กษัตรีองค์มี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
กษัตรีองค์มี
Ang Mey.jpg

พระบรมนามาภิไธย นักองค์มี
พระปรมาภิไธย กษัตรีองค์มี
พระอิสริยยศ สมเด็จพระท้าว[1]
ราชวงศ์ ราชวงศ์นโรดม
ครองราชย์ พ.ศ. 2378 - พ.ศ. 2384 และ พ.ศ. 2387 - พ.ศ. 2388
ระยะครองราชย์ 6 ปี
รัชกาลก่อนหน้า สมเด็จพระอุทัยราชา
รัชกาลถัดไป ว่างกษัตริย์
ลำดับถัดไป
พระบาทสมเด็จพระนโรดม หริรักษ์รามาธิบดี
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ พ.ศ. 2358
สวรรคต ธันวาคม พ.ศ. 2417 (59 ปี)
อาณาจักรเขมรอุดง กัมพูชา
พระราชบิดา สมเด็จพระอุทัยราชา
พระราชมารดา นักนางกระจับ
พระราชโอรส/ธิดา พระโอรส-ธิดา 20 พระองค์

กษัตรีองค์มี หรือ พระองค์เจ้าหญิงมี[2] หรือ นักองค์เม็ญ[3] (เขมร: ក្សត្រីអង្គមី; พ.ศ. 2358 — ธันวาคม พ.ศ. 2417) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 97 แห่งกัมพูชาในช่วงอาณาจักรเขมรอุดง[4] พระนางทรงเป็นหนึ่งในผู้ปกครองที่เป็นสตรีไม่กี่คนในประวัติศาสตร์กัมพูชา[5] เวียดนามสถาปนาพระนางเป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชา พระนางทรงครองราชย์ในช่วงจักรวรรดินิยมของอานามสยามยุทธ

กษัตรีองค์มีทรงเป็นที่รู้จักในนาม บา กง จั๊ว (พระนางเจ้าหญิง) หรือ กษัตรี (เขมร: ក្សត្រី) ทั้งนี้มีพระนามเป็นภาษาเวียดนามว่า เจ้าหญิงหง็อก เวิน (เวียดนาม: Quận chúa Ngọc Vân) แต่เป็นที่รู้จักที่สุดในนาม เจ้าหญิงหมี เลิม (เวียดนาม: Quận chúa Mỹ Lâm)

พระนางทรงได้รับการสถาปนาให้สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระราชบิดาซึ่งเสด็จสวรรคต โดยได้สถาปนาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2378 และทรงถูกปลดจากราชบัลลังก์ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2383 พระนางทรงกลับคืนสู่ราชบัลลังก์อีกครั้งใน พ.ศ. 2387 และทรงถูกปลดจากราชบัลลังก์อีกครั้งโดยพวกเวียดนาม พระนางถูกส่งไปจองจำที่เมืองเว้พร้อมกับพระขนิษฐาในปี พ.ศ. 2388

ช่วงต้นของพระชนม์ชีพ[แก้]

นักองค์มี หรือ นักองเม็ญ ประสูติในปี พ.ศ. 2358 เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่สองใน พระบาทสมเด็จพระราชันกริยา พระอุทัยราชาธิราชรามาธิบดี พระศรีสุริยปุรปรมสุรินทร มหาจักรปฏิรัตตปรมนาถ ภูปติสถิตแปนอิศวรกัมพุชรัฐเจ้า พระชฐวราวรมันทัมรามสา กรุงกัมพูชาอธิบดี ศรีสุธนนครอินทรบดี คุรุราชปุรี รามอุทมหาสาธนา ซึ่งเป็นที่รู้จักในพระนามว่า นักองค์จันที่ 2หรือ สมเด็จพระอุทัยราชา พระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชาในช่วงสมัยอาณาจักรเขมรอุดงกับพระภรรยารองอันดับที่สองคือ นักนางกระจับ[6]

หลังจากนักองค์จันที่ 2 เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2377 ในขณะนั้นไม่มีรัชทายาทสืบราชบัลลังก์เขมร เนื่องจากพระเจ้าอยู่หัวไม่มีพระราชโอรสแต่มีพระราชธิดา 4 พระองค์ได้แก่ พระองค์หญิงแบน, พระองค์หญิงมี, พระองค์หญิงโพธิ์และพระองค์หญิงสงวน[7] กลายเป็นความยินดีของทั้งฝ่ายสยามและเวียดนาม ซึ่งต้องการกำจัดพระประมุขแห่งราชวงศ์กัมพูชา ถึงแม้ว่าพระอนุชาของนักองค์จันยังทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ซึ่งได้แก่ นักองค์อิ่มและนักองค์ด้วง ทำการอ้างสิทธิในราชบัลลังก์แต่ทั้งสองพระองค์กระทำการไม่สำเร็จเนื่องจากเวียดนามซึ่งยึดครองกัมพูชาในขณะนั้นไม่ยอมรับทั้งสองพระองค์[8]

ในทางกลับกันองค์พระจักรพรรดิเวียดนามและขุนนางกัมพูชาได้ต้องการที่จะสถาปนาพระองค์หญิงแบน พระราชธิดาพระองค์โตในนักองค์จันขึ้นเป็นพระประมุข แต่พระนางทรงไม่ได้รับเลือกอันเนื่องมาจากทรงนิยมเข้าข้างฝ่ายไทย ทรงเกลียดชังเวียดนามอย่างมากและทรงปฏิเสธที่จะอภิเษกสมรสกับพระราชโอรสขององค์จักรพรรดิ[9] พระองค์หญิงมีเป็นพระขนิษฐาในพระองค์หญิงแบน เอกสารจากทางฝ่ายไทยได้บันทึกว่าเวียดนามพยายามเชิญชวนให้พระองค์หญิงมีอภิเษกสมรสกับพระราชโอรสในสมเด็จพระจักรพรรดิยา ลอง เพื่อให้สะดวกในการควบคุมกัมพูชาให้เป็นรัฐของเวียดนามแต่ได้ถูกปฏิเสธโดยขุนนางเขมร

พระมหาราชินีหุ่นเชิดของเวียดนาม[แก้]

ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2378 นักองค์มี หรือ พระองค์หญิงมีได้รับการสถาปนาให้เป็น พระองค์เจ้าหญิง (quan-chua) ตามธรรมเนียมจากกรุงเว้และเป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชา พระภคินีทั้งสามพระองค์ได้รับการแต่งตั้งเป็น huyen quan (พระประมุขรอง)[10] ประชาชนชาวกัมพูชาไม่คุ้นเคยกับประเพณีที่ปกครองโดยสตรีและสิ้นหวังจากการ "ทำให้เป็นเวียดนาม" (Vietnamization) นโยบายนี้ถอนรากถอนโคนรากเหง้าทางวัฒนธรรมของกัมพูชา ซึ่งเป็นของไม่มีอารยะในทัศนะของเวียดนาม ตลอดจนชีวิตของคนทุกระดับตั้งแต่พระเจ้าแผ่นดินลงไปถึงประชาชน บรรดาศักดิ์ตั้งเป็นภาษาเวียดนาม ชาวกัมพูชาต้องแต่งกายแบบเวียดนาม ไว้ผมยาว เลิกเปิบข้าวด้วยมือ[11] ในสังคมภายนอก สตรีทุกคนถูกสั่งให้สวมกางเกงแทนที่ผ้านุ่งแบบเขมรและให้ไว้ผมยาวตามแบบเวียดนาม[12] ตลาดขายเฉพาะอาหารเวียดนาม ระบำหลวงของกัมพูชาได้ถูกปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมเวียดนามและจีน เวียดนามเรียกว่า ""ภารกิจแห่งความศรีวิไล"

วัดในลักษณะอัตลักษณ์แบบเขมรถูกกำจัดจนหมดสิ้น[13] แทนที่ด้วยชื่อแบบเวียดนาม พื้นที่รอบกรุงพนมเปญได้เปลี่ยนชื่อจาก อันนาม เป็น ตราน เตย์(Tran Tay) แปลว่า "เขตอำนาจทางตะวันตก"[14] [15]

พงศาวดารกัมพูชาบันทึกเหตุการณ์ช่วงนี้ว่า "...มัน (เวียดนาม) คืดจะยึดเอาพระนครประเทศเขมรทั้งหมดให้อยู่ในกำมือของมัน"[16]ชาวเขมรซึ่งสนับสนุนสยามพยายามขอความช่วยหรือจากสยามให้สถาปนาพระประมุขซึ่งเป็นบุรุษคือ นักองค์ด้วง[17] เวียดนามได้ส่งทหารควบคุมพระองค์หญิงทั้งสี่ กษัตรีองค์มีทรงมีทหารติดตามถึง 100 นายเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของพระนาง ส่วนพระองค์หญิงอีกสามพระองค์มีทหารติดตาม 30 นาย เกี่ยวกับความปลอดภัยของพระองค์อย่างเห็นได้ชัด ทหารต้องแน่นอนว่าจะไม่ปล่อยให้พวกพระนางทรงหลบหนีไปได้[18]

สมเด็จพระจักรพรรดิมิน มางแห่งเวียดนามทรงประกาศถอดถอนกษัตรีองค์มีและลดพระอิสริยยศของพระองค์หญิงทั้งสี่ ทุกพระองค์ถูกจับและถูกคุมพระองค์มาที่เวียดนาม พระจักรพรรดิมีพระบัญชาให้จับพระองค์หญิงแบน พระเชษฐภคินีของพระนางใส่ในถุงกระสอบถ่วงน้ำจนสิ้นพระชนม์ที่แม่น้ำโขงจากการเป็นทุรยศต่อเวียดนาม

พระองค์หญิงแบน พระเชษฐภคินีของพระมหาราชินีองค์มีทรงประสบกับพระชะตาที่เหมือนกัน หลังจากทางการเวียดนามตรวจพบว่าพระองค์หญิงแบนทรงแค้นพระทัยอย่างมากที่เวียดนามกระทำการย่ำยีประเทศชาติของพระนางจึงทรงติดต่อกับพระมารดาและพระมาตุลาของพระนางซึ่งประทับอยู่ที่เมืองพระตะบองและพระนางทรงวางแผนที่จะลี้ภัยไปยังสยาม ซึ่งทางสยามยินดีที่จะช่วยเหลือ แต่แผนการกลับรั่วไหลพระนางทรงถูกจองจำและไต่สวนความผิดที่กรุงพนมเปญ สมเด็จพระจักรพรรดิมิน มางแห่งเวียดนามทรงประกาศถอดถอนกษัตรีองค์มีและลดพระอิสริยยศของพระองค์หญิงทั้งสี่ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2384 ทุกพระองค์ถูกจับและถูกคุมพระองค์มาที่เวียดนามพร้อมข้าราชบริพาร[19] ในเวลานั้นพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ของพระองค์มีทรงถูกจองจำที่เกาะคอนสอน ตามเอกสารของฝ่ายไทยและกัมพูชาระบุไว้ว่าพระองค์หญิงแบนทรงถูกทหารเวียดนามจับใส่ถุงกระสอบถ่วงน้ำจนสิ้นพระชนม์ที่แม่น้ำโขงจากการเป็นทุรยศต่อเวียดนาม ถึงแม้ว่า คิน สก ได้ระบุไว้ว่า พระองค์หญิงแบนทรงถูกทารุณกรรมจนสิ้นพระชนม์และทหารเวียดนามนำพระศพไปถ่วงแม่น้ำโขง[20] การกระทำเช่นนี้ของเวียดนามในสายตาของชาวกัมพูชาแล้วเท่ากับเป็นการ "...ทำลายล้างวงศ์เจ้านาย ไม่มีพระมหากษัตริย์ปกครองต่อไปจะให้เมืองเขมรวินาศแลให้อยู่ในเงื้อมมือของญวนฝ่ายเดียว..."[21]

ในช่วงที่แผ่นดินกัมพูชาว่างกษัตริย์ เป็นระยะเวลาแห่งความสับสนวุ่นวายในกัมพูชา ด้วยว่า

ขุนนางน้อยใหญ่เจ้ากรมการทุก ๆ หัวเมืองและอาณาประชาราษฎรทุกคน พากันโกรธแคืองเจ็บแค้นญวนเปนอันมาก ก็ชักชวนกันรวมเปนหมู่เปนพวกไล่จับองญวนที่อยู่กำกับรักษาราชการตามหัวเมืองฆ่าเสียเปนหลายคน...ฝ่ายขุนนางแลราษฎรเขมรเมื่อเห็นว่าบ้านเมืองไม่มีกระษัตริย์แลไม่มีเจ้านายของตนปกครองแล้ว ต่างคนต่างก็ตั้งตนขึ้นเปนเจ้าฟ้าทะละหะบ้าง เปนออกญาจักรี ออกญาวังบ้างกับตำแหน่งอื่นๆทุกๆตำแหน่ง แล้วรวบรวมกันตั้งเป็นกองทัพทุกๆเมืองไม่ยอมอ่อนน้อมขึ้นกับญวน[22]
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งสยามทรงส่งกองทัพเข้ามากัมพูชาและมีพระบรมราชโองการว่า "หากเขมรสงบเรียบร้อยเมื่อใดให้อภิเษกพระองค์ด้วงขึ้นครองเขมร"

ขุนนางชาวกัมพูชาและผู้ติดตามจำนวนมากได้ก่อกบฏต่อต้านการปกครองเวียดนามในกรณีสิ้นพระชนม์ของพระองค์หญิงแบนและการจับกุมพระมหาราชินีองค์มี รัฐบาลเวียดนามในกรุงพนมเปญได้เรียกร้องไปยังรัฐบาลกลางให้เชิญพระองค์มีกลับมาเพื่อขจัดการก่อกบฏแต่สมเด็จพระจักรพรรดิมิน มางทรงปฏิเสธข้อเรียกร้อง อย่างไรก็ตามในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2384 ในเวลาที่พระนางเสด็จกลับพนมเปญได้มีการออกประกาศสู่ทางการท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนราชบัลลังก์ของพระนาง ในขณะนั้นนักองค์ด้วงได้รับการสนับสนุนจากอุดง[23] พระมหาราชินีองค์มีทรงกลับคืนสู่ราชบัลลังก์อีกครั้งและพระองค์หญิงโพธิ์ พระขนิษฐาได้รับการเลือกให้เป็นองค์รัชทายาทในปีพ.ศ. 2387 อย่างไรก็ตามราชสำนักกัมพูชายังคงอยู่ภายใต้เวียดนามจนกระทั่งเดือนตุลาคม พ.ศ. 2389 เมื่อเวียดนามได้ปลดปล่อยพระราชธิดาของพระบาทสมเด็จพระนโรดม หริรักษ์รามาธิบดี(นักองค์ด้วง)และข้าราชบริพารชาวกัมพูชาได้มาร่วมกับนักองค์ด้วงที่กรุงอุดง ปัญหาไทยและเวียดนามในกรณีกัมพูชาได้รับการแก้ปัญหาโดยผลมาจากการประนีประนอมโดยให้ทั้งนักองค์ด้วงและพระองค์หญิงมีครองราชสมบัติร่วมกัน ทางฝ่ายไทยโดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการว่า "หากเขมรสงบเรียบร้อยเมื่อใดให้อภิเษกพระองค์ด้วงขึ้นครองเขมร" ดังนั้น เมื่อกองทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สามารถจัดการเหตุการณ์ในเขมรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงมีการอภิเษกนักองค์ด้วงขึ้นครองราชสมบัติที่เขมรเมื่อพระชนมายุ 51 พรรษา มีพระนามว่า "สมเด็จพระหริรักษ์รามาอิศราธิบดี" ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2390 โดยได้สืบราชสมบัติต่อจากพระราชินีองค์มี ผู้ซึ่งเป็นพระนัดดา[24]

พระชนม์ชีพท่ามกลางเรื่องอื้อฉาว[แก้]

ภาพถ่ายที่เชื่อว่าเป็น พระบรมฉายาลักษณ์ของกษัตรีองค์มีกับพระราชธิดาทั้ง 2 พระองค์

เรื่องราวของกษัตรีองค์มีได้รับการกล่าวขานอย่างเป็นกลางในพงศาวดารกัมพูชาที่ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระนางทรงเป็นหุ่นเชิดแก่องค์จักรพรรดิเวียดนามและเป็นทางการ พระบาทสมเด็จพระนโรดม หริรักษ์รามาธิบดีทรงควบคุมดูแลเน้นย้ำความสัมพันธ์ของพระองค์หญิงมีกับเวียดนามและทรงตำหนิพระนางซึ่งเคยเป็นประมุขในช่วงอิทธิพลของญวนเพื่อให้สิ้นสภาพสัญญาการเป็นทาสของเวียดนาม นักประวัติศาสตร์ในยุคนั้นได้บอกเป็นนัยว่าเหล่าขุนนางและชาวกัมพูชาส่วนใหญ่เห็นพ้องให้พระองค์หญิงมีเป็นพระประมุขอย่างไม่เต็มใจและสิ้นหวังสำหรับดูนองหรือ นักองค์อิ่มหรือ นักองค์ด้วงในการให้เสด็จกลับมาเป็นพระประมุข

มีการเล่าลือกันว่ากษัตรีองค์มีทรงมีเรื่องอื้อฉาวกับตรุง มิง เกียง ผู้ว่าราชการชาวเวียดนามในพนมเปญ ฌ็อง โมราให้คำปรึกษาแก่ข้าราชบริพารและสตรีในราชสำนักในรัชสมัยของกษัตรีองค์มีและผู้สังเกตการณ์อิสระได้ประกาศว่าข่าวลือนั้นไม่เป็นความจริง[25] พฤติกรรมอื่น ๆ เกี่ยวกับการกล่าวหากษัตรีองค์มีเกี่ยวกับการกระทำผิดก็คือ "พระองค์หญิงผู้มีพระสิริโฉมงดงามผู้ซึ่งขายชาติบ้านเมืองแต่มิได้ขายตัวพระองค์เองแก่เวียดนาม"[26] ตราบจนบัดนี้ประวัติศาสตร์ได้สร้างให้พระมหาราชินีองค์มีทรงเป็นผู้เคราะห์ร้ายซึ่งไม่มีปฏิกิริยาที่ไม่ค่อยจะถูกตามหลักทำนองคลองธรรมในสายตาของพสกนิกรของพระนางเอง[27] กษัตรีองค์มีทรงถูกตำหนิติเตียนในทางลบตลอดรัชกาลของพระนาง ในรัชสมัยที่ซึ่งแผ่นดินเขมร, วัฒนธรรมและความเป็นเอกราชแทบจะสูญสิ้น ในขณะที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าชาวเวียดนามได้เข้ามามีอิทธิพลควบคุมกัมพูชาในรัชสมัยของพระราชินีองค์มี พระนางทรงรับช่วงต่อประเทศที่ซึ่งผูกพันธะกับทางเว้โดยพระราชบิดาของพระนางคือ นักองค์จัน กษัตรีองค์มีทรงครองราชสมบัติเป็นพระประมุขแห่งราชอาณาจักรที่ซึ่งเวียดนามกำลังเตรียมพร้อมจัดการกับกัมพูชา มันเป็นการยากที่จะทำให้แน่ใจในทางปฏิบัติมากกว่าการยอมรับพระนาง[28] อย่างไรก็ตามกษัตรีองค์มีดูราวกับทรงทอดสายพระเนตรเห็นสถานะสงบสุขในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในประเทศของพระนาง จากการบอกเล่าของคณะทูตซึ่งถูกส่งโดยพระบาทสมเด็จพระนโรดม หริรักษ์รามาธิบดีที่ซึ่งพระนางทรงปรารถนาให้กลับมาสู่ความสงบสุขและความเป็นไมตรีและทรงหวังว่าพระนางและพระขนิษฐาจะได้ดำรงพระชนม์ชีพร่วมกับพระปิตุลาอย่างสงบสุข ในทางการทูตเวียดนามเห็นว่าพระนางทรงเป็นสตรีที่มีสติปัญญาสูงยิ่งในการครองราชย์ของพระนาง[29] ไม่มีการสู้รบกันทันทีต่อเวียดนาม ผู้ซึ่งทำการสังหารพระเชษฐภคินีของพระนางและการดำเนินการเปลี่ยนสถานะของพระนางจากการที่มีพระอาการทางประสาทและพฤติกรรมที่ดื้อรั้นของพระนาง กษัตรีองค์มีทรงได้รับการรายงานว่ามีพระสติวิปลาส[30]

บั้นปลายพระชนม์ชีพและสวรรคต[แก้]

พระบาทสมเด็จพระนโรดม พรหมบริรักษ์ทรงปล่อยให้พระนางอยู่ในความดูแลของข้าราชบริพารเก่าแก่ในอุดง ส่วนพระราชวงศ์ได้ย้ายไปประทับที่พนมเปญ

ในตลอดพระชนม์ชีพของกษัตรีองค์มีด้วยความทรงจำเกี่ยวกับความตายและการเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นเวลากว่า 20 ปี พระบาทสมเด็จพระนโรดม พรหมบริรักษ์ทรงปล่อยให้พระนางอยู่ในความดูแลของข้าราชบริพารเก่าแก่เมื่อพระองค์และราชสำนักได้ย้ายไปที่พนมเปญ ที่เมืองอุดง กษัตรีองค์มีทรงเชื่อว่าพระนางยังคงมีเกียรติยศอยู่บ้างและข้าราชบริพารของพระนางสามารถบรรเทาความโกรธแค้นของชาวบ้านให้สงบลงได้ซึ่งพระนางมักจะทำร้ายทุบตีเมื่อพระสติของพระนางผิดปกติหรือจ่ายสำหรับสินค้าที่ซึ่งพระนางทรงถือสิทธิครอบครองสินค้าจากแม่ค้าในตลาด[31]

ในระหว่างที่ทรงถูกนำพระองค์กลับมายังอุดงหลังจากการรุกรานของศัตรูในปีพ.ศ. 2390 หลังจากนั้นทรงอภิเษกสมรสกับบุรุษผู้หนึ่งซึ่งไม่ปรากฏนามและมีพระราชธิดาสองพระองค์[32](วรรคนี้มิอาจสรุปได้ว่าพระนางมีพระบุตร) พระนางและพระสวามีประสบอุบัติเหตุสวรรคตในหลังเดือนธันวาคม พ.ศ. 2417 แต่พระบรมศพได้รับการพระราชทานเพลิงพระบรมศพที่กรุงพนมเปญในปี พ.ศ. 2427 และพระอัฐิของพระองค์ถูกบรรจุไว้ที่เจดีย์ใหญ่องค์หนึ่งที่วัดวิหารซ็อมณอร์ กรุงอุดงมีชัย[3] ดังปรากฏในราชพงษาวดารกรุงกัมพูชาว่า[1]

"...ลุศักราช ๑๑๙๙ (พ.ศ. ๒๓๘๐) ปีรกา นพศก เจ้าฟ้าทะละหะ หลง จัดทำเมรุถวายพระเพลิงพระศพนักองค์เม็ญ ซึ่งเป็นสมเด็จพระท้าวเสร็จแล้ว แห่พระอัฐิไปบรรจุในพระเจดีย์ ซึ่งได้สร้างขึ้นใหม่อยู่ข้างใต้วัดวิหารตะกั่ว"

แต่ปัจจุบันเจดีย์ดังกล่าวถูกต้นไม้ปกคลุมจนไม่ทราบรูปแบบของเจดีย์ และมีสภาพทรุดโทรมมาก[3]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 กรมศิลปากร. ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา. กรุงเทพฯ:แพร่พิทยา. 2513, หน้า 251
  2. ศานติ ภักดีคำ ผศ. ดร. เขมรสมัยหลังพระนคร. กรุงเทพฯ:มติชน. 2556, หน้า 114
  3. 3.0 3.1 3.2 ศานติ ภักดีคำ ผศ. ดร. เขมรสมัยหลังพระนคร. กรุงเทพฯ:มติชน. 2556, หน้า 98
  4. បញ្ជី​ព្រះនាម​ព្រះមហាក្សត្រ​ខ្មែរ​ពី​សតវត្ស​ទី​១ ដល់​បច្ចុប្បន្ន
  5. Female Heads of State of Cambodia
  6. The Varman Dynasty
  7. Sexual Culture in the east Asia pp,127-155
  8. Forgotten History Part 1: Queen Ang Mey
  9. Fieldnote, 2006
  10. A Comparation analysis of traditional and contemporary of female house hold p 48 by Andrey Riffaund
  11. David P. Chandler, A History of Cambodia,pp. 124 - 127
  12. Fieldnote, 2005,2006
  13. Cambodian people by Sipar, p.29
  14. Phnom Penh: a cultural and literary history By Milton Osborne, p.51
  15. Violent against woman in Asian society 2003, p.107
  16. นายพันตรีหลวงเรืองเดช ธนะรัชต์ (แปล). ราชพงศาวดารกรุงกัมพูชา ฉบับหอสมุดแห่งชาติ, พิมพ์ครั้งที่ 2. พระนคร:แพร่วิทยา, 2513, หน้า 251
  17. Ayutthaya, Capital of a Kingdom, Part 19 King Rama 3 (Phra Nangklao Chao Yuhua) The Period of 1824 - 1851
  18. Lost goddesses: the denial of female power in Cambodian history By Trudy Jacobsen, p.112
  19. Siam, Cambodia, and Laos 1800-1950
  20. Trudy Jacobsen, Lost goddesses: the denial of female power in Cambodian history, p.113
  21. นายพันตรีหลวงเรืองเดช ธนะรัชต์ (แปล). ราชพงศาวดารกรุงกัมพูชา ฉบับหอสมุดแห่งชาติ. พิมพ์ครั้งที่ 2. พระนคร:แพร่วิทยา, 2513, หน้า 257
  22. นายพันตรีหลวงเรืองเดช ธนะรัชต์ (แปล). ราชพงศาวดารกรุงกัมพูชา ฉบับหอสมุดแห่งชาติ, พิมพ์ครั้งที่ 2. พระนคร:แพร่วิทยา, 2513, หน้า 257
  23. Lost goddesses: the denial of female power in Cambodian history By Trudy Jacobsen, p.114
  24. Restorer of the Monarchy
  25. Khmer woman on the move, p.113
  26. River Road to China: The Search for the Source of the Mekong, 1866-73 By Milton Osborne p.25
  27. Phnom Penh Post, 20 December 2002- 2 January 2003, p 14
  28. Lost goddesses: the denial of female power in Cambodian history By Trudy Jacobsen p.116
  29. Lost goddesses: the denial of female power in Cambodian history By Trudy Jacobsen, p.117
  30. Jacobsen rewrites history
  31. River Road to China: The Search for the Source of the Mekong, 1866-73 By Milton Osborne p.26
  32. WOMEN IN POWER 1800-1840
ก่อนหน้า กษัตรีองค์มี ถัดไป
สมเด็จพระอุทัยราชา 2leftarrow.png สมเด็จพระราชินีนาถแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา
(พ.ศ. 2377 - พ.ศ. 2383)
2rightarrow.png ว่างกษัตริย์
ลำดับถัดไป
พระบาทสมเด็จพระนโรดม หริรักษ์รามาธิบดี