การจลาจลข้าว ค.ศ. 1918

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ซุซุกิ โชเท็นในเมืองโกเบ ถูกเผาทำลายระหว่างการจลาจลข้าวในวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1918

การจลาจลข้าว ค.ศ. 1918 (ญี่ปุ่น: 米騒動 kome sōdō ?) เป็นการจลาจลซึ่งพลเมืองชาวญี่ปุ่นก่อขึ้นเพื่อต่อต้านรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีมะซะทะเกะ เทะระอุจิ ในช่วงเดือนกรกฎาคม ถึงเดือนกันยายน ค.ศ. 1918 และเป็นผลให้รัฐบาลสิ้นสุดลง

สาเหตุ[แก้]

ราคาข้าวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งเกิดจากภาวะเงินเฟ้อ ที่ทำให้เศรษฐกิจมีปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตชนบท ประชาชนมีข้าวเป็นอาหารหลักเป็นประจำวัน ทำให้ชาวนาต่างโกรธแค้นและตำหนิที่รัฐบาล และพ่อค้าข้าวที่ปล่อยราคาข้าวให้สูงขึ้น การเพิ่มราคาของข้าวเป็นผลทำให้ราคาของสิ่งหลายสิ่งเพิ่มขึ้นตาม เช่น อาหาร และค่าเช่า ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สาเหตุนี้เป็นปัญหาสำหรับชาวญี่ปุ่น อีกทั้งมีการรุกรานของไซบีเรีย (Siberian Intervention) ทำให้เกิดสิ่งยุ่งยากเข้าไปอีก เพราะว่ารัฐบาลญี่ปุ่นต้องเอาข้าวปริมาณมหาศาลไปเลี้ยงกองทัพทหารที่ต้องออกไปอยู่นอกประเทศ สิ่งนี้ทำให้ราคาข้าวยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีก ทางรัฐบาลไม่สามารถหยุดการเพิ่มราคาได้ และได้แพร่ขยายเข้าไปในเมืองและหมู่บ้านต่างๆ[1]

การจลาจล[แก้]

การจลาจลข้าวเป็นเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่สุด รุนแรงที่สุดในสมัยประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคใหม่ และได้มีการแพร่ขยายไปทั้งประเทศ การประท้วงครั้งแรกเกิดขึ้นในเมืองประมงเล็กๆ ชื่ออุโอซุ จังหวัดโทะยะมะ ในวันที่ 23 กรกฎาคม ค.ศ. 1918 เริ่มต้นจากการชุมนุมอย่างสันติ แต่การประท้วงก็กลายเป็นการก่อจลาจล การปะทะกับตำรวจ การปล้นสะดม การวางเพลิงและวางระเบิด สถานีตำรวจและสำนักงานรัฐบาลถูกโจมตีด้วยอาวุธต่างๆ นานา โดยในกลางเดือนกันยายน ค.ศ. 1918 เกิดการประท้วงมากกว่า 623 แห่งในนคร 38 แห่ง เมือง 153 แห่งและหมู่บ้าน 177 แห่ง ซึ่งมีผู้ประท้วงและก่อจลาจลมากกว่า 2 ล้านคน โดย 25,000 คนถูกจับกุม และ 8,200 คนถูกพิพากษาในคดีอาชญากรรม โดยการลงโทษมีตั้งแต่โทษเบาคือการปรับเงิน และโทษหนักสุดคือประหารชีวิต[1]

นายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่น เทะระอุจิ และคณะรัฐมนตรีถูกวิพากวิจารณ์และตำหนิจากการเกิดเหตุการณ์จลาจล และได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 29 กันยายน ค.ศ. 1918

จากการจลาจลครั้งนี้ทำให้เกิดการขยายตัวของการจ้างงานในประเทศอื่นที่อยู่ในการปกครองของญี่ปุ่นในสมัยนั้น มีหลักฐานของการเพิ่มขึ้นของผลผลิตข้าวในประเทศไต้หวันและเกาหลี (เมื่อสองประเทศนี้ยังอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น) [2]

อ้างอิง[แก้]

  • Beasley, W.G. (1991). Japanese Imperialism 1894-1945. Oxford University Press. ISBN 0198221681. 
  • MacPherson, WJ (1995). The Economic Development of Japan 1868-1941. Cambridge University Press. ISBN 0521557925. 
  • Smitka, Michael (1998). Japanese Prewar Growth (Japanese Economic History 1600-1960). Routledge. ISBN 0815327056. 

เชิงอรรถ[แก้]

  1. 1.0 1.1 Macpherson, W. J.; Economic History Society (1995). The economic development of Japan, 1868-1941. Cambridge University Press. ISBN 0521557925. 
  2. Smitka, Japanese Prewar Growth (Japanese Economic History 1600-1960) , page 192