การจัดการงานนอกสั่ง
| อักษรย่อ | คำเต็ม |
|---|---|
| ฎ. | คำพิพากษาศาลฎีกา (คลิก) |
| ป.พ.พ. | ประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ (คลิก) |
| ป.วิ.พ. | ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง (ประเทศไทย) (คลิก) |
| ม. | มาตรา |
| ว. | วรรค |
| การใช้อักษรย่อในนี้เพื่อมิให้บทความเยิ่นเย้อเท่านั้น แต่โดยปรกติแล้วควรเขียนด้วยคำเต็มไม่ควรย่อ เช่น "ป.พ.พ. ม.123 ว.2" ควรเขียนว่า "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 123 วรรคสอง" มากกว่า | |
การจัดการงานนอกสั่ง (อังกฤษ: management of affairs without mandate (ป.พ.พ.); agency without specific authorisation (เบเกเบ); undertaking formed without agreement(แอฟเซเซ) หรือ management of business of another (มินโป); เยอรมัน: Geschäftsführung ohne Auftrag; ละติน: negotiorum gestio[1]) เป็นหลักกฎหมายในระบบซีวิลลอว์[2] ที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เข้าทำกิจการแทนบุคคลอื่น โดยเขามิได้ว่าขานวานใช้ให้ทำก็ดี หรือโดยมิได้มีสิทธิที่จะทำการงานนั้นแทนผู้อื่นด้วยประการใดก็ดี ซึ่งเรียก "ผู้จัดการ" (อังกฤษ: manager หรือ voluntary agency (เบเกเบ)) กับบุคคลผู้เป็นเจ้าของกิจการนั้น ซึ่งเรียก "ตัวการ" (อังกฤษ: principal)[3]
เมื่อมีการจัดการงานนอกสั่ง จะก่อให้เกิดหนี้ (อังกฤษ: obligation) ระหว่างผู้จัดการกับตัวการ โดยผู้จัดการมีหน้าที่จะต้องจัดการงานไปในทางที่จะให้สมประโยชน์ของตัวการตามความประสงค์อันแท้จริงของตัวการหรือตามที่จะพึงสันนิษฐานได้ว่าเป็นความประสงค์ของตัวการ และตัวการมีหนี้ต้องชดเชยค่าใช้จ่ายที่ผู้จัดการเสียไปด้วยความหวังดีนั้น
การจัดการงานนอกสั่งจึงชื่อว่าเป็นมูลหนี้ประเภทหนึ่งในสามประเภทตามที่กฎหมายรับรองไว้ อีกสองประเภทได้แก่ ละเมิด (อังกฤษ: tort) และ ลาภมิควรได้ (อังกฤษ: unjust enrichment) ขณะที่หนี้ประเภทอื่น ๆ จะเกิดขึ้นโดยสัญญาระหว่างคู่กรณีเอง [4]
เนื้อหา |
[แก้] เหตุผล
ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์ รองศาสตราจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายถึงเหตุผลของการจัดการงานนอกสั่งว่า[5]
"ฐานความคิดของการจัดการงานนอกสั่ง เป็นเรื่องของอัธยาศัยไมตรีและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในสังคม เพราะในทางปฏิบัติ การที่บุคคลหนึ่งจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการงานของคนอื่นเพื่อทำประโยชน์ให้เขา คงจะเกิดจากความปรารถนาดีเป็นที่ตั้ง...[6]
...การจัดการงานนอกสั่ง เนื่องจากเป็นการเข้าไปจัดการงานของคนอื่นโดยเขามิได้มอบหมายหรือไม่มีสิทธิจะทำได้ ทำให้นิติสัมพันธ์หรือความผูกพันทางกฎหมายที่จะโยงใยระหว่างผู้จัดการและตัวการจึงไม่มี แต่เนื่องจากตัวการเป็นผู้ได้รับประโยชน์ กฎหมายจึงกำหนดผลทางกฎหมายของทั้งสองฝ่ายขึ้น...[7]
...ผู้จัดการงานมีหน้าที่ต้องจัดการงานให้สำเร็จลุล่วงและมีสิทธิได้รับคืนค่าใช้จ่าย ส่วนผู้ได้รับประโยชน์หรือเจ้าของการงานที่เขาจัดการให้ก็มีหน้าที่คืนค่าใช้จ่ายให้ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะได้ประโยชน์ไปฟรี ๆ บนการเสียประโยชน์ของคนอื่น..."[6]
[แก้] ลักษณะ
[แก้] การจัดการงานนอกสั่งโดยแท้
| "บุคคลใดเข้าทำกิจการแทนผู้อื่น โดยเขามิได้ว่าขานวานใช้ให้ทำก็ดี หรือโดยมิได้มีสิทธิที่จะทำการงานนั้นแทนผู้อื่นด้วยประการใดก็ดี ท่านว่าบุคคลนั้นจะต้องจัดการงานไปในทางที่จะให้สมประโยชน์ของตัวการตามความประสงค์อันแท้จริงของตัวการหรือตามที่จะพึงสันนิษฐานได้ว่าเป็นความประสงค์ของตัวการ" |
| ป.พ.พ. ม.395 |
การกระทำที่จะชื่อว่าเป็นการจัดการงานนอกสั่งนั้น ตามกฎหมายไทยที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. ม.395 ต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้[8]
1. เป็นการที่บุคคลหนึ่งเข้าเข้าจัดการงานแทนผู้อื่น เพราะหากเป็นการจัดการงานของตนเองแล้วก็ย่อมเป็นอิสระเป็นส่วนตัวของบุคคลนั้นที่จะทำได้ แต่การจัดการแทนผู้อื่นนั้นโดยหลักการแล้วทำไม่ได้ แต่เมื่อทำลงไปโดยเจตนาอันดี กฎหมายจึงรับรองให้
2. การเข้าจัดการงานแทนผู้อื่น ผู้จัดการได้ทำลงไปโดยเจตนาเพื่อผู้เป็นเจ้าของการงานนั้นหรือที่เรียก "ตัวการ" เพราะหากมีเจตนาที่จะทำเพื่อตนเองแล้ว ถึงแม้ที่จริงจะเป็นการจัดการงานของผู้อื่น ก็ไม่ชื่อว่าเป็นการจัดการงานนอกสั่ง
3. การเข้าจัดการงานแทนผู้อื่น ผู้จัดการมิได้รับมอบหมายหรือมิได้มีสิทธิจะทำเช่นนั้น เพราะหากกระทำไปโดยได้รับมอบหมาย เช่น โดยสัญญาตั้งตัวแทน (อังกฤษ: agency) ก็จะเป็นการจัดการงานตามสั่ง หาใช่นอกสั่งไม่ หรือกระทำไปโดยมีสิทธิตามกฎหมาย เช่น สิทธิของผู้แทนโดยชอบธรรมที่จะจัดการงานแทนผู้เยาว์ หรือสิทธิตามนิติสัมพันธ์ที่ก่อขึ้น เช่น กรณีสัญญาตั้งตัวแทนดังกล่าวข้างต้น ก็จะไม่ชื่อการจัดการงานนอกสั่งเลย
ตัวอย่างเช่น นาย ก เป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับคำสั่งให้ไปประจำต่างประเทศเป็นเวลาหนึ่งปี ระหว่างนั้น รั้วเหล็กบ้านนาย ก ถูกฝนทุกวันเป็นสนิมอาจพังลงเสียหายแก่บ้านนาย ก เมื่อไรก็ได้ ฝ่ายนาย ข ซึ่งอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงเห็นเช่นนั้นก็มีใจกรุณา จ้างช่างมาซ่อมให้เสียค่าใช้จ่ายไปสองพันบาท เช่นนี้จึงเรียกว่า นาย ข จัดการงานแทนนาย ก โดยนอกสั่งของนาย ก เพราะการกระทำของนาย ข ครบลักษณะเป็นการจัดการงานนอกสั่ง คือ เป็นการเข้าทำกิจการแทนผู้อื่น โดยมีเจตนาเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น และโดยไม่มีสิทธิจะทำเช่นนั้น[8]
แต่หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปว่า ฝ่ายนาย ข เห็นว่ารั้วของนาย ก อาจพังลงมาทับบ้านตน จึงจ้างช่างมาซ่อมรั้วบ้านนาย ก จะไม่ชื่อว่าเป็นการจัดการงานนอกสั่งเลย เพราะนาย ข มิได้มีเจตนาทำเพื่อผู้อื่น[9]
[แก้] การจัดการงานนอกสั่งมิใช่โดยแท้
[แก้] ความสำคัญผิดในตัวคนที่จัดการงานให้
| "ถ้าผู้จัดการทำแทนผู้หนึ่งโดยสำคัญว่าทำแทนผู้อื่นอีกคนหนึ่งไซร้ ท่านว่าผู้เป็นตัวการคนก่อนผู้เดียวมีสิทธิและหน้าที่อันเกิดแต่การที่ได้จัดทำไปนั้น" |
| ป.พ.พ. ม.404 |
การที่บุคคลเข้าจัดการงานให้ผู้อื่น ซึ่งบุคคลเช่นนี้เรียก "ผู้จัดการ" นั้น หากเขาทำไปโดยสำคัญผิดว่าตัวคนที่ตนเข้าจัดการงานให้เป็นอีกบุคคลหนึ่ง ความสำคัญผิดนี้ไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะของการจัดการงานนอกสั่ง เพราะยังเป็นการทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นอยู่ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ กฎหมายไทยบัญญัติใน ป.พ.พ. ม.404 ให้บุคคลตัวจริงที่ได้รับประโยชน์จากการจัดการงานนั้นมีสิทธิและหน้าที่อันเกิดจากการดังกล่าวแต่ผู้เดียว
ตัวอย่างเช่น นาย ก เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ในหมู่บ้านแห่งนี้ และเข้าใจว่าบ้านหลังถัดไปซึ่งไม่ค่อยมีคนอยู่เป็นบ้านของนาย ข ระหว่างที่บ้านหลังนั้นไม่มีคนอยู่ นาย ก สังเกตเห็นว่าต้นไม้ใหญ่ในบ้านนั้นเริ่มชราและเอนตัวลงซึ่งจะล้มทับบ้านเสียเมื่อไรก็ได้ ก็มีใจกรุณา จ้างช่างมาตัดไม้ต้นนั้นให้ แต่ความจริงปรากฏว่าบ้านหลังนั้นเป็นของนาย ค ดังนี้ แม้นาย ก สำคัญผิดในตัวบุคคลที่ตนเข้าจัดการงานให้ แต่ครบลักษณะของการจัดการงานนอกสั่งทุกประการ จึงไม่เสียความเป็นการจัดการงานนอกสั่งไป และนาย ค ซึ่งเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการนั้นตัวจริงเป็นผู้มีสิทธิและหน้าที่จากการดังกล่าวแต่ผู้เดียว หาใช่นาย ข ซึ่งถูกสำคัญผิดไม่เพราะมิได้รับประโยชน์อันใดจากการนั้นเลย[10]
[แก้] ความสำคัญผิดว่าการงานที่จัดให้นั้นเป็นของตน
| "บทบัญญัติทั้งหลายที่กล่าวมาในสิบมาตราก่อนนั้น ท่านมิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่บุคคลหนึ่งเข้าทำการงานของผู้อื่นโดยสำคัญว่าเป็นการงานของตนเอง" |
| ป.พ.พ. ม.405 ว.1 |
กรณีนี้ต่างจากกรณีความสำคัญผิดในตัวคนที่จัดการงานให้กรณีที่แล้วตรงที่ กรณีนี้เป็นความสำคัญผิดในตัวการงาน มิใช่ตัวคน โดยเป็นการที่บุคคลเข้าจัดการงานแทนผู้อื่นโดยเข้าใจว่าการงานนั้นเป็นของตนเอง ซึ่งกฎหมายไทยบัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. ม.405 ว.1 ว่ามิให้จัดเข้าเป็นการจัดการงานนอกสั่ง และมิให้นำบทบัญญัติสิบมาตราก่อนหน้าคือ ป.พ.พ. ม.395-404 มาใช้เพราะว่าด้วยการจัดการงานนอกสั่ง ซึ่งตามหลักเหตุผลก็เป็นเช่นนั้นเพราะกรณีเช่นนี้ขาดเจตนาที่จะทำเพื่อผู้อื่น[10]
ตัวอย่างเช่น นาย ก ปลูกผลไม้อยู่ข้างสวนของ นาย ข ครั้นถึงฤดูฝนฝนก็กระหน่ำลง นาย ก เกรงว่าหากปล่อยไปผลไม้ในสวนตนจะเสียหายไป จึงรีบลงมือเก็บและนำออกขายได้เงินเสร็จสรรพ แต่ความจริงแล้วสวนที่นาย ก ลงมือเก็บผลไม้นั้นกลับเป็นสวนนาย ข ดังนี้ ไม่ชื่อว่านาย ก ได้จัดการงานนอกสั่งของ นาย ข เพราะขาดเจตนาที่จะทำเพื่อเขา[11]
[แก้] การเข้าถือเอากิจการของผู้อื่นว่าเป็นของตนทั้งที่รู้ว่าไม่มีสิทธิ
| "ถ้าบุคคลใดถือเอากิจการของผู้อื่นว่าเป็นของตนเอง ทั้งที่รู้แล้วว่าตนไม่มีสิทธิจะทำเช่นนั้นไซร้ ท่านว่าตัวการจะใช้สิทธิเรียกร้องบังคับโดยมูลดังบัญญัติไว้ในมาตรา 395, 396, 399 และ 400 นั้นก็ได้ แต่เมื่อได้ใช้สิทธิดังว่ามานี้แล้ว ตัวการจะต้องรับผิดต่อผู้จัดการดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา 402 วรรค 1" |
| ป.พ.พ. ม.405 ว.2 |
เมื่อบุคคลหนึ่งเข้าถือเอากิจการของผู้อื่นว่าเป็นของตนเอง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นของผู้อื่น แม้ว่าการกระทำเช่นนั้นจะมีลักษณะของการจัดการงานนอกสั่ง แต่ก็ขาดเจตนาทำเพื่อผู้อื่น จึงไม่ชื่อว่าเป็นการจัดการงานนอกสั่ง
มีข้อสังเกตว่า กรณีเช่นนี้บางทีอาจเป็นละเมิด (อังกฤษ: tort) ด้วยซ้ำไป เพราะการที่ผู้จัดการรู้ว่ากิจการนั้นเป็นของผู้อื่นและตนไม่มีสิทธิข้องเกี่ยวแต่ก็ยังฝ่าฝืนเข้าไปข้องเกี่ยว จะส่งผลให้ตัวการมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด (อังกฤษ: compensation for tort) ได้ ทว่า การเข้าถือเอากิจการของผู้อื่นและลงมือทำสิ่งใดลงไป ความจริงแล้วผลที่ได้ก็ยังตกเป็นของตัวการคือเจ้าของกิจการตัวจริงอยู่ดี กับทั้งคงก่อประโยชน์มากกว่าโทษ เพราะผู้จัดการคงไม่สร้างความเสียหายต่อกิจการที่คิดว่าเป็นของตน ตัวการจึงไม่อาจเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี[11]
ด้วยเหตุผลดังกล่าว กฎหมายไทยจึงบัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. ม.405 ว.2 ยอมรับให้นำหลักการจัดการงานนอกสั่งมาใช้แก่กรณีนี้ได้ในบางหลักเท่านั้น คือ เฉพาะ ป.พ.พ. ม.395 ม.396 ม.399 และ ม.400 กล่าวคือ ในกรณีเช่นนี้
1. ตัวการสามารถเรียกร้องให้ผู้จัดการจัดการงานให้สมประโยชน์และสมประสงค์ของตัวการ (ป.พ.พ. ม.395)
2. ตัวการสามารถเรียกให้ผู้จัดการรับผิดในกรณีที่การจัดการงานออกมาไม่สมประสงค์โดยที่ผู้จัดการรู้อยู่แก่ใจ (ป.พ.พ. ม.396)
3. ตัวการสามารถเรียกให้ผู้จัดการแถลงบัญชี (ป.พ.พ. ม. 809) ให้โอนเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจัดการงานนั้นให้แก่ตัวการ (ป.พ.พ. ม.810) และให้ชำระดอกเบี้ยแก่ตัวการ (ป.พ.พ. ม.811)
| "ถ้าการที่เข้าจัดการงานนั้นเป็นการสมประโยชน์ของตัวการ และต้องตามความประสงค์อันแท้จริงของตัวการหรือความประสงค์ตามที่จะพึงสันนิษฐานได้นั้นไซร้ ท่านว่าผู้จัดการจะเรียกให้ชดใช้เงินอันตนได้ออกไปคืนแก่ตนเช่นอย่างตัวแทนก็ได้ และบทบัญญัติมาตรา 816 วรรค 2 นั้น ท่านก็ให้นำมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม อนึ่ง ในกรณีที่กล่าวมาในมาตรา 397 นั้น แม้ถึงว่าที่เข้าจัดการงานนั้นจะเป็นการขัดกับความประสงค์ของตัวการก็ดี ผู้จัดการก็ยังคงมีสิทธิเรียกร้องเช่นนั้นอยู่" |
| ป.พ.พ. ม.401 |
อย่างไรก็ดี ตามกฎหมายไทย (ป.พ.พ. ม.405 ว.2) แล้ว เมื่อตัวการได้และใช้สิทธิในประโยชน์ที่เกิดจากการจัดการงานนั้นแล้ว ก็มิได้หมายความว่าจะได้รับแต่ประโยชน์ถ่ายเดียว เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้จัดการ จึงกำหนดให้ตัวการต้องคืนค่าใช้จ่ายที่ผู้จัดการเสียไปในการจัดการงานให้แก่เขาด้วย (ป.พ.พ. ม. 401 ว.1)
ตัวอย่างเช่น นาย ก ปลูกผลไม้ถัดจากสวนของนาย ข โดยเห็นว่านาย ข ซึ่งมีถิ่นพำนักอยู่ต่างจังหวัดไม่ค่อยเข้ามาดูแลสวนเลย วันดีคืนดีจึงเข้าไปจัดการบำรุงดูแลเก็บเกี่ยวทุกรูปแบบในสวนของนาย ข ทั้งที่รู้อยู่ว่าตนไม่มีสิทธิทำเช่นนั้น, หากนาย ก เก็บเกี่ยวผลไม้จากสวนของนาย ข แล้วนำไปขายเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าของตนเองก็จะเป็นละเมิดอย่างมิพักต้องสงสัย, แต่หากนาย ก ทำไปเพียงเพราะเสียดายที่ดินจะรกร้างเสียเปล่า ๆ แทนที่จะใช้เป็นประโยชน์ได้ นาย ข จะเรียกค่าสินไหมทดแทนจากนาย ก เพื่อละเมิดหาได้ไม่ เพราะการกระทำของนาย ก ไม่เป็นละเมิดเนื่องจากยังเกิดประโยชน์แก่ที่ดินของนาย ข อยู่ แต่ก็ไม่ชื่อว่าเป็นการจัดการงานนอกสั่งเช่นกัน เพราะนาย ก มิได้มีเจตนาทำเพื่อนาย ข ดังนี้ นาย ก และนาย ข จึงมีสิทธิและหน้าที่ต่อกันดังข้างต้น ในฐานะที่นาย ก เป็นผู้จัดการ และนาย ข เป็นตัวการ[7]
[แก้] ผลต่อผู้จัดการ
[แก้] ผลทางหนี้
แม้ว่าการจัดการงานนอกสั่งจะเป็นไปด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่น แต่กฎหมายก็จำเป็นต้องเข้ามาควบคุมให้ความปรารถนาดีนั้นอยู่ในขอบเขตที่เป็นประโยชน์แก่ตัวการอย่างแท้จริง มิใช่ปล่อยปละให้ใครจะเข้าไปก้าวก่ายกิจการของคนอื่นแล้วอ้างว่าปรารถนาดี แต่ผลที่เกิดกลับเป็นความเสียหายแก่ตัวการฉะนั้น[12] โดยหนี้ (อังกฤษ: obligation) ที่กฎหมายกำหนดให้ตกแก่ผู้จัดการมีดังนี้
[แก้] หนี้ที่จะต้องจัดการงานให้สมประโยชน์ของตัวการ
| "บุคคลใดเข้าทำกิจการแทนผู้อื่น โดยเขามิได้ว่าขานวานใช้ให้ทำก็ดี หรือโดยมิได้มีสิทธิที่จะทำการงานนั้นแทนผู้อื่นด้วยประการใดก็ดี ท่านว่าบุคคลนั้นจะต้องจัดการงานไปในทางที่จะให้สมประโยชน์ของตัวการตามความประสงค์อันแท้จริงของตัวการหรือตามที่จะพึงสันนิษฐานได้ว่าเป็นความประสงค์ของตัวการ" |
| ป.พ.พ. ม.395 |
ผู้จัดการมีหนี้ที่จะต้องจัดการงานให้สมประโยชน์ของตัวการ ตามความประสงค์อันแท้จริงของตัวการ หรือตามที่จะพึงสันนิษฐานได้ว่าเป็นความประสงค์ของตัวการ (ป.พ.พ. ม.395)
เหตุผลที่กฎหมายกำหนดให้ผู้จัดการมีหนี้ประการนี้เป็นเบื้องต้น เนื่องเพราะไม่ต้องการให้ใครก็เข้าไปจัดการงานของผู้อื่นได้โดยอ้างว่าหวังดี แต่ผลกลับออกมาไม่สอดคล้องกับความต้องการของตัวการอันคาดหมายหรือควรจะคาดหมายได้ มิฉะนั้น แทนที่ตัวการจะได้รับประโยชน์ก็กลับได้รับความเสียหายแทน[12]
ตัวอย่างเช่น นาย ก เห็นว่าน้ำท่วมสวนผลไม้ของนาย ข ซึ่งไปธุระต่างถิ่น หากปล่อยไว้สวนนาย ข จะเสียหายได้ จึงเข้าไปช่วยเก็บผลไม้ขายให้แทนเสีย จะเห็นว่าการกระทำของนาย ก ย่อมสมประโยชน์ตามความประสงค์ของนาย ข อันพึงคาดหมายได้
แต่หากนาย ก เมื่อเข้าไปช่วยเก็บผลไม้ให้ชั่วโมงสองชั่วโมงบ่นว่าเหนื่อย ก็ละทิ้งการนั้นไว้เท่านั้น ผลไม้เน่าเสีย, หรือนาย ก ทราบแก่ใจดีว่านาย ข เพียงปลูกผลไม้ไว้แจกเพื่อนฝูงเท่านั้น ไม่ได้ต้องการปลูกไว้ขาย กลับเข้าไปช่วยเก็บผลไม้ออกขายเสีย, ย่อมเห็นได้ว่า การจัดการงานแทนของนาย ก ทั้งสองประการนั้นไม่สมประโยชน์ของตัวการคือนาย ข
[แก้] หนี้ที่จะต้องบอกกล่าวตัวการโดยเร็วที่สุด
| "ผู้จัดการต้องบอกกล่าวแก่ตัวการโดยเร็วที่สุดที่จะทำได้ว่าตนได้เข้าจัดการงานแทน และต้องรอฟังคำวินิจฉัยของตัวการ เว้นแต่ภัยจะมีขึ้นเพราะการที่หน่วงเนิ่นไว้ นอกจากนี้ท่านให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 809 ถึง 811 อันบังคับแก่ตัวแทนนั้นมาใช้บังคับแก่หน้าที่ของผู้จัดการด้วยโดยอนุโลม" |
| ป.พ.พ. ม.399 |
ผู้จัดการมีหนี้ที่จะต้องบอกกล่าวตัวการโดยเร็วที่สุด และรอฟังว่าตัวการจะให้ทำประการใดต่อไป (ป.พ.พ. ม.399) ตัวอย่างเช่น นาย ก เห็นว่าน้ำท่วมสวนผลไม้ของนาย ข ซึ่งไปธุระต่างถิ่น หากปล่อยไว้สวนนาย ข จะเสียหายได้ จึงเข้าไปช่วยเก็บผลไม้ขายให้แทนเสีย, เมื่อได้เข้าจัดการงานแทนนาย ข ดังนั้นแล้ว นาย ก ต้องแจ้งให้นาย ข ทราบโดยไม่ชักช้า และรอฟังว่านาย ข จะให้ทำประการใดต่อไปหรือไม่อย่างไร เป็นต้น
ฎ.630/2503 ว่า โจทก์แต่งให้จำเลยเป็นทนายฟ้องคดีให้โจทก์, จำเลยได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น, เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์แพ้คดี โจทก์ขอถอนจำเลยออกจากการเป็นทนายโดยจำเลยยินยอม, โจทก์ตั้งทนายใหม่เป็นผู้ดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์ต่อมา, ดังนี้ หน้าที่ทนายความระหว่างจำเลยกับโจทก์เป็นอันสิ้นสุดลง แต่ในแง่ที่เกี่ยวกับศาลและคนอื่น จำเลยยังเป็นทนายของโจทก์อยู่ เพราะโจทก์จำเลยยังหาได้แจ้งถอนหรือเลิกการการแต่งตั้งไม่, การที่จำเลยเซ็นรับทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีซึ่งตนพ้นจากหน้าที่ทนายแล้ว มีผลเท่ากับจำเลยทำกิจการแทนโจทก์ โดยที่ตนไม่มีสิทธิที่จะกระทำการนั้น จำเลยต้องบอกกล่าวแก่โจทก์โดยเร็ว
| "เมื่อตัวการมีประสงค์จะทราบความเป็นไปของการที่ได้มอบหมายแก่ตัวแทนนั้นใน เวลาใด ๆ ซึ่งสมควรแก่เหตุ ตัวแทนก็ต้องแจ้งให้ตัวการทราบ อนึ่งเมื่อการเป็นตัวแทนนั้นสิ้นสุดลงแล้ว ตัวแทนต้องแถลงบัญชีด้วย" |
| ป.พ.พ. ม.809 |
| "เงินและทรัพย์สินอย่างอื่นบรรดาที่ตัวแทนได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนนั้น ท่านว่าตัวแทนต้องส่งให้แก่ตัวการจงสิ้น อนึ่ง สิทธิทั้งหลายซึ่งตัวแทนขวนขวายได้มาในนามของตนเอง แต่โดยฐานที่ทำการแทนตัวการนั้น ตัวแทนก็ต้องโอนให้แก่ตัวการจงสิ้น" |
| ป.พ.พ. ม.810 |
| "ถ้าตัวแทนเอาเงินซึ่งควรจะได้ส่งแก่ตัวการหรือซึ่งควรจะใช้ในกิจของตัวการนั้นไปใช้สอยเป็นประโยชน์ตนเสีย ท่านว่าตัวแทนต้องเสียดอกเบี้ยในเงินนั้นนับแต่วันที่ได้เอาไปใช้" |
| ป.พ.พ. ม.811 |
[แก้] หนี้ที่จะต้องปฏิบัติการอย่างตัวแทน
ผู้จัดการมีหนี้ที่จะต้องปฏิบัติการอย่างตัวแทน (ป.พ.พ. ม.399) ซึ่งอันที่จริงแล้ว ผู้จัดการมิใช่ตัวแทน (อังกฤษ: agent) ตามสัญญาตั้งตัวแทน แต่กฎหมายไทยให้นำหลักเกณฑ์ที่ใช้แก่ตัวแทนมาใช้แก่ผู้จัดการเท่าที่จะใช้ได้ตาม ป.พ.พ. ม.809 ถึง ม.811 ยังผลให้ผู้จัดการมีหน้าที่จะต้องแถลงบัญชีและกิจการ (ป.พ.พ. ม.809) หน้าที่จะต้องโอนทรัพย์สินและสิทธิให้แก่ตัวการ (ป.พ.พ. ม.810) และในกรณีที่ผู้จัดการได้เอาเงินที่ควรส่งให้แก่ตัวการไปใช้สอยส่วนตัว ผู้จัดการมีหน้าที่จะต้องชำระดอกเบี้ยในเงินนั้นให้แก่ตัวการนับแต่วันที่เอาไปใช้ (ป.พ.พ. ม.811)
ตัวอย่างเช่น นาย ก เห็นว่าน้ำท่วมสวนผลไม้ของนาย ข ซึ่งไปธุระต่างถิ่น หากปล่อยไว้สวนนาย ข จะเสียหายได้ จึงเข้าไปช่วยเก็บผลไม้ขายให้แทนเสีย, เมื่อได้เข้าจัดการงานแทนนาย ข ดังนั้นแล้ว นาย ก ต้องมาแถลงบัญชีให้นาย ข ทราบว่าขายผลไม้อะไรไปได้เงินมาเท่าไร มีค่าใช้จ่ายในการนั้นเพียงใด และต้องส่งเงินที่ได้มาให้แก่นาย ข ไปทั้งสิ้น
ถ้านาย ก นำผลไม้ไปแลกได้ข้าวสารมากระสอบหนึ่ง ก็ต้องส่งให้นาย ข ไปทั้งสิ้น หรือในการขาย ผู้ซื้อสัญญากับนาย ก ว่าอีกหนึ่งเดือนจะมาชำระราคา นาย ก ต้องโอนสิทธิที่จะได้รับเงินนี้ให้แก่นาย ข เพื่อให้นาย ข ไปเรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อเอาเอง
อนึ่ง ถ้านาย ก ได้เงินมาแล้วนำเงินไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว นาย ก ต้องชำระเงินต้นให้แก่นาย ข กับทั้งชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่เอาไปใช้ด้วย เพราะโดยหลักแล้วบุคคลไม่มีสิทธินำเงินที่มิใช่ของตนไปใช้ได้
[แก้] ผลทางความรับผิดชอบ
[แก้] กรณีที่ผู้จัดการเป็นผู้ไร้ความสามารถ
| "ถ้าผู้จัดการเป็นผู้ไร้ความสามารถ ท่านว่าจะต้องรับผิดชอบแต่เพียงตามบทบัญญัติว่าด้วยค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดและว่าด้วยการคืนลาภมิควรได้เท่านั้น" |
| ป.พ.พ. ม.400 |
ตามสภาพความเป็นจริงแล้ว ผู้ไม่อยู่ในภาวะที่จะแยกแยะการกระทำของตนหรือที่เรียก "ผู้ไร้ความสามารถ" ซึ่งได้แก่ ผู้เยาว์ และคนวิกลจริตไม่ว่าจะถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถแล้วหรือไม่ก็ตาม ก็สามารถเข้าจัดการงานของผู้อื่นได้ ซึ่งกฎหมายไทยที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. ม.400 ว่า ไม่ว่าผลงานจะออกมาสมประสงค์หรือไม่สมประสงค์ของตัวการก็ดี ผู้จัดการที่เป็นผู้ไร้ความสามารถไม่ต้องรับผิด เพราะเขาเหล่านั้นย่อมมีความสามารถต่ำกว่าบุคคลทั่วไปที่จะพิจารณาว่าทำเช่นนี้สมประสงค์ของการ ทำเช่นนี้ไม่สมประสงค์ของตัวการ[13] แต่หากผลของการจัดการงานนอกสั่งนั้นถึงขั้นเป็นละเมิด เขาเหล่านั้นก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบตามที่กฎหมายว่าด้วยละเมิดวางหลักเอาไว้ จึงต้องรับผิดชอบใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด และหากเขาได้ลาภงอกเงยจากการจัดการงานนอกสั่งนั้น ก็ต้องคืนลาภให้แก่ตัวการฐานเป็นลาภมิควรได้
ตัวอย่างเช่น[14] เด็กชาย ก อายุสิบเจ็ดปี เห็นบ้านของนาย ข เกิดเพลิงลุกไหม้ก็มีใจกรุณาเข้าไปช่วยขนของหนีไฟ อารามรีบร้อนจึงทำให้ทรัพย์สินของนาย ข ที่ขนออกมานั้นเสียหายบ้าง ฉะนี้ เด็กชาย ก หาต้องรับผิดไม่, หรือแม้การที่เข้าไปช่วยขนของออกมานั้นจะขัดกับความประสงค์ของนาย ข ที่ต้องการเอาของมารวมกันเพื่อเผาทำลายทิ้งก็ตาม เด็กชาย ก ก็มิต้องรับผิด
แต่หากในระหว่างช่วยขนของ เด็กชาย ก มีจิตโลภ แอบขโมยนาฬิกาข้อมือเรือนหนึ่งของนาย ข ไปเสีย ฉะนี้ เด็กชายทำละเมิดและต้องรับผิดเพื่อละเมิด ซึ่งบิดามารดาของเด็กชาย ก อาจต้องร่วมรับผิดด้วยตามหลักกฎหมายว่าด้วยละเมิด
[แก้] กรณีที่ผู้จัดการเป็นบุคคลทั่วไป
[แก้] เมื่อผลของงานขัดกับความประสงค์ของตัวการ
| "ถ้าการที่เข้าจัดการงานนั้นเป็นการขัดกับความประสงค์อันแท้จริงของตัวการก็ดี หรือขัดกับความประสงค์ตามที่จะพึงสันนิษฐานได้ก็ดี และผู้จัดการก็ควรจะได้รู้สึกเช่นนั้นแล้วด้วยไซร้ ท่านว่าผู้จัดการจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตัวการเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่ที่ได้เข้าจัดการนั้น แม้ทั้งผู้จัดการจะมิได้มีความผิดประการอื่น" |
| ป.พ.พ. ม.396 |
หากว่าผลของการเข้าจัดการงานแทนนั้นขัดกับความประสงค์ที่แท้จริงของตัวการก็ดี หรือขัดกับความประสงค์ตามที่จะพึงสันนิษฐานได้และผู้จัดการก็ควรจะได้รู้สึกเช่นนั้นก็ดี กฎหมายไทยบัญญัติใน ป.พ.พ. ม.396 ให้ผู้จัดการจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตัวการเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่ที่ได้เข้าจัดการนั้น แม้ทั้งผู้จัดการจะมิได้มีความผิดประการอื่น
ตัวอย่างเช่น นาย ก เข้าเก็บผลไม้ในสวนของนาย ข ออกขายแทนนาย ข ซึ่งแม้สันนิษฐานได้ว่าวิญญูชนคงทำสวนเพื่อเอาผล แต่หากว่านาย ข เคยเล่าให้ฟังว่าเขาเพียงแต่ทำสวนเพื่อหย่อนใจและเอาผลไว้แจกเพื่อนฝูงเท่านั้น ทำให้นาย ข ไม่มีผลไม้ไปแจกเพื่อนในโอกาสดังกล่าวและต้องไปซื้อมาแจกแทน นาย ข สามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนจากนาย ก ได้[15]
ฎ. 1929/2539 ว่า ที่ ป.พ.พ. ม.396 บัญญัติไว้เช่นนั้นหมายความว่า ผู้จัดการได้เข้าจัดการงานอันเป็นการขัดกับความประสงค์อันแท้จริงของตัวการ หรือขัดกับความประสงค์ที่พึงสันนิษฐานได้ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าตัวการไม่ประสงค์เช่นนั้น, การที่จำเลย (พันตำรวจเอกนิภณย์ สันตพงษ์ ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ กับพวก) จัดซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นจากห้างหุ้นส่วนจำกัด วีสมหมาย และนำไปใช้ในหน่วยงานในสังกัดของโจทก์ (กรมตำรวจ) หลังจากหมดงบประมาณแล้ว และโจทก์ก็เคยรับแจ้งให้จัดสรรงบประมาณเพื่อนำไปชำระหนี้ให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว ซึ่งโจทก์ก็รับรู้และยอมรับการปฏิบัติเช่นว่าเรื่อยมา, กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยทำไปตามอำนาจหน้าที่ในฐานะผู้บริหารหน่วยงาน หาใช่ทำไปโดยขัดกับความประสงค์อันแท้จริงของโจทก์ตาม ป.พ.พ. ม.396 ไม่ พิพากษายืนว่าจำเลยมิต้องรับผิดต่อโจทก์
[แก้] เมื่อการจัดการงานเป็นละเมิดต่อผู้อื่น
| "ถ้าผู้จัดการทำกิจอันใดเพื่อประสงค์จะปัดป้องอันตรายอันมีมาใกล้ตัวการ จะเป็นภัยแก่ตัวก็ดี แก่ชื่อเสียงก็ดี หรือแก่ทรัพย์สินก็ดี ท่านว่าผู้จัดการต้องรับผิดชอบแต่เพียงที่จงใจทำผิดหรือที่เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น" |
| ป.พ.พ. ม.398 |
ในกรณีที่การเข้าจัดการงานแทนตัวการนั้นเป็นไปเพื่อประสงค์จะปัดป้องอันตรายอันมีมาใกล้ตัวการ ไม่ว่าภัยนั้นจะมีแก่ร่างกายของตัวการ แก่ชื่อเสียงของตัวการ หรือแก่ทรัพย์สินของตัวการ หากว่าส่งผลเป็นละเมิดต่อผู้อื่นเข้าแล้ว ผู้จัดการต้องรับผิดต่อผู้ถูกทำละเมิดหากว่าเป็นการจงใจให้เขาเสียหายหรือเป็นการทำให้เขาเสียหายเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้จัดการเท่านั้น ดังที่กฎหมายไทยบัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. ม.398
ตัวอย่างเช่น นาย ก จอดรถยนต์ทิ้งไว้ขวางทางสาธารณะอย่างน่าหวาดเสียว รถยนต์นั้นอาจถูกเฉี่ยวชนเมื่อไรก็ได้ นาย ข ซึ่งอาศัยอยู่แถวนั้นเห็นเข้าก็มีใจกรุณา เอาเครื่องยกล้อมาเข็นรถหลบไป แต่ขณะเข็นนั้น ด้วยความไม่ระมัดระวัดทำให้รถเกิดเสียหลักไปชนประตูบ้านนาย ค พังครืนลง นาย ข ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่นาย ค ด้วยตนเอง มิใช่ภาระของนาย ก ที่จะต้องรับผิด[15]
[แก้] กรณีที่กฎหมายยอมรับแม้จะขัดกับความประสงค์ของตัวการ
| "ถ้าผู้จัดการทำกิจอันใดซึ่งเป็นหน้าที่บังคับให้ตัวการทำเพื่อสาธารณประโยชน์ก็ดี หรือเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่จะบำรุงรักษาผู้อื่นก็ดี และหากผู้จัดการมิได้เข้าทำแล้วกิจอันนั้นจะไม่สำเร็จภายในเวลาอันควรไซร้ การที่ได้ทำขัดกับความประสงค์ของตัวการเช่นนั้นท่านมิให้ยกขึ้นเป็นข้อ วินิจฉัย" |
| ป.พ.พ. ม.397 |
ในกรณีที่ตัวการมีหน้าที่จะต้องกระทำการใด ๆ ให้ลุล่วง ไม่ว่าการนั้นจะเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายในอันที่จะบำรุงรักษาผู้อื่น แต่ตัวการไม่ประสงค์หรือละเลยที่จะปฏิบัติหน้าที่นั้น เช่นนี้ย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่สาธารณชนหรือผู้ที่ต้องรับการบำรุงรักษานั้นได้ หากว่ามีบุคคลเข้าทำหน้าที่นั้นแทนตัวการ แม้ว่าจะขัดกับความประสงค์ของตัวการที่ไม่ต้องการให้หน้าที่นั้นสำเร็จลง กฎหมายก็มิให้รับฟังความประสงค์เช่นนั้นของตัวการ ดังที่กฎหมายบัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. ม.397
ตัวอย่างเช่น นาย ก และนาง ข เป็นบิดามารดาของเด็กชาย ค ย่อมมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องเลี้ยงดูบุตร แต่คนทั้งสองกลับละเลยไม่เอาใจใส่ ไม่ให้ข้าวปลาอาหาร, นาย ง เพื่อนบ้านจึงพาไปซื้ออาหารรับประทานและพาไปพบแพทย์รักษาอาการ ซึ่งแม้ว่านาย ก และนาง ข จะประกาศเจตนาชัดแจ้งว่าต้องการให้เด็กชาย ค อดตาย แต่กฎหมายก็ไม่ยอมให้อ้างเช่นนั้นได้, นาย ง สามารถเข้าจัดการแทนโดยขัดกับความประสงค์ฉะนั้นได้และไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ[16]
[แก้] ผลทางสิทธิ
| "ถ้าการที่เข้าจัดการงานนั้นเป็นการสมประโยชน์ของตัวการ และต้องตามความประสงค์อันแท้จริงของตัวการหรือความประสงค์ตามที่จะพึงสันนิษฐานได้นั้นไซร้ ท่านว่าผู้จัดการจะเรียกให้ชดใช้เงินอันตนได้ออกไปคืนแก่ตนเช่นอย่างตัวแทนก็ได้ และบทบัญญัติมาตรา 816 วรรค 2 นั้น ท่านก็ให้นำมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม อนึ่ง ในกรณีที่กล่าวมาในมาตรา 397 นั้น แม้ถึงว่าที่เข้าจัดการงานนั้นจะเป็นการขัดกับความประสงค์ของตัวการก็ดี ผู้จัดการก็ยังคงมีสิทธิเรียกร้องเช่นนั้นอยู่" |
| ป.พ.พ. ม.401 |
| "ถ้าในการทำกิจการอันเขามอบหมายแก่ตนนั้น ตัวแทนต้องรับภาระเป็นหนี้ขึ้นอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งพิเคราะห์ตามเหตุควรนับว่าเป็นการจำเป็นได้ไซร้ ท่านว่าตัวแทนจะเรียกให้ตัวการชำระหนี้แทนตนก็ได้ หรือถ้ายังไม่ถึงเวลากำหนดชำระหนี้ จะให้ตัวการให้ประกันอันสมควรก็ได้" |
| ป.พ.พ. ม.816 ว.2 |
หากว่าการเข้าจัดการงานแทนตัวการนั้น ปรากฏว่าเป็นการสมประโยชน์ของตัวการ และต้องตามความประสงค์อันแท้จริงของตัวการหรือความประสงค์ตามที่จะพึงสันนิษฐานได้ ผู้จัดการสามารถเรียกให้ตัวการใช้เงินที่ตนออกไปในการนั้น ตามที่กฎหมายไทยให้สิทธิไว้ใน ป.พ.พ. ม.401
อนึ่ง ป.พ.พ. ม.401 ยังให้นำหลักเรื่องตัวแทน-ตัวการตาม ป.พ.พ. ม.816 ว.2 มาใช้แก่กรณีข้างต้นด้วยโดยอนุโลม ดังนั้น หากว่าในการเข้าจัดการงานแทนตัวการ ผู้จัดการเกิดตั้งรับภาระเป็นหนี้ขึ้นอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งพิเคราะห์ตามเหตุแล้วควรนับว่าเป็นความจำเป็นแล้ว ผู้จัดการจะเรียกให้ตัวการชำระหนี้นั้นแทนตนก็ได้ หรือถ้ายังไม่ถึงเวลากำหนดชำระหนี้ จะให้ตัวการให้ประกันอันสมควรก็ได้
ตัวอย่างเช่น นาย ก เห็นรั้วบ้านของนาย ข ที่อยู่ติดกันใกล้พังลงแต่นาย ข มีราชการต้องทิ้งบ้านไปนาน ๆ ระหว่างนั้นนาย ก จึงไปจ้างช่างมาซ่อมแซมให้เสร็จสรรพ ย่อมชื่อว่าเป็นการสมประโยชน์ของนาย ข และในการนี้ นาย ก ย่อมมีสิทธิเรียกนค่าจ้างช่างและค่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เสียไปคืนจากนาย ข ได้[17]
หากว่าในการที่นาย ก จ้างคนมาซ่อมนั้น ต้องสั่งอุปกรณ์มาจากแหล่งซึ่งตนก็ยังไม่มีเงินพอจะจ่าย นับว่าเป็นการที่นาย ก รับภาระหนี้ซึ่งพิเคราะห์ตามเหตุตามผลแล้วนับได้ว่าเป็นเรื่องจำเป็น, นาย ก สามารถเรียกให้นาย ข ชำระค่าอุปกรณ์นั้นโดยตรงเลยก็ได้ เพราะหนี้ของนาย ก นั้นเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของนาย ข อยู่แล้ว[18]
[แก้] ผลต่อตัวการ
[แก้] ผลทางหนี้
[แก้] กรณีที่การจัดการงานนอกสั่งขัดกับความประสงค์ของตัวการ
| "ถ้าเงื่อนไขดังว่ามาในมาตราก่อนนั้นมิได้มี ท่านว่าตัวการจำต้องคืนสิ่งทั้งหลายบรรดาที่ได้มาเพราะเขาเข้าจัดการงานนั้นให้แก่ผู้จัดการตามบทบัญญัติว่าด้วยการคืนลาภมิควรได้ ถ้าตัวการให้สัตยาบันแก่การที่จัดทำนั้น ท่านให้นำบทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยตัวแทนมาใช้บังคับ แล้วแต่กรณี" |
| ป.พ.พ. ม.402 |
ในกรณีที่การจัดการงานนอกสั่งไม่เป็นการสมประโยชน์ของตัวการ และไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงของตัวการหรือความประสงค์ตามที่จะพึงสันนิษฐานได้ตาม ป.พ.พ. ม.401 ข้างต้นนั้น ป.พ.พ. ม.402 บัญญัติว่า ตัวการมีหนี้ต้องคืนสิ่งทั้งหลายที่ได้มาให้แก่ผู้จัดการเฉกเช่นการคืนลาภมิควรได้
แต่ถ้าตัวการให้สัตยาบันแก่การจัดการงานนอกสั่งในกรณีเช่นนั้น กล่าวคือแสดงเจตนายอมรับการดังกล่าว ตัวการและผู้จัดการก็จะผูกพันกันเช่นตัวการและตัวแทนตามสัญญาตั้งตัวแทน ซึ่ง ป.พ.พ. ม.402 ว.2 ให้นำบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. ที่ว่าด้วยตัวแทนมาใช้บังคับตามกรณี
[แก้] กรณีที่ถือว่าผู้จัดการไม่ต้องการการตอบแทน
| "ถ้าผู้จัดการมิได้มีบุรพเจตนาจะเรียกให้ตัวการชดใช้คืน ผู้จัดการก็ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องเช่นนั้น การที่บิดามารดา ปู่ย่าตายาย บำรุงรักษาผู้สืบสันดานเป็นทางอุปการะก็ดี หรือกลับกันเป็นทางปฏิการะก็ดี เมื่อกรณีเป็นที่สงสัย ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่มีเจตนาจะเรียกให้ผู้รับประโยชน์ชดใช้คืน" |
| ป.พ.พ. ม.403 |
ป.พ.พ. นั้นร่างขึ้นเป็นภาษาอังกฤษก่อนจึงแปลเป็นภาษาไทยแล้วจึงประกาศใช้ทีละส่วน ๆ ไป ซึ่ง ป.พ.พ. ม.403 นี้ต้นร่างภาษาอังกฤษว่า[19]
"Section 403. The manager has no claim if he had not the intention to demand reimbursement from the principal.
"If parents or grandparents furnish maintenance to their descendants, or vice versâ, it is to be presumed, in case of doubt, that there is no intention to demand reimbursement from the recipient."[20]
ข้างต้นเป็นกรณีที่ผู้จัดการมิได้มี "บุรพเจตนา" หรือมิได้มีเจตนาอยู่ก่อนแล้วว่าต้องการค่าชดใช้ ดังนี้ จะเรียกให้ตัวการชดใช้ในภายหลังหาได้ไม่ รวมทั้งกฎหมายไทยซึ่งบัญญัติใน ป.พ.พ. ม.403 ว.2 ยังให้ถือว่า กรณีที่บิดามารดาหรือปู่ย่าตายายบำรุงรักษาผู้สืบสันดานเป็นทางอุปการะ หรือกรณีที่ผู้สืบสันดานบำรุงรักษาบิดามารดาหรือปู่ย่าตายายเป็นทางปฏิการะ ผู้บำรุงรักษาย่อมไม่ต้องการการตอบแทนอยู่แล้ว เรียกว่าเป็นการ "ช่วยเอาบุญ" เสียมากกว่า ในกรณีเหล่านี้ตัวการไม่มีหนี้ต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายแก่ผู้จัดการเลย[21]
ฎ.1584/2479 ว่า ผู้ปกครองของเด็กที่ได้จ่ายเงินให้แก่เด็กเป็นค่าเสื้อผ้า ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด แลค่ายารักษาโรคนั้น ถือว่าเป็นการให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยาไม่มีบุรพเจตนาจะเอาคืนตาม ป.พ.พ. ม.403 จะเรียกเงินที่จ่ายไปเหล่านี้คืนจากเด็กหาได้ไม่
[แก้] ผลทางสิทธิ
[แก้] เชิงอรรถ
- ^ Negotiorum gestio (IPA: nigōshēȯrəm-jeschēō /นีโกชีโอเริมเจสชีโอ/) : "การสอดเข้าเกี่ยวข้องกับกิจการของผู้อื่นโดยไม่มีอำนาจหน้าที่" ("interference with the affairs of another without authority")
- ^ J.A. Crook, n.d. : 236-237.
- ^ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, มาตรา 395.
- ^ ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, 2552 : 17.
- ^ ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, 2552 : 348.
- ^ 6.0 6.1 ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, 2552 : 348.
- ^ 7.0 7.1 ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, 2552 : 353.
- ^ 8.0 8.1 ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, 2552 : 349.
- ^ ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, 2552 : 350.
- ^ 10.0 10.1 ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, 2552 : 351.
- ^ 11.0 11.1 ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, 2552 : 352.
- ^ 12.0 12.1 ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, 2552 : 354.
- ^ ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, 2552 : 358.
- ^ ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, 2552 : 359.
- ^ 15.0 15.1 ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, 2552 : 357.
- ^ ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, 2552 : 358.
- ^ ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, 2552 : 359.
- ^ ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, 2552 : 360.
- ^ Thailand Civil and Commercial Code (online), n.d. : Online.
- ^ มาตรา 403 นี้ มีที่มาจาก เบเกเบ มาตรา 685 ซึ่งว่า:
"The voluntary agent has no claim if he did not intend to demand reimbursement from the principal.
"If parents or forebears grant their descendants maintenance, or conversely, then in case of doubt it is to be assumed that there is no intention to demand reimbursement from the receiver."
- ^ ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, 2552 : 361.
[แก้] อ้างอิง
[แก้] ภาษาไทย
- ราชบัณฑิตยสถาน.
- (2543). พจนานุกรมศัพท์กฎหมายไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์. ISBN 974-8123-52-9.
- (2544). พจนานุกรมศัพท์กฎหมายไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์. ISBN 974-8123-75-8.
- (2551, 7 กุมภาพันธ์). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: <คลิก>. (เข้าถึงเมื่อ: 12 กันยายน 2552).
- (ม.ป.ป.). ศัพท์บัญญัติราชบัณฑิตยสถาน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: <คลิก>. (เข้าถึงเมื่อ: 12 กันยายน 2552).
- ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์. (2552). คำอธิบายกฎหมายลักษณะละเมิด จัดการงานนอกสั่ง ลาภมิควรได้. (พิมพ์ครั้งที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติม). กรุงเทพฯ : วิญญูชน. ISBN 978-974-288-751-3.
- ศาลฎีกา. (2550, 26 มกราคม). ระบบสืบค้นคำพิพากษาและคำสั่งคำร้องศาลฎีกา. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: <คลิก>. (เข้าถึงเมื่อ: 12 กันยายน 2552).
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2551, 10 มีนาคม). ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: <คลิก>. (เข้าถึงเมื่อ: 12 กันยายน 2552).
[แก้] ภาษาต่างประเทศ
- J.A. Crook. (n.d.) Law and Life of Rome, 90 B.c.–a.d. 212. Ithaca, New York: Cornell University Press.
- Langenscheidt Translation Service. (2009). German Civil Code. [Online]. Available: <click>. (Accessed: 12 September 2009).
- Ministry of Justice of Japan. (2009). Civil Code (Act No. 89 of 1896). [Online]. Available: <click>. (Accessed: 12 September 2009).
- Thailand Civil and Commercial Code (online). (n.d.). [Online]. Available: <click>. (Accessed: 26 September 2009).
- The Napoleon Series. (2009). French Civil Code. [Online]. Available: <click>. (Accessed: 12 September 2009).
|
||||||||||||||||||||||||||