กรมทางหลวงชนบท
| กรมทางหลวงชนบท | |
|---|---|
| Department of Rural Roads | |
| ที่ทำการ | |
| 9 ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ 10220 | |
| ภาพรวม | |
| วันก่อตั้ง | 3 ตุลาคม พ.ศ. 2545 |
| งบประมาณ | 29,597.086 ล้านบาท (พ.ศ. 2555)[1] |
| ผู้บริหาร | ชาติชาย ทิพย์สุนาวี, อธิบดี อาทร เทียนตระกูล, รองอธิบดี กฤชเทพ สิมลี, รองอธิบดี |
| ต้นสังกัด | กระทรวงคมนาคม |
| เว็บไซต์ | |
| http://www.drr.go.th | |
กรมทางหลวงชนบท (Department of Rural Roads) เป็นส่วนราชการ ระดับกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2545 โดยบุคลากรโอนภารกิจมาจากกรมโยธาธิการ และกรมการเร่งรัดพัฒนาชนบท มีหน้าที่ในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานทางหลวงชนบท เพื่อสนับสนุนการคมนาคมขนส่ง การท่องเที่ยว การพัฒนาชายแดน การพัฒนาเมืองอย่างบูรณาการและยั่งยืน แก้ไขปัญหาจราจรโดยสร้างทางเชื่อม (Missing Link) ทางเลี่ยง (By-pass) และทางลัด (Shortcut) รวมทั้งเป็นพี่เลี้ยงด้านการพัฒนาทางหลวงท้องถิ่นให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เนื้อหา |
[แก้] การกำหนดภารกิจของกรมทางหลวงชนบท
พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 มุ่งปรับปรุงระบบระบบราชการให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นไปของสังคม โดยมีการจัดตั้งกรมทางหลวงชนบทขึ้น แต่ได้มีการกำหนดบทเฉพาะกาล มาตรา 54 ไว้ว่า "ภายในห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้โอนกิจการอำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ หนี้ สิทธิ ภาระผูกพัน ข้าราชการ ลูกจ้าง และอัตรากำลังของกรมทางหลวงชนบท และบรรดาอำนาจหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในกรมทางหลวงชนบท ไปเป็นของกรมทางหลวง หรือผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวจะกำหนดให้การกำหนดรายละเอียดบางกรณีเป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรีหรือประกาศของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ได้ เมื่อมีการตราพระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งขึ้นบังคับใช้แล้ว ให้ถือว่ากรมทางหลวงชนบทเป็นอันยุบเลิก" ซึ่งจะเป็นผลให้กรมทางหลวงชนบท มีภารกิจที่จะต้องดำเนินการในระยะเวลาเพียง 5 ปี
ต่อมาภายหลังการประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2550 ได้มีมติให้กรมทางหลวงชนบท ดำเนินการต่อไปอีก 5 ปี กระทั่งในปี พ.ศ. 2552 ได้มีพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2552 ให้ยกเลิกการยุบกรมทางหลวงชนบท และให้มีภารกิจดำเนินการเช่นเดิม เนื่องจากเป็นนโยบายหลักของทุกรัฐบาล[2]
[แก้] เครื่องหมายราชการ
สัญลักษณ์ของกรมทางหลวงชนบท คือ องค์พระวิษณุหรือพระนารายณ์ เป็นเทพแห่งวิศวกรรมการพัฒนา การก่อสร้าง และบำรุงรักษาทางหลวง ประทับเป็นสง่าบนพระอาสน์ มือขวาถือจอบ มือซ้ายถือลูกดิ่ง เบื้องหลังพระวิษณุแสงสว่างแผ่เป็นรัศมีโดยรอบทั้ง 8 ทิศ แสดงถึงภารกิจของกรมทางหลวงชนบท ครอบคลุมทั้งประเทศ และลายกนก 3 ชั้น ตัดด้วยเส้นสีแดงบนพื้นสีเหลืองทอง หมายถึง ประเทศไทย
[แก้] รายนามอธิบดีกรมทางหลวงชนบท
| รายนามอธิบดีกรมทางหลวงชนบท | ||
| ลำดับ | รายนาม | ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง |
|---|---|---|
| 1 | สุรชัย ธารสิทธิ์พงษ์ | (9 ตุลาคม พ.ศ. 2545 ถึง 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549) |
| 2 | ระพินทร์ จารุดุล | (16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ถึง 2551) |
| 3 | สุพจน์ ทรัพย์ล้อม | (23 มีนาคม พ.ศ. 2551 ถึง 2551) |
| 4 | วิชาญ คุณากูลสวัสดิ์ | ( พ.ศ. 2551 - 2554) |
| 5 | ชาติชาย ทิพย์สุนาวี | (พ.ศ. 2554 - ปัจจุบัน ) |
[แก้] โครงสร้างส่วนราชการ
- สำนักบริหารกลาง
- สำนักฝึกอบรม
- สำนักกฎหมาย
- สำนักก่อสร้างทาง
- สำนักก่อสร้างสะพาน
- สำนักเครื่องกลและสื่อสาร
- สำนักบำรุงทาง
- อำนวยความปลอดภัย
- สำนักแผนงาน
- สำนักวิเคราะห์วิจัยพัฒนา
- สำนักสำรวจและออกแบบ
- สำนักส่งเสริมการพัฒนาทางหลวงท้องถิ่น
- สำนักพัฒนาระบบบริหาร
- ศูนย์เทคโนโลยีและสาระสนเทศ
- กลุ่มตรวจสอบภายใน
- สำนักทางหลวงชนบทที่ 1-18
- สำนักทางหลวงชนบทที่ 1 (ปทุมธานี)
- สำนักทางหลวงชนบทที่ 2 (สระบุรี)
- สำนักทางหลวงชนบทที่ 3 (ชลบุรี)
- สำนักทางหลวงชนบทที่ 4 (เพชรบุรี)
- สำนักทางหลวงชนบทที่ 5 (นครราชสีมา)
- สำนักทางหลวงชนบทที่ 6 (ขอนแก่น)
- สำนักทางหลวงชนบทที่ 7 (อุบลราชธานี)
- สำนักทางหลวงชนบทที่ 8 (นครสวรรค์)
- สำนักทางหลวงชนบทที่ 9 (อุตรดิตถ์)
- สำนักทางหลวงชนบทที่ 10 (เชียงใหม่)
- สำนักทางหลวงชนบทที่ 11 (สุราษฎร์ธานี)
- สำนักทางหลวงชนบทที่ 12 (สงขลา)
- สำนักทางหลวงชนบทที่ 13 (ฉะเชิงเทรา)
- สำนักทางหลวงชนบทที่ 14 (สุพรรณบุรี)
- สำนักทางหลวงชนบทที่ 15 (อุดรธานี)
- สำนักทางหลวงชนบทที่ 16 (กาฬสินธุ์)
- สำนักทางหลวงชนบทที่ 17 (เชียงราย)
- สำนักทางหลวงชนบทที่ 18 (กระบี่)
[แก้] ป้ายรหัสสายทาง ทางหลวงชนบท
ในการเรียกชื่อทางหลวงชนบท จะนิยมใช้หมายเลขทางหลวงแผ่นดิน หรือชื่อหมู่บ้าน หรือชื่อสถานที่สำคัญ ที่เป็นจุดเริ่มต้นโครงการและจุดสิ้นสุดโครงการในสายทางนั้นมาตั้งชื่อถนน เช่น สายแยกทางหลวงหมายเลข 314 - บ้านลาดกระบัง หรือ สายบ้านคลอง 20 - บ้านตลาดคลอง 16 เป็นต้น ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาระบบโครงข่ายทางหลวงชนบทมากขึ้น การใช้ชื่อเพียงอย่างเดียวอาจจะก่อให้เกิดการสับสน และไม่สามารถทราบว่าสายทางนั้นอยู่ในจังหวัดใด ดังนั้นจึงมีการนำรหัสสายทางเข้ามาเป็นตัวบอกถึงที่ตั้ง และลำดับของสายทาง ซึ่งรหัสสายทางของทางหลวงชนบทประกอบด้วยตัวอักษรย่อของจังหวัด 2 ตัว และตัวเลข 4 ตัว มาใช้กำกับทางหลวงชนบท โดยมีความหมายดังนี้
- ตัวอักษรย่อ 2 ตัว บอกถึงจังหวัดที่ตั้งของสายทางนั้น ๆ เช่น นบ. หมายถึง ทางหลวงชนบทที่อยู่ในเขตจังหวัดนนทบุรี หรือ ชบ. หมายถึงทางหลวงชนบทที่อยู่ในเขตจังหวัดชลบุรี เป็นต้น
- ตัวเลข 4 หลัก ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ
- รหัสเลขตัวที่หนึ่ง บอกถึงลักษณะของการเชื่องโยงของสายทางว่าจุดเริ่มต้นสายทางเป็นอย่างไร มีทั้งหมด 6 หมายเลข แต่ละหมายเลขมีความหมายดังนี้
- เลข 1 หมายถึง เริ่มต้นจากทางหลวงที่มีหลายเลขตัวเดียว
- เลข 2 หมายถึง เริ่มต้นจากทางหลวงที่มีหลายเลขสองตัว
- เลข 3 หมายถึง เริ่มต้นจากทางหลวงที่มีหลายเลขสามตัว
- เลข 4 หมายถึง เริ่มต้นจากทางหลวงที่มีหลายเลขสี่ตัว
- เลข 5 หมายถึง เริ่มต้นจากทางหลวงชนบทหรือทางหลวงท้องถิ่น
- เลข 6 หมายถึง เริ่มต้นจากสถานที่ เช่น โรงเรียน วัด บ้าน ตำบล อำเภอ
- รหัสเลข 3 ตัว บอกถึงลำดับของสายทางในแต่ละจังหวัด
- รหัสเลขตัวที่หนึ่ง บอกถึงลักษณะของการเชื่องโยงของสายทางว่าจุดเริ่มต้นสายทางเป็นอย่างไร มีทั้งหมด 6 หมายเลข แต่ละหมายเลขมีความหมายดังนี้
[แก้] อ้างอิง
- ^ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 129 ตอนที่ 15ก วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555
- ^ พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2552