กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ
| กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ | |||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
|
|
|||||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||
กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (6 กันยายน พ.ศ. 2381 — 28 สิงหาคม พ.ศ. 2428) เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ใน พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าคุณจอมมารดาเอม เมื่อแรกประสูติพระองค์มีพระอิสริยยศที่หม่อมเจ้า โดยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระนามว่า ยอร์ชวอชิงตัน ตามชื่อของจอร์จ วอชิงตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนแรก คนทั่วไปออกพระนามว่า ยอด ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระนามให้ใหม่ว่า พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ บวรราโชรสรัตนราชกุมาร และได้รับการสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมที่ กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ เมื่อ พ.ศ. 2404 และได้รับพระราชทานอุปราชาภิเษกเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ 5[2]
เนื้อหา |
การแต่งตั้งเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล [แก้]
เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดขึ้นดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เพราะในขณะนั้นพระราชโอรสพระองค์โต คือ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ยังทรงพระเยาว์เพียง 12 พรรษา ทำให้เสี่ยงต่อการถูกแย่งชิงราชบัลลังก์ ฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ซึ่งถูกสงสัยมาตั้งแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนม์ว่าคิดจะชิงราชสมบัติจึงได้เสนอให้ทรงแต่งตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่งเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่ง เป็น กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ เมื่อ พ.ศ. 2410 แต่ไม่ได้ตั้งให้เป็นวังหน้า
ก่อนหน้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสวรรคต 1 วัน ได้มีการประชุมพระญาติวงศ์และขุนนาง ที่ประชุมอันมีสมเด็จเจ้าพระยามหาสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นประธาน ตกลงที่จะแต่งตั้งกรมหมื่นบวรวิไชยชาญเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลตามคำเสนอของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ แต่เรื่องนี้ไม่เป็นมติเอกฉันท์ของที่ประชุม เพราะพระองค์เจ้าปราโมช กรมขุนวรจักรธรานุภาพ ทรงคัดค้านว่า การแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลนั้น ตามโบราณราชประเพณีเป็นพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของที่ประชุม ซึ่งทำความไม่พอใจให้แก่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ท่านจึงได้ย้อนถามว่า "ที่ไม่ยอมนั้น อยากจะเป็นเองหรือ" กรมขุนวรจักรธรานุภาพ จึงตอบว่า "ถ้าจะให้ยอมก็ต้องยอม" จึงเป็นอันว่าที่ประชุมเห็นสมควรที่จะแต่งตั้งกรมหมื่นบวรวิไชยชาญเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 พระราชพิธีราชาภิเษก พระองค์เจ้ายอดยิ่งบวรยศ เป็นกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ วังหน้าองค์สุดท้ายในสมัยรัตนโกสินทร์[3]
วิกฤตการณ์วังหน้า [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ วิกฤตการณ์วังหน้า
เนื่องจากสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้สนับสนุนให้ได้เป็นแต่งตั้งเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ จึงทรงเกรงใจสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นอันมาก
ในช่วงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประมาณ พ.ศ. 2417-2418 ทรงริเริ่มปฏิรูปปรับปรุงการปกครองประเทศให้ทันสมัยโดยโยงอำนาจเข้าศูนย์กลาง ทรงตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ (Auditing Office ปัจจุบันคือ กระทรวงการคลัง) เพื่อรวมรวมการเก็บภาษีมาอยู่ที่เดียวกัน ซึ่งกระทบกระเทือนต่อการเก็บรายได้ สร้างความไม่พอใจแก่เจ้านายและขุนนางเก่าแก่เป็นอันมาก โดยเฉพาะกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งเดิมมีรายได้แผ่นดินถึง 1 ใน 3 มีทหารในสังกัดถึง 2000 นาย และมีข้าราชบริพารเป็นจำนวนมาก และเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ มีการสะสมอาวุธ มีความขัดแย้งระหว่างวังหลวงกับวังหน้า จนเกือบจะเกิดสงครามกลางเมือง ซึ่งเรียกเหตุการณ์ขัดแย้งนี้ว่า วิกฤตการณ์วังหน้า [4][5]
กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ทรงมีความรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี และเข้าไปคบค้าสนิทสนมกับนายโทมัส น็อกซ์ กงสุลอังกฤษ ประกอบกับในสมัยนั้น อังกฤษคุกคามสยาม ถึงขั้นเรียกเรือรบมาปิดปากแม่น้ำ ทางวังหลวงจึงหวาดระแวง เชื่อว่ามีแผนการจะแบ่งดินแดนเป็นสองส่วนคือ ทางเหนือถึงเชียงใหม่ ให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าครอง ทางใต้ให้กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญครอง นัยว่าเมื่อแบ่งสยามให้เล็กลงแล้วจะได้อ่อนแอ ง่ายต่อการเอาเป็นเมืองขึ้น
เหตุการณ์บาดหมางเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่ง เกิดระเบิดขึ้นที่ตึกดินในวังหลวง ไฟไหม้ลุกลามไปถึงพระบรมมหาราชวัง ทางวังหลวงเข้าใจว่าวังหน้าเป็นผู้วางระเบิด และไม่ส่งคนมาช่วยดับไฟ ส่วนกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ก็เสด็จหลบหนีไปอยู่ในสถานกงสุลอังกฤษไม่ยอมเสด็จออกมา เหตุการณ์ตึงเครียดนี้กินเวลาถึงสองสัปดาห์ จนกระทั่งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เดินทางกลับจากราชบุรี เข้ามาไกล่เกลี่ย โดยฝ่ายอังกฤษและฝรั่งเศสถือว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นการเมืองภายในของสยาม และไม่ได้เข้ามาก้าวก่าย
กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ทรงเป็นเจ้านายที่มีความสามารถหลายด้าน ด้านนาฏกรรม ทรงพระปรีชา เล่นหุ่นไทย หุ่นจีน เชิดหนัง และงิ้ว ด้านการช่าง ทรงชำนาญเครื่องจักรกล ทรงต่อเรือกำปั่น ทรงทำแผนที่แบบสากล ทรงสนพระทัยในแร่ธาตุ ถึงกับทรงสร้างโรงถลุงแร่ไว้ในพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อ พ.ศ. 2426 ทรงได้รับประกาศนียบัตรจากฝรั่งเศส ในฐานะผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาช่าง [6]
กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เสด็จทิวงคตเมื่อวันศุกร์ เดือน 9 แรม 3 ค่ำ ปีระกา จุลศักราช 1247 (28 สิงหาคม พ.ศ. 2428) พระชนมายุ 46 พรรษา พระราชทานเพลิง ณ พระเมรุท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2429 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้ใด ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลว่างลง จนถึงปีจอ พ.ศ. 2429 จึงทรงสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เป็นมกุฎราชกุมาร และยกเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราช ตั้งแต่นั้นมา
พระโอรส-พระธิดา [แก้]
ประสูติก่อนอุปราชาภิเษก [แก้]
- พระองค์เจ้าชายแฝด (ไม่มีพระนาม) (พ.ศ. 2400) ประสูติแต่จอมมารดาหม่อมหลวงปริก เจษฎางกูร
- พระองค์เจ้าหญิงปฐมพิสมัย (พ.ศ. 2405-2421) ประสูติแต่จอมมารดากรุด
ประสูติเมื่ออุปราชาภิเษกแล้ว [แก้]
- พระองค์เจ้าชายวิไลวรวิลาศ (พ.ศ. 2411 - 2471) ประสูติแต่จอมมารดาเข็ม ทรงเป็นต้นสกุล วิไลยวงศ์
- พระองค์เจ้าชายกาญจโนภาสรัศมี (พ.ศ. 2412-2463) ประสูติแต่จอมมารดาปริกเล็ก ณ นคร ทรงได้รับสถาปนาเป็น กรมหมื่นชาญไชญบวรยศ เมื่อ พ.ศ. 2451 ในรัชกาลที่ 5 ทรงเป็นต้นสกุล กาญจนะวิชัย
- พระองค์เจ้าชาย (ไม่มีพระนาม) (พ.ศ. 2413) ประสูติแต่จอมมารดาเวก
- พระองค์เจ้าชาย (ไม่มีพระนาม) (พ.ศ. 2413) ประสูติแต่จอมมารดาละม้าย
- พระองค์เจ้าหญิงภัทราวดีศรีราชธิดา (พ.ศ. 2414-2442) ประสูติแต่จอมมารดาเลี่ยมเล็ก
- พระองค์เจ้าชายกัลยาณประวัติ (พ.ศ. 2414-2470) ประสูติแต่จอมมารดาเลี่ยมใหญ่ ทรงได้รับสถาปนาเป็นกรมหมื่นกวีสุพจน์ปรีชา เมื่อ พ.ศ. 2456 ในรัชกาลที่ 6 ทรงเป็นต้นสกุล กัลยาณะวงศ์
- พระองค์เจ้าหญิงธิดาจำรัสแสงศรี (พ.ศ. 2414-2440) ประสูติแต่จอมมารดาเขียวใหญ่
- พระองค์เจ้าหญิงฉายรัศมีหิรัญพรรณ (พ.ศ. 2414-2471) ประสูติแต่จอมมารดาปุ้ย
- พระองค์เจ้าหญิง (ไม่มีพระนาม) (พ.ศ. 2515) ประสูติแต่จอมมารดาเวก
- พระองค์เจ้าหญิงกลิ่นแก่นจันทนารัตน์ (พ.ศ. 2415-2418) ประสูติแต่จอมมารดาจั่น
- พระองค์เจ้าชายสุทัศนนิภาธร (พ.ศ. 2415-2461) ประสูติแต่จอมมารดาหม่อมหลวงนวม ปาลกะวงศ์ ทรงเป็นต้นสกุล สุทัศนีย์
- พระองค์เจ้าชายวรวุฒิอาภรณ์ (พ.ศ. 2416-2458) ประสูติแต่จอมมารดาป้อม ทรงเป็นต้นสกุล วรวุฒิ
- พระองค์เจ้าชายโอภาสไพศาลรัศมี (พ.ศ. 2416) ประสูติแต่จอมมารดากลีบ
- พระองค์เจ้าชาย (ไม่มีพระนาม) (พ.ศ. 2416) ประสูติแต่จอมมารดาอิน
- พระองค์เจ้าหญิงอัปสรศรีราชกานดา (พ.ศ. 2416-2460) ประสูติแต่จอมมารดาต่วน
- พระองค์เจ้าชายรุจาวรฉวี (พ.ศ. 2417) ประสูติแต่จอมมารดาสมบุญ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 8 ทรงเป็นต้นสกุล รุจจวิชัย
- พระองค์เจ้าหญิงเทวีวิไลยวรรณ (พ.ศ. 2418) ประสูติแต่จอมมารดาสุ่นใหญ่ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 8
- พระองค์เจ้าชายวิบูลยพรรณรังษี (พ.ศ. 2419-2451) ประสูติแต่จอมมารดาเขียวเล็ก ทรงเป็นต้นสกุล วิบูลยพรรณ
- พระองค์เจ้าชายรัชนีแจ่มจรัส (พ.ศ. 2419-2489) ประสูติแต่จอมมารดาเลี่ยมเล็ก ทรงได้รับสถาปนาเป็น กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2456 ในรัชกาลที่ 6 ทรงเป็นต้นสกุล รัชนี
- พระองค์เจ้าชายไชยรัตนวโรภาส (พ.ศ. 2419-2440) ประสูติแต่จอมมารดาปริกใหญ่
- พระองค์เจ้าหญิงวิมลมาศมาลี (พ.ศ. 2419-2464) ประสูติแต่จอมมารดาจั่น
- พระองค์เจ้าหญิงสุนทรีนาฎ (พ.ศ. 2423-2513:90 ปี) ประสูติแต่จอมมารดาสุ่นเล็ก
- พระองค์เจ้าหญิงประสาทสมร (พ.ศ. 2425-2456) ประสูติแต่จอมมารดายิ้ม
- พระองค์เจ้าชายบวรวิสุทธิ์ (พ.ศ. 2426-2453) ประสูติแต่จอมมารดาสอาด ทรงเป็นต้นสกุล วิสุทธิ
- พระองค์เจ้าหญิงกมุทมาลี (พ.ศ. 2427-2454) ประสูติแต่จอมมารดาหม่อมราชวงศ์เชื้อ อิศรางกูร
- พระองค์เจ้าหญิงศรีสุดสวาดิ (พ.ศ. 2427-2489) ประสูติแต่จอมมารดาแข
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ [แก้]
เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ (น.ร.)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 1 ปฐมจุลจอมเกล้า (ป.จ.)
ราชตระกูล [แก้]
| กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
อ้างอิง [แก้]
- ^ ศุภวัฒย์ เกษมศรี, พลตรี หม่อมราชวงศ์, และรัชนี ทรัพย์วิจิตร. พระอนุวงศ์ชั้นหม่อมเจ้าในพระราชวงศ์จักรี. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์บรรณกิจ, พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2549. 360 หน้า. ISBN 974-221-818-8
- ^ หอสมุดพระวชิรญาณ, ราชสกุลวงศ์พระนามเจ้าฟ้าและพระองค์เจ้าในกรุงรัตนโกสินทร์, โรงพิมพ์ไท, พ.ศ. 2463
- ^ ทิพากรวงศ์, เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 เล่ม 2. พระนคร : โรงพิมพ์คุรุสภา, 2504.
- ^ http://library.uru.ac.th/webdb/images/sakulthai16.htm การแก้ไขวิกฤตชาติ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าหัว
- ^ http://www.yanravee.com/index.php?option=com_content&task=view&id=72&Itemid=31 รัชกาลที่ 5 กับการเสด็จอินเดีย พ.ศ. 2414 และความเข้าใจต่อการปฏิรูปแห่งรัชสมัย
- ^ http://www.thairath.co.th//thairath1/2548/column/bible/apr/17_4_48.php
| สมัยก่อนหน้า | กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ | สมัยถัดไป | ||
|---|---|---|---|---|
| พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว | กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (ราชวงศ์จักรี) (พ.ศ. 2411 - พ.ศ. 2428) |
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร (สยามมกุฎราชกุมาร) |
||
| พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว | ผู้บัญชาการทหารเรือวังหน้า (พ.ศ. 2408 - พ.ศ. 2428) |
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ (ผู้บัญชาการทหารเรือ) |
|
|||||||||||||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||||