติของประเทศเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือ ธงชาติของเกาหลีใต้ เกาหลีใต้
กำลังพลสูญเสีย
ทหารเสียชีวิตอย่างน้อย 5 นาย[2] ทหารเสียชีวิต 2 นาย
ได้รับบาดเจ็บ 16 นาย[3]
พลเรือนชาวเกาหลีใต้: เสียชีวิต 2 คน ได้รับบาดเจ็บ 3 คน[3]

การระดมยิงย็อนพย็อง เป็นยุทธนาการเหล่าทหารปืนใหญ่ระหว่างทหารเกาหลีเหนือกับกองกำลังเกาหลีใต้ที่ประจำอยู่บนเกาะย็อนพย็อง เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553[4] โดยหลังจากการฝึกซ้อมยิงปืนใหญ่ตามปกติของทหารเกาหลีใต้ในเขตน่านน้ำของเกาหลีใต้ กองกำลังเกาหลีเหนือได้ยิงปืนใหญ่และจรวดจำนวน 170 นัดเข้าถล่มเกาะย็อนพย็อง ได้รับความเสียหายทั้งเป้าหมายทางทหารและพลเรือน[5] กระสุนปืนใหญ่ก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้างบนเกาะ ทำให้ชาวเกาหลีใต้เสียชีวิต 4 คน และได้รับบาดเจ็บ 19 คน เกาหลีใต้ตอบโต้โดยการยิงปืนใหญ่ตกลงในน่านน้ำเกาหลีเหนือ[6] เหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่มความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี และหลายประเทศได้ประณามการกระทำของเกาหลีเหนือ สหประชาชาติประกาศว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเกาหลี[7]

เบื้องหลัง[แก้]

เส้นพรมแดนทางทะเลด้านตะวันตกของการควบคุมทางทหารระหว่างเกาหลีทั้งสองประเทศได้รับการจัดตั้งขึ้นโดยกองบัญชาการสหประชาชาติ (UNC) ใน พ.ศ. 2496 เรียกว่า "แนวจำกัดตอนเหนือ" (NLL)[8] เกาหลีเหนือไม่ได้รับรองพรมแดนดังกล่าวซึ่งร่างขึ้นเพียงฝ่ายเดียวโดยสหประชาชาติในช่วงปลายสงครามเกาหลี (พ.ศ. 2493-96)[9] ภายใต้เงื่อนไขของการสงบศึก เกาะทางตะวันตกเฉียงเหนือทั้งห้าได้รับการกำหนดโดยเฉพาะเจาะจงให้อยู่ภายใต้เขตอำนาจของสหประชาชาติ (นั่นคือ เกาหลีใต้)[10] แนวพรมแดนทางทะเลด้านตะวันตกระหว่างทั้งสองประเทศได้จุดประกายความขัดแย้งระหว่างทั้งสองมาช้านานแล้ว[9]

เกาหลีเหนือไม่ได้มีข้อพิพาทหรือละเมิดแนวดังกล่าวจนกระทั่ง พ.ศ. 2516[11] แนวจำกัดตอนเหนือได้ถูกร่างขึ้นในช่วงเวลาที่นานาประเทศยึดว่าเขตน่านน้ำกินอาณาบริเวณสามไมล์จากอาณาเขตทางบกเป็นที่ยอมรับกัน แต่เมื่อถึงคริสต์ทศวรรษ 1970 เขตจำกัดทางทะเลสิบสองไมล์จากอาณาเขตทางบกได้รับการยอมรับโดยนานาประเทศ แนวจำกัดตอนเหนือกลับกีดกันมิให้เกาหลีเหนือเข้าถึงเขตน่านน้ำซึ่งอาจเถียงได้ว่าเป็นน่านน้ำของเกาหลีเหนือ[8][12] ต่อมา หลัง พ.ศ. 2525 แนวดังกล่าวยังไม่ขัดขวางมิให้เกาหลีเหนือจัดตั้งเขตเศรษฐกิจจำเพาะตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 เพื่อควบคุมการประมงในพื้นที่อีกด้วย[8]

แนวพรมแดนทะเลพิพาทระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ในทะเลเหลือง:[13]
     A: แนวจำกัดตอนเหนือ ซึ่งสหประชาชาติสร้างขึ้น พ.ศ. 2496[14]
     B: "แนวปักปันเขตทางทหารระหว่างเกาหลี" ซึ่งเกาหลีเหนือประกาศเมื่อ พ.ศ. 2542[15]
  ตำแหน่งที่ปรากฏในแผนที่
    1-ย็อนพย็อง
    2-แพ็งนย็อง
    3-แทช็อง
4-เขตชุง (สนามบินนานาชาติอินช็อน), 5-โซล, 6-อินช็อน, 7-แฮจู, 8-แคซ็อง, 9-อำเภอคังฮวา, 10-เขตปกครองท้องถิ่นพุกโด, 11-เกาะท็อกจ็อก, 12-เขตปกครองท้องถิ่นชาวล, 13-เขตปกครองท้องถิ่นย็องฮึง

พ.ศ. 2542 เกาหลีเหนือได้กำหนด "แนวปักปันทางทหารทะเลตะวันตก" ขึ้น ซึ่งอ้างสิทธิ์เหนือบริเวณประมงอันอุดมสมบูรณ์ลงไปทางใต้ของแนวจำกัดตอนเหนือ (ถึงแม้ว่าแนวดังกล่าวจะเลี่ยงเกาะที่เกาหลีใต้ปกครองอยู่อย่างเช่นย็อนพย็อง) การอ้างสิทธิ์ดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับทั้งจากเกาหลีใต้หรือกองบัญชาการสหประชาชาติ[16][17] ทัศนคติของกองบัญชาการสหประชาชาติยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยอธิบายว่าแนวจำกัดตอนเหนือจะต้องคงอยู่จนกระทั่งมีแนวปักปันทางทหารใหม่ซึ่งสามารถกระทำได้โดยคณะกรรมาธิการทหารร่วมในข้อตกลงสงบศึก[18]

ในความพยายามที่จะยืนยันการอ้างสิทธิ์ดังกล่าว เกาหลีเหนือได้ดำเนินยุทธศาสตร์ในการท้าทายการถือครองน่านน้ำที่อยู่ทางใต้ของแนวจำกัดตอนเหนือ โดยได้ทำการรุกล้ำแนวดังกล่าวหลายครั้งซึ่งก่อให้เกิดการปะทะกันระหว่างทั้งสองฝ่าย ที่มีชื่อเสียงได้แก่ ยุทธนาวีใกล้กับเกาะย็อนพย็องใน พ.ศ. 2542 และยุทธนาการอีกครั้งหนึ่งในพื้นที่เดียวกันใน พ.ศ. 2545[19] ถึงแม้ว่าจะไม่มีการปะทะที่ตึงเครียดมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ใน พ.ศ. 2552 ความตึงเครียดตามพรมแดนพิพาทที่เพิ่มสูงขึ้นได้จุดประกายให้เกิดยุทธนาวีใกล้กับแทช็อง และข้อกล่าวหาว่าเรือดำน้ำเกาหลีเหนือจมเรือคอร์เวตโชนันของเกาหลีใต้นอกเกาะแพ็งนย็องเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2553[20][21]

หลายวันก่อนหน้าเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐบาลเกาหลีเหนือได้เปิดเผยถึงศูนย์เสริมสมรรถนะยูเรเนียมแห่งใหม่[22][23] ซึ่งทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้พิจารณาจะขอให้สหรัฐอเมริกาประจำอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีในเกาหลีใต้เป็นครั้งแรกในรอบ 19 ปี[24] ในวันเดียวกัน เกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นการซ้อมรบโฮกุกประจำปี อันเป็นการฝึกฝนทางทหารขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับทหารเกาหลีใต้และสหรัฐ การซ้อมรบใน พ.ศ. 2553 มีทหารเกาหลีใต้กว่า 70,000 นาย จากสี่เหล่าทัพของเกาหลีใต้ พร้อมด้วยยานพาหนะประเภทสายพาน 600 คัน เฮลิคอปเตอร์ 90 ลำ เรือรบ 50 ลำ และเครื่องยนต์อีก 500 ลำ สหรัฐอเมริกาส่งหน่วยนาวิกโยธินรบนอกประเทศที่ 31 และทัพอากาศที่ 7 เข้าร่วมการฝึกทางบกและทางทะเลด้วย[25] ซึ่งแต่เดิมเคยมีแผนการว่ากองทัพเรือและนาวิกโยธินจะซ้อมยกพลขึ้นบกร่วมกันในทะเลเหลือง ทางตะวันตกของเกาหลีใต้ แต่สหรัฐถอนตัวออกมาโดยอ้างว่า "อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง"[26] ถึงแม้ว่าผู้สังเกตการณ์ชาวเกาหลีใต้จะเสนอว่าเหตุผลที่แท้จริงนั้นคือการคัดค้านของจีน ซึ่งถือว่าอาณาบริเวณกว้างขวางของทะเลเหลืองเป็นดินแดนของตน[26] รัฐบาลเกาหลีเหนือมองว่าการซ้อมรบดังกล่าวเป็นการเตรียมการสำหรับการโจมตีเกาหลีเหนือร่วมกัน[25]

การปะทะ[แก้]

23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 เกาหลีใต้ได้จัดการซ้อมรบทางทะเลขึ้น จากนั้นเมื่อถึงเวลาประมาณ 14.34 น. ตามเวลาท้องถิ่น ทหารเกาหลีเหนือได้เริ่มต้นยิงปืนใหญ่เข้าใส่ที่ตั้งของเกาหลีใต้บนย็อนพย็อง ระหว่างที่ค่ายทหารเกาหลีใต้และอาคารพลเรือนอีกหลายหลังถูกระดมยิงอย่างหนัก ทหารเกาหลีใต้ตอบโต้โดยการยิงปืนใหญ่จากปืนใหญ่กระบอกสั้นขับเคลื่อนด้วยตัวเอง เค-9 155 มม.[27] เข้าใส่ที่ตั้งของเกาหลีเหนือ เมื่อพลังงานที่ย็อนพย็องถูกตัดขาดและเกิดอัคคีภัยขึ้นหลายจุดเนื่องจากการระดมยิงปืนใหญ่ของเกาหลีเหนือ ทหารเกาหลีใต้จึงได้สั่งอพยพพลเรือนไปยังบังเกอร์[28][29] ทหารเกาหลีใต้ได้เสริมกำลังด้วยเครื่องบินขับไล่เจ็ต เอฟ-16

ตามคำกล่าวของผู้ที่อาศัยอยู่บนเกาะ หลังจากทหารเกาหลีใต้ได้ "เริ่มต้นการฝึกซ้อมยิงปืนใหญ่ กระสุนปืนใหญ่จากเกาหลีเหนือก็เริ่มต้นยิงมาใส่เกาะของเรา"[30]

เมื่อเวลา 11.33 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช ทูตประจำกระทรวงกลาโหมในโซลได้ให้สัมพาษณ์แก่บีบีซีว่า "การยิงยุติลงแล้ว พลเรือนอยู่ในที่ลี้ภัย"[31]

มีรายงานว่าเกาหลีเหนือยิงปืนใหญ่มากกว่า 100 นัด และเกาหลีใต้ยิงสวนกลับไป 80 นัด[32]

ผลที่ตามมา[แก้]

การระดมยิงปืนใหญ่ก่อให้เกิดความสูญเสียจำนวนหนึ่งแก่ชาวเกาหลีใต้บนย็อนพย็อง พลเรือน 2 คน และนาวิกโยธินเกาหลีใต้ 2 นายเสียชีวิต และทหารอีก 16 นายได้รับบาดเจ็บ ในจำนวนนี้มี 6 นายได้รับบาดเจ็บสาหัส มีพลเรือนอีกอย่างน้อย 3 คนได้รับบาดเจ็บเช่นเดียวกัน[33] นอกเหนือจากนี้ การโจมตียังได้ก่อให้เกิดอัคคีภัยบนเกาะด้วย[30]

การโจมตีดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลก สกุลเงินเอเชียหลายสกุลอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลยูโรและดอลลาร์สหรัฐ ในขณะเดียวกับที่ตลาดหลักทรัพย์ในทวีปเอเชียลดลง[34] ผลกระทบของการระดมยิงดังกล่าวได้ส่งผลให้อุตสาหกรรมการเงิน นำโดยธนาคารเกาหลี ธนาคารกลางของเกาหลีใต้ จัดการประชุมฉุกเฉินเพื่อประเมินผลกระทบต่อตลาด[35]

อ้างอิง[แก้]

  1. "China calls for emergency talks amid Korea crisis". BBC News. November 28, 2010. สืบค้นเมื่อ December 5, 2010. 
  2. ""연평도 포격당시 북한군 5명 전사...'영웅'칭호 받아"". 조선일보. 2010-12-28. 
  3. 3.0 3.1 "Bodies of 2 civilians found on shelled South Korean island". Los Angeles Times. AP. 2010-11-24. สืบค้นเมื่อ 2010-11-24. 
  4. "Report: N. Korea fires on S. Korea, injuring at least 17". CNN. 2010-11-23. สืบค้นเมื่อ 2010-11-23. 
  5. N.K. artillery strikes S. Korean island 2010-11-23. Korea Herald
  6. "KPA Supreme Command Issues Communique". Korean Central News Agency. 2010-11-23. สืบค้นเมื่อ 2010-11-24. 
  7. "Tensions high as North, South Korea trade shelling". Dawn. 2010-11-24. สืบค้นเมื่อ 2010-11-24. 
  8. 8.0 8.1 8.2 Kotch, John Barry; Abbey, Michael (2003). "Ending naval clashes on the Northern Limit Line and the quest for a West Sea peace regime". Asian Perspective 27 (2): 175–204. สืบค้นเมื่อ 2010-11-27. 
  9. 9.0 9.1 Kim, Kwang-Tae. "After Exchange of Fire, N. Korea Threatens More Strikes on South," Time (US). 2010-11-23
  10. Ryoo, Moo Bong. (2009). "The Korean Armistice and the Islands," p. iii (OMB Form No. 0704-0188). Strategy research project at the U.S. Army War College; retrieved 22 Dec 2010.
  11. Factbox: What is the Korean Northern Limit Line? 2010-11-23. Reuters
  12. Jon Van Dyke (July 29, 2010). "The Maritime boundary between North & South Korea in the Yellow (West) Sea". 38 North. U.S.-Korea Institute, Johns Hopkins University School of Advanced International Studies. สืบค้นเมื่อ 28 November 2010. 
  13. Ryoo, p. 13.
  14. "Factbox: What is the Korean Northern Limit Line?" Reuters (UK). November 23, 2010; retrieved 26 Nov 2010.
  15. Van Dyke, Jon et al. "The North/South Korea Boundary Dispute in the Yellow (West) Sea," Marine Policy 27 (2003), 143-158; note that "Inter-Korean MDL" is cited because it comes from an academic source and the writers were particular enough to include in quotes as we present it. The broader point is that the maritime demarcation line here is NOT a formal extension of the Military Demarcation Line; compare "NLL—Controversial Sea Border Between S.Korea, DPRK, " People's Daily (PRC), November 21, 2002; retrieved 22 Dec 2010
  16. Ryoo, p. 10; excerpt, The UNC stated in August 1999: "... the NLL issue was nonnegotiable, because the demarcation line had been recognized as the de facto maritime border for many years by both Koreas."
  17. Ryoo, p. 11; excerpt,
    "The NLL has served as an effective means of preventing military tension between North and South Korean military forces for 46 years. It serves as a practical demarcation line, which has contributed to the separation of forces." --1999. 6. 11, United Nations Command (Korea).
  18. "NLL - Controversial Sea Border Between S.Korea, DPRK". People's Daily. 2002-11-21. สืบค้นเมื่อ 2010-11-26. "South Korea and the UNC insisted at that time that the NLL was the de facto sea border and that it must be maintained until a new maritime MDL could be established through the Joint Military Commission on the armistice agreement" 
  19. "Northern Limit Line (NLL) West Sea Naval Engagements". GlobalSecurity.org. สืบค้นเมื่อ 2010-11-23. 
  20. Harden, Blaine (2009-11-12). "North Korea says naval skirmish was 'planned provocation' by South". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ 2010-11-23. 
  21. Ryall, Julian (2010-11-03). "North Korea's investigation into sinking of Cheonan decries 'conspiratorial farce'". The Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 2010-11-23. 
  22. "North Korea – Construction Of Nuclear Power Plant.". Eurasia Review. สืบค้นเมื่อ 2010-11-20. 
  23. "US envoy: N Korea nuclear plant 'provocative'". San Francisco Chronicle. 2010-11-21. สืบค้นเมื่อ 2010-11-21. 
  24. "VOANews "S. Korea Could Seek Deployment of US Tactical Nuclear Weapons" 22 November 2010". Voanews.com. สืบค้นเมื่อ 2010-11-24. 
  25. 25.0 25.1 Won-je, Son. "Experts cite succession and diplomatic pressure following artillery fire". The Hankyoreh, 2010-11-24
  26. 26.0 26.1 Sung-ki, Jung (2010-11-18). "US Marine won’t participate in exercise in West Sea". The Korea Times. สืบค้นเมื่อ 2010-11-27. 
  27. http://www.foxnews.com/world/2010/11/23/skorea-nkorea-fires-artillery-island/
  28. "N.Korea shells S.Korea island, 4 troops wounded". Google News. AFP. 2010-11-23. สืบค้นเมื่อ 2010-11-23. 
  29. "South Koreans hurt, evacuated after North Korea firing". Reuters. 2010-11-23. สืบค้นเมื่อ 2010-11-23. 
  30. 30.0 30.1 Lim Chang-Won (2010-11-23). "Islanders tell of terror as N.Korean shells land". AFP (MySinchew). สืบค้นเมื่อ 2010-11-23. 
  31. http://news.bbc.co.uk/1/hi/world/asia-pacific/9218848.stm
  32. Kim, Dong-hyeon (2010-11-23). "북한 해안포 도발 감행, 연평도에 포탄 100여발 떨어져". The Chosun Ilbo (ใน Korean). สืบค้นเมื่อ 2010-11-23. 
  33. Kim, Dong (2010-11-23). "北 해안포 도발 감행, 연평도에 포탄 200여발 떨어져". The Chosun Ilbo (ใน Korean). สืบค้นเมื่อ 2010-11-23. 
  34. Lui, Patricia (2010-11-23). "Asian Currencies Slump, Led by Won, on Korean Artillery Fire". Bloomberg Businessweek. สืบค้นเมื่อ 2010-11-23. 
  35. "Two Koreas exchange fire across maritime border". Reuters. 2010-11-23. สืบค้นเมื่อ 2010-11-23.