การปฏิเสธโรงเรียน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

โรคกลัวโรงเรียน (อังกฤษ: school phobia) หรือ การปฏิเสธโรงเรียน (อังกฤษ: school refusal) เป็นคำที่ใช้ครั้งแรกในสหราชอาณาจักร เพื่ออธิบายการปฏิเสธเข้าศึกษาในโรงเรียน เนื่องจากความความบีบคั้นทางอารมณ์ โรคกลัวโรงเรียนต่างจากการหนีเรียน (truant) ตรงที่เด็กที่กลัวโรงเรียนรู้สึกกังวลหรือกลัวโรงเรียน ขณะที่เด็กหนีเรียนโดยทั่วไปไม่รู้สึกกลัวโรงเรียน แต่มักรู้สึกโกรธหรือเบื่อโรงเรียนมากกว่า โรงพยาบาลเด็กบอสตันมีแผนภูมิแสดงความแตกต่างระหว่างโรคกลัวโรงเรียนกับการหนีเรียน[1]

คำว่า "การปฏิเสธโรงเรียน" ถูกประดิษฐ์ขึ้นใช้แทน "โรคกลัวโรงเรียน" ซึ่งเคยใช้อธิบายเยาวชนเหล่านี้ในอดีต การปฏิเสธโรงเรียนเป็นคำที่มีความหมายกว้างกว่า ที่ยอมรับว่า เด็กมีปัญหาในการเข้าโรงเรียนด้วยเหตุผลหลากหลาย อย่างไรก็ดี เหตุผลเหล่านี้อาจมิใช่การแสดงความกลัวที่แท้จริง เช่น การแยกหรือกังวลต่อการเข้าสังคม[2]

เด็กวัยเรียนประมาณร้อยละ 1 ถึง 5 ปฏิเสธโรงเรียน[3] พบมากที่สุดในเด็กอายุ 5, 6, 10 และ 11 ขวบ[4] การปฏิเสธโรงเรียนนี้พบบ่อยครั้งกว่าในช่วงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตเด็ก เช่น การเข้าเรียนอนุบาล หรือการเปลี่ยนจากโรงเรียนประถมเป็นโรงเรียนมัธยมต้น[2] ปัญหาดังกล่าวอาจเริ่มจากการปิดภาคเรียน วันหยุด หรือการป่วยสั้น ๆ ที่เด็กกลับไปอยู่บ้านชั่วระยะเวลาหนึ่ง การปฏิเสธโรงเรียนยังอาจเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ที่เครียดอย่างมาก เช่น การย้ายบ้านใหม่ หรือการตายของสัตว์เลี้ยง หรือการเสียชีวิตของญาติ[4]

อัตราการปฏิเสธโรงเรียนใกล้เคียงกันทั้งเพศหญิงและชาย [4] และแม้ว่า จะพบมากในพื้นที่เมืองบางแห่ง แต่ไม่มีข้อแตกต่างทางสังคมเศรษฐกิจที่มีผลต่ออัตราการปฏิเสธโรงเรียนเท่าที่ทราบ[5]

อาการของการปฏิเสธโรงเรียน มีตั้งแต่ เด็กว่า ตนรู้สึกป่วยบ่อยครั้ง หรือตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดหัว ปวดท้องหรือเจ็บคอ หากเด็กอยู่บ้าน อาการเหล่านี้อาจหายไป แต่จะกลับมาในเช้าวันรุ่งขึ้นก่อนไปโรงเรียน ยิ่งไปกว่านั้น เด็กที่ปฏิเสธโรงเรียนอาจตะโกนสาปหรืออาละวาดลงไปดิ้น (temper tantrums) [4]

สัญญาณเตือนการปฏิเสธโรงเรียนมี การบ่นบ่อยครั้งเกี่ยวกับการเข้าเรียน การเข้าเรียนช้าหรือขาดเรียนโดยไม่มีเหตุผลบ่อยครั้ง การขาดเรียนในวันสำคัญ (เช่น การสอบ การพูดหน้าชั้น ชั้นเรียนพลศึกษา) การขอให้โทรศัพท์หรือกลับบ้านบ่อยครั้ง กังวลมากเกินเมื่อผู้ปกครองอยู่ในโรงเรียน การขอไปห้องพยาบาลบ่อยครั้ง เพราะอาการทางกาย หรือร้องไห้อยากกลับบ้าน[2]

สำคัญที่ผู้ปกครองจะต้องพยายามนำเด็กเข้าเรียน ยิ่งเด็กไม่เข้าโรงเรียนนานเท่าไร ก็จะนำกลับเข้าเรียนยิ่งยากเท่านั้น[4] อย่างไรก็ดี อาจเป็นการยากที่สำเร็จ เพราะเมื่อถูกบังคับ เด็กอาจอาละวาด ตะโกนสาป มีอาการกายเหตุจิต (psychosomatic) หรือตื่นตระหนก และขู่จะทำร้ายตัวเอง ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปอย่างรวดเร็วหากเด็กได้รับอนุญาตให้อยู่บ้าน

ผู้ปกครองควรนำเด็กพบแพทย์ ซึ่งจะช่วยชี้ว่า อาการเจ็บป่วยใดที่อาจก่อให้เกิดปัญหา ผู้ปกครองยังควรพูดคุยกับครูของเด็กหรือผู้ให้คำปรึกษาของโรงเรียน[4] แม้การปฏิเสธโรงเรียนจะไม่ใช่โรคคลินิก ตาม Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders ฉบับพิมพ์ครั้งที่สี่ แต่อาจเกิดร่วมกับโรคจิตเวชอื่น ๆ ได้หลายโรค รวมถึงโรควิตกกังวลจากการพรากจากสิ่งของหรือบุคคลสำคัญ (Separation Anxiety Disorder) โรคกลัวสังคม และโรคพฤติกรรม[5] ดังนั้น จึงสำคัญยิ่งที่เยาวชนที่ปฏิเสธโรงเรียนจะได้รับการประเมินอย่างครอบคลุมจากผู้เชี่ยวชาญสุขภาพจิต[6]

การปฏิเสธโรงเรียนบางกรณีสามารถแก้ไขได้โดยการค่อย ๆ นำเด็กกลับเข้าสิ่งแวดล้อมโรงเรียน บางกรณีอาจต้องรักษาด้วยการบำบัดจิตวิเคราะห์ (psychodynamic therapy) และการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (cognitive-behaviour therapy) บางครอบครัวอาจแสวงหาการศึกษาทางเลือกแก่เด็กปฏิเสธโรงเรียน ซึ่งพิสูจน์ว่าได้ผลเช่นกัน ในกรณีที่รุนแรง บางครั้งมีการจ่ายยารักษาโรคบางขนาน แต่ทางแก้เหล่านี้ไม่มีวิธีใดโดดเด่นกว่าวิธีอื่น

ปัจจัยที่ทำให้เกิดการปฏิเสธโรงเรียน[แก้]

จากการศึกษาในสหรัฐอเมริกาโดย ศาสตราจารย์ Christopher Kearney ปัจจัยที่ทำให้เกิดการปฏิเสธโรงเรียนอาจจำแนกออกเป็นสี่กลุ่ม บางคนอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยมากกว่าหนึ่งกลุ่มในคราเดียวกัน

  • เด็กอาจไม่ต้องการไปโรงเรียนเพื่อหลีกเลี่ยง ความตื่นกลัว ความหดหู่ หรืออาการทางจิตประสาทอื่น ๆ อันเกิดจากการไปโรงเรียน กรณีนี้อาจเกิดจากความผิดปกติที่ร้ายแรงกว่านั้น เช่น ความผิดปกติเกี่ยวกับความตื่นกลัว ความหดหู่ การนอนหลับ การแยกจาก หรือ ความตื่นตระหนก
  • เด็กอาจไม่ต้องการไปโรงเรียนเพื่อหลีกเลี่ยงการทดสอบ การนำเสนอ งานกลุ่ม บทเรียนบางบทเรียน หรือ การปะทะสังสรรค์กับเด็กอื่น
  • เด็กอาจอยากดึงดูดความสนใจของผู้อื่นนอกโรงเรียน เช่น บิดามารดา หรือ ผู้ใหญ่อื่นที่รู้จักกัน
  • เด็กอาจอยากทำกิจกรรมบันเทิงใจอื่นนอกโรงเรียน เช่น งานอดิเรก เล่นเกมคอมพิวเตอร์ ดูหนัง เล่นกับเพื่อน ขี่จักรยาน หรือเรียนด้วยตนเอง

เชิงอรรถ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Children’s Hospital Boston. (n.d.). School Refusal. Retrieved from http://www.childrenshospital.org/az/Site1562/mainpageS1562P0.html
  2. 2.0 2.1 2.2 Wimmer, M. (n.d.) School refusal: Information for educators. Retrieved from National Association of School Psychologists http://www.nasponline.org/families/schoolrefusal.pdf
  3. Fremont, W. P. (2003). School refusal in children and adolescents. American Family Physician, 68 (8), 1555-1561. Retrieved from http://www.aafp.org/afp/2003/1015/p1555.html#afp20031015p1555-t1
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 4.4 4.5 American Academy of Family Physicians. (2003). Information from your family doctor: What to do when your child refuses to go to school. Retrieved from http://www.aafp.org/afp/2003/1015/p1563.html
  5. 5.0 5.1 Setzer, N., & Salzhauer, A. (2001). Understanding school refusal. Retrieved from New York University Child Study Center http://www.aboutourkids.org/articles/understanding_school_refusal
  6. Anxiety Disorders of America (n.d.). School Refusal. Retrieved from http://www.adaa.org/living-with-anxiety/children/school-refusal