กฎผลคูณ
ในคณิตศาสตร์ กฎผลคูณของแคลคูลัส ซึ่งเราอาจเรียกว่า กฎของไลบ์นิซ (ดูการอนุพัทธ์) ควบคุมอนุพันธ์ของผลคูณของฟังก์ชันที่หาอนุพันธ์ได้
ซึ่งอาจเขียนได้ดังนี้
หรือด้วยสัญกรณ์ไลบ์นิซดังนี้
เนื้อหา |
[แก้] ค้นพบโดยไลบ์นิซ
ไลบ์นิซได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้นพบกฎนี้ ซึ่งพิสูจน์โดยใช้คณิตศาสตร์ดิฟเฟอเรนเชียล สมมุติให้ u (x) และ v (x) เป็นฟังก์ชันซึ่งหาอนุพันธ์ได้ของ x ดิฟเฟอเรนเชียลของ uv คือ
แต่เนื่องจากเทอม (du) (dv) มีค่าน้อย (ในรูปควาดราติกของ du และ dv) ไลบ์นิซสรุปว่า
และนี่คือกฎผลคูณในรูปของดิฟเฟอเรนเชียล ถ้าเราหารตลอดด้วยดิฟเฟอเรนเชียล dx เราจะได้
ซึ่งสามารถเขียนอีกรูปหนึ่งได้เป็น
[แก้] ตัวอย่าง
- สมมุติว่าคุณต้องการหาอนุพันธ์ของ f (x) = x2 sin(x) โดยการใช้กฎผลคูณจะได้คำตอบ f' (x) = 2x sin (x) + x2cos (x) (เนื่องจากอนุพันธ์ของ x2 คือ 2x และอนุพันธ์ของ sin (x) คือ cos (x)).
- กฎการคูณด้วยค่าคงที่ (Constant Multiple Rule) ซึ่งเป็นกรณีพิเศษของกฎผลคูณ กล่าวไว้ว่า: ถ้า c เป็น จำนวนจริง และ f (x) เป็นฟังก์ชันที่หาอนุพันธ์ได้ จะได้ว่า cf (x) ก็หาอนุพันธ์ได้เช่นกัน และมีอนุพันธ์เป็น (c × f) ' (x) = c × f ' (x). (นี่เป็นผลจากกฎการคูณ เนื่องจากอนุพันธ์ของค่าคงที่ มีค่าเป็นศูนย์) เมื่อนำผลที่ได้นี้รวมเข้ากับกฎผลบวกจะได้ว่า การหาอนุพันธ์เป็นกระบวนการเชิงเส้น
- กฎผลคูณสามารถใช้พิสูจน์ การหาปริพันธ์เป็นส่วน และ กฎผลหาร
[แก้] ข้อผิดพลาดโดยทั่วไป
ความผิดพลาดของผู้ที่เริ่มศึกษาแคลคูลัสบ่อย ๆ คือการสมมุติว่าอนุพันธ์ของ uv เท่ากับ (u') (v) (ไลบ์นิซก็คิดเช่นนั้นในตอนแรก) แต่ว่าเราสามารถหาตัวอย่างมาโต้แย้งได้ง่าย ตัวอย่างเช่น ฟังก์ชัน f ซึ่งมีอนุพันธ์ f ' (x) ฟังก์ชันนี้สามารถเขียนได้อีกรูปหนึ่งเป็น f (x) · 1 เพราะ 1 เป็นเอกลักษณ์การคูณ ถ้าสมมุติฐานข้างบนซึ่งผิดพลาดเป็นจริง กล่าวคือได้ (u) (v) ซึ่งก็คือ ผลคูณ f (x) · 0 มีค่าเป็น ศูนย์ เนื่องจากอนุพันธ์ของค่าคงที่ (เช่น 1) เป็นศูนย์เสมอ
[แก้] การพิสูจน์กฎผลคูณ
กฎผลคูณสามารถพิสูจน์ได้โดยอาศัยคุณสมบัติของลิมิต และนิยามของอนุพันธ์จากผลหารผลต่างของนิวตัน:
สมมุติว่า
และสมมุติต่อไปว่า g และ h หาอนุพันธ์ได้ที่จุด x ดังนั้น
เนื่องจาก
จะได้ว่า
เนื่องจาก h มีค่าต่อเนื่องที่จุด x เราได้
และอาศัยนิยามของอนุพันธ์ และการหาอนุพันธ์ได้ของ h และ g ที่จุด x จะได้ว่า
และ
เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันจะได้
จบการพิสูจน์
[แก้] นัยทั่วไป
[แก้] ดูเพิ่ม












![= \lim_{\Delta x \to 0} \left[g (x) \left (\frac{(h (x + \Delta x) - h (x))}{\Delta x}\right) + h (x + \Delta x) \left (\frac{(g (x + \Delta x) - g (x))}{\Delta x}\right) \right]](http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/math/d/b/c/dbcff10bb18f4714b053d5cc6ff4af05.png)



![f' (x) = \lim_{\Delta x \to 0} \left[g (x) \left (\frac{(h (x + \Delta x) - h (x))}{\Delta x}\right) + h (x + \Delta x) \left (\frac{(g (x + \Delta x) - g (x))}{\Delta x}\right) \right]](http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/math/a/f/d/afd3431f78cb1ab0bfbc18a041ee33fb.png)
![= \left[\lim_{\Delta x \to 0} g (x) \right]\left[\lim_{\Delta x \to 0} \frac{(h (x + \Delta x) - h (x))}{\Delta x}\right] + \left[\lim_{\Delta x \to 0} h (x + \Delta x) \right]\left[\lim_{\Delta x \to 0}\frac{(g (x + \Delta x) - g (x))}{\Delta x}\right]](http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/math/4/3/7/437921f2bf9c04ad12b8b25b2af8affe.png)
